วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวลาชีวิต



          ห้วงกระแสแลเห็นเช่นเกลียวคลื่น     ที่ซัดกลืนเกลียวหาดฟาดถาโถม

          อึกทึกกึกก้องร้องครืนโครม            เข้าจู่โจมโหมใส่ไม่ปราณี

          ฟ้าคำรามตามเสียงเปรี้ยงครืนเปรี้ยง  ลั่นสำเนียงสนั่นสาดแสงสี

          กัมปนาทฟาดใส่ในธรณี                 เปลวอัคคีคุโชนโค่นพนา


          ปฐพีเลื่อนลั่นสนั่นไหว                   ทะลายไพรทะลวงภูพังเคหา

          รอยดินแตกแยกผืนพสุธา              สกุณาบินหนีลี้หลบภัย

          มัจจุราชชาติภพสยบสิ้น                 แม้โบยบินบ่หนีลี้ตักษัย

          จะดำดิ่งแดนสมุทธสุดลึกไกล         ก็หาไม่ภัยพ้นชนมรณา


          ต่างดับดิ้นสิ้นสุดมนุษย์สัตว์            พยามัจ-จุราชร้องเรียกหา

          จะเก่งกาจขนาดไหนในโลกกา        ก็ต้องมาสยบพบความจริง

          อนิจจาวะตะสังขารา                     มรณามรณังสั่งสาปสิง

          ชีวิตนี้มีอยู่ครู่พักพิง                     ให้แอบอิงชั่วคราวมิยาวนาน

 

บทกลอนนี้แต่งไว้เมื่อปี พ.ศ. 2552 บางคนที่อ่านกลอนบทนี้อาจนึกภาพถึงภาพยนตร์เรื่อง 2012 ซึ่งแท้จริงแล้วผู้แต่งได้แต่งขึ้นด้วยความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง เป็นการอธิบายจุดสิ้นสุดของชีวิตมนุษย์ด้วยการผูกเป็นเรื่องขึ้นมา ด้วยความพยายามใช้ภาษาที่งดงาม คิดว่าเป็นบทกลอนที่แต่งได้ดีที่สุดเท่าที่เคยแต่งมา แม้ว่าโลกจะไม่แตก ไม่มีอุกาบาตมาชนโลก สิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนต้องพบจุดจบของชีวิตเพราะความเสื่อมของสังขาร แต่การผูกเรื่องขึ้นมาทำให้เห็นภาพชัดว่า "ความตายเป็นของทุกชีวิต" ทุกชีวิตล้วนต้องพบกับความตายในที่สุดแห่งชีวิต

คำตอบสำหรับเป้าหมายของชีวิต

นอกจากแพทย์พยาบาล สัปเหร่อ หรือ หน่วยกู้ภัยแล้ว พระภิกษุเป็นบุคคลที่ได้พบกับความตายบ่อยที่สุด ในช่วงระยะเวลาของการบวชเรียกได้ว่าต้องพบผู้เสียชีวิตและญาติของผู้เสียชีวิตบ่อยมาก เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับงานพิธีบำเพ็ญกุศลศพชึ่งเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งในศาสนา เป็นโอกาสที่พระจะได้พิจารณา "มรณสติ" เพื่อให้รู้จักปลดปลงปล่อยวางความยึดถือยึดมั่นในสังขารอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ เมื่อแรกที่เรานึกถึงความตายบ่อยๆ เราจะมีคำถามขึ้นมาในใจว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไร ?" ในเมื่อสุดท้ายเราต้องตาย นั่นเป็นคำถามสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตใครหลายๆคน ซึ่งมันจะนำไปสู่คำตอบว่าชีวิตที่เหลืออยู่เราจะทำอะไร ? ทำเพื่ออะไร ? ทำให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "เป้าหมายของชีวิต"

ความจริงของร่างกายที่ถูกปิดบังไว้

งานบำเพ็ญกุศลศพในยุคปัจจุบันเป็นไปมากจากในอดีตย้อนไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ไม่เคยเห็นภาพจริงๆว่าเป็นอย่างไร แต่ได้รู้จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่าที่มีประสบการณ์ตรง ในอดีตไม่มีดอกไม้สวยงามประดับหน้าศพ ไม่มีโลงศพที่สวยงาม เมื่อมีคนตายก็ต้องจัดพีธีด้วยระยะเวลาไม่นานนัก เพราะศพจะเน่าและส่งกลิ่นเหม็น ในความล้าสมัยในยุคก่อนนั้นพระและคนที่ไปร่วมงานศพได้ "พิจารณาอสุภกรรมฐาน" คือมองเป็นความเป็นจริงว่าที่แท้แล้วร่างกายเป็นของสกปรกโสโครก จะสวยจะหล่อแค่ไหนเมื่อตายแล้วก็เน่าเหม็นเหมือนกัน เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ความเน่าเหม็นนั้นยังไม่ปรากฎชัด เพราะคนเราพยายามไม่ให้มันปรากฎขึ้นมา มีการอาบน้ำชำระร่างกาย เสื้อผ้าถูกนำไปซัก ถ้าปล่อยไว้ถึงแม้ไม่เน่าก็คงส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจ ในอดีตพระได้พิจารณา "อสุภกรรมฐาน" จากการไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ซึ่งทำให้ความรู้สึกความต้องการทางเพศจางหายไป เพราะเข้าใจความจริงแท้ของร่างกายว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่ของสวยงามน่าใคร่น่าปรารถนาแต่อย่างใด

ช่วงเวลาที่แท้จริงของเราคือปัจจุบันเพราะอดีตได้ล่วงไปแล้ว อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยากต่อการคาดเดา คงมีคนในโลกนี้เพียงไม่กี่คนที่จะรู้ได้ว่าชีวิตของตนเองจะจบลงในวินาทีใด เวลาที่เหลืออยู่คือปัจจุบันที่เราสามารถใช้ทำสิ่งต่างๆตามที่เราต้องการ อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา ? ในเมื่อในที่สุดเราต้องตาย นี่คงเป็นคำถามสำคัญที่จะนำไปสู่คำตอบว่าปัจจุบันเราควรจะทำอะไร ? ทำเพื่ออะไร ?

โดย สุวิริโย

 

กลับไปที่ www.oknation.net