วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไหว้พระทอง ส่องพระลาว


ไหว้พระทอง  ส่องพระลาว 

ห่างหายจากบล็อกมานานแสนนาน  อยู่กรุงเทพฯพักใหญ่ และแล้วจากไปอยู่อีสานใต้บ้านเกิดสักประเดี๋ยว ไม่เท่าไหร่กลับมาอยู่กรุงเทพอีกครั้ง กลับไปกลับมา เป็นเช่นนี้เนืองๆ ชวนให้นึกถึง ประโยคคนขแมร์แถวบ้านว่า “ซฺน็อกมูยปังกุยจะแก แปลเป็นไทยว่า สุขชั่วครู่หมานอน

หลายเรื่องก่อนนี้มุ่งไปเรื่องราวเกี่ยวกับขแมร์เยอะ วันนี้ขอนำเรื่องใกล้ตัวปรากฎอยู่เบื้องหน้าที่สัมผัสได้แต่มองข้ามมานานแสนนานนอกจากผู้คน ชื่อวัด วัง บาง ที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับคนลาวในยุคอดีต หนึ่งในสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนชาวลาวนิยมสร้างเช่นเดียวกับชาวไทยคือพระพุทธแทนพระพุทเจ้า

 ขณะอยู่เมืองหลวงเตร็ดเตร่เข้าออกวัดวาอารามย่านกรุงเทพบ่อยครั้ง ไม่นึกเลยว่าบางวัดมีพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สำคัญอัญเชิญมาจากประเทศลาว สกุลช่างล้านช้าง เชียงแสน ประดิษฐานในพระอุโบสถ วิหารอยู่ จำนวนไม่น้อย ดั่งดวงจำปายังอบอวน ให้ตามหา เข้าไปกราบกราน  จากถิ่นฐานมาจำอยู่แสนนานในเมืองกรุงเทพฯ

                            

              หลวงพ่อทองคำ วัดหงษ์รัตนาราม                หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร

เหตุผลสำคัญครั้งนี้ที่เปลี่ยนเรื่องมาให้ความสนใจเรื่อง พระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาว สืบเนื่องมาจาก ญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนเข้ามาเยี่ยมเพื่อนซึ่งเป็นหลานที่ทำงานในกรุงเทพฯ เป็นคนเชื้อสายลาวนานๆหนมีโอกาสเข้ามาเยี่ยมหลานสักครั้ง โอกาสนี้เพื่อนเลยชวนให้พาไปไหว้พระทำบุญเสริมศิริมงคลด้วยเคยตะลอนไหว้พระด้วยกันมาหลายครั้ง

ครั้งนั้นเป็นเพียงครั้งแรก ที่ได้พาญาติของเพื่อนและไกด์ผีอย่างเรา เดินทางเลาะๆไหว้พระด้วยการเดินเท้า จนครบเก้าวัดโดยไม่เร่งรีบ ใช้เวลารับรู้ ชมและสัมผัสความงามของวัดที่ผ่านมาอย่างอิ่มเอมใจ

การเดินทางของญาติเพื่อนมาเยี่ยมเพื่อนครั้งที่สองเพื่อนเลยชวนให้พาไปไหว้พระทำบุญอีกครั้ง ครั้งนี้เลยเปลี่ยนมุมจากฝั่งพระนครพามาสัมผัสบรรยากาศฝั่งธนบุรีบ้าง

ระหว่างที่เดินสายไหว้พระ เปรยๆกับเพื่อนเสมอๆ ว่าไว้คราวหน้าหากญาติมากรุงเทพอีกจะพาไปไหว้พระทองส่องพระลาว ในกรุงเทพให้ครบทุกองค์สักครั้ง นานหนได้มีโอกาสมาเยียมหลานอย่างเพื่อน แล้วควรจะไปเยี่ยมสักการะพระบรรพบุรุษที่พลัดถิ่นมาอยู่กรุงเทพสักครั้ง หนึ่งในชีวิต แม้ว่าครั้งนี้มีโอกาสได้สักการะเพียงสามองค์

หลังจากใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลอยู่พักใหญ่ ในวันถัดมาเลยตัดสินใจออกเดินทางสำรวจตามหาพระทองส่องพระลาวที่ประดิษฐานในกรุงเทพ สักการะเสริมบุญให้กับตัวเองสักครั้ง

โดยเริ่มตั้งหลักไหว้พระทองคำ หรือหลวงพ่อทองคำ(พระพุทธปฎิมากร) วัดไตรมิตร เป็นองค์แรก เป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งไทยและเทศ

                                  

                                   หลวงพ่อทองคำหรือพระพุทธปฎิมากร วัดไตรมิตร     

   

จากนั้นจึงนั่งรถเมล์สาย๔๐ มุ่งหน้าไปยังวัดปทุมฯ เข้าไปไหว้พระพุทธรูปลาวศิลปะล้านช้าง วัดหลวงแห่งนี้นับได้ว่ามีพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวที่สำคัญอยู่หลายองค์

องค์แรกที่ได้เข้าไปไหว้ในพระอุโบสถ คือพระสายน์หรือพระใส ตอนแรกเห็นชื่อก็เอะใจ ชื่อไปพ้องกับองค์พระใส องค์อยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย  ไฉนเล่ามีพระสายน์มาอยู่ที่นี่ พอเดินออกมาเห็นประวัติบอกว่าในสมัยรัชกาลที่๔อัญเชิญมาจากถ้ำเมืองมหาไชย ประเทศลาว ซึ่งเป็นคนละองค์กับองค์ที่อยู่ที่หนองคาย

                         

                        

                    หลวงพ่อพระสายน์หรือหลวงพ่อพระใส ในพระอุโบสถ วัดปทุมวนาราม

                    ศิลปะสมัยล้านช้าง คนละองค์กับหลวงพ่อพระใสที่วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย

                    อัญเชิญมาจากถ้ำแขวงเมืองมหาชัย ในประเทศลาว

ขณะที่ไหว้พระสายน์เสร็จ นึกได้แล้วหลวงพ่อพระเสริมอยู่ที่ไหน ได้ยินประวัติมาว่าถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้นี่น่า จึงเดินเลียบโบสถ์ไปด้านหลังมีวิหาร เห็นป้ายบอกชื่อหลวงพ่อพระเสริม แต่โชคไม่ช่วยพระวิหารปิดสนิท พลาดไหว้และชมองค์จริง เอาล่ะยกมือไหว้ด้านนอกวิหารนี่และ  ออกมาเจอประวัติพระเสริมที่ป้ายด้านนอกเลยถ่ายภาพจากป้ายมา

สงสัยอีกครับ ในป้ายระบุว่า มีองค์พระแสนประดิษฐานด้านหน้าพระเสริม  ทำให้งงไปกันใหญ่ แต่ก็เก็บความงงสงสัยกลับมาด้วย

ประวัติเกี่ยวกับพระเสริม องค์นี้บอกไว้ว่า เดิมมีพระร่วมพี่น้องสามองค์ อีกสององค์คือ พระสุก ซึ่งว่ากันว่าจมน้ำหายเมื่อครั้งที่อัญเชิญข้ามลำน้ำโขงและหลวงพ่อพระใส อัญเชิญข้ามมาได้สององค์ ประดิษฐานในวัดหนึ่งที่หนองคาย ครั้งต่อมารัชกาลที่๔ของไทยให้อัญมาประดิษฐานที่วัดปทุมฯครั้งเมื่อสร้างโบสถ์เสร็จ โดยอัญเชิญทั้งองค์พระเสริม และพระใส  แต่เกวียนที่อัญเชิญพระใสเพลาหัก เปลี่ยนเกวียนแล้ววัวที่เทียมลากก็ไม่ยอมเดิน จึงอัญเชิญพระใส ประดิษฐานไว้ที่เมืองหนองคายให้ชาวไทยลาวทั้งสองฝั่งโขงได้สักการะ ส่วนพระเสริมได้อัญเชิญลงประดิษฐานยังวัดปทุมฯได้

                พระเสริม พระสุก พระใส เป็นพระพุทธรูปที่ ธิดาทั้งสามองค์ดังชื่อพระพุทธรูป ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง สร้างขึ้นเพื่อเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์สมัยนั้น มีตำนานเล่าที่น่าสนใจ ใครที่สนใจลองหาประวัติอ่านต่อนะครับ

                                    

                                 หลวงพ่อพระเสริม ประดิษฐานในพระวิหารวัดปทุมวนาราม

                                องค์ด้านหน้าเป็นหลวงพ่อพระแสน อัญมาจากถ้ำเมืองมหาชัย

หลังจากไหว้พระทั้งสามองค์จากวัดปทุม เท่าที่เพ่งดูองค์พระ พุทธศิลป์ บ่งบอกความเป็นพุทธศิลป์สมัยล้านช้างอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่ารายละเอียดบางองค์ผิดกันบ้าง แตกต่างจากพระพุทธศิลป์ศิลปะอื่นๆที่ได้พบเห็นมาจนเจนตา

                พระพุทธรูปทั้งสามองค์ ถือว่างดงาม แม้จะไม่ใหญ่โต ส่วนที่ว่าองค์พระหล่อจากวัสดุชนิดใดนั้นดูไม่ออกครับ แต่เท่าที่เห็นจากระยะไกลๆความเหลืองเปล่งปลั่ง เข้าใจว่าน่าจะเป็นทอง แต่จะเป็นทองชนิดใดก็ยากที่จะหยั่งรู้ ใครรู้ช่วยเล่าสู่กันฟังนะครับ

                ออกจากวัดปทุมพร้อมความสงสัย กับหลวงพ่อพระแสนว่าทำไมทำไมไปพ้องกับชื่อองค์พระแสนที่วัดหงษ์ฝั่งธน แถมยังอัญเชิญมาจากลาวเช่นกัน และถ้ำเมืองมหาไชยว่าอยู่ที่ไหนของลาวทุกวันนี้

                นั่งรถเมลล์สาย ๔๘ รามคำแหง-วัดโพธิ์ มาลงตรงหน้าตลาดท่าเตียนข้างวัดโพธิ์ รีบนั่งเรือข้ามฟากไปยังวัดอรุณ  และไม่พลาดเช่นกันเพราะรู้มาว่าที่วัดนี้ก็มีพระพุทธรูปสมัยล้านช้างที่อัญมาจากประเทศลาวเช่นกัน เข้าออกไหว้พระวัดนี้บ่อยครั้งรู้แต่ไม่สังเกต ว่ามีพระพุทธรูปสมัยล้านช้างประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร ตอนแรกนึกว่าเป็นพระองค์ใหญ่ในวิหาร แต่เพ่งมององค์ท่านเท่าไหร่ก็ไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบล้านช้างเลย  จนเลือบไปเห็นพระพุทธรูปสีทององค์เล็กๆเบื้องหน้าเขียนบอกว่า “หลวงพ่อแจ้ง” เพ่งดูไปดูมาจึงถึงบางอ้อ  ในใจบอกเป็นองค์นี้แหละ แถมชื่อยิ่งชวนให้แน่ใจว่าเป็นพระองค์ที่ตามสักการะ                   

                             

                             

                                     หลวงพ่อแจ้งหรือหลวงพ่ออรุณ วัดอรุณฯ

พระพุทธรูปองค์นี้อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว ในสมัยรัชกาลที่ ๓ องค์พระว่ากันว่าสร้างจากทองสำริด องค์พระและผ้าครองหล่อจากวัสดุสีต่างกัน แต่สังเกตุดีๆเปลวรัศมีไม่เห็นมี ทรวดทรงองค์พระ เพรียวงดงาม ตามแบบศิลปะล้านช้าง

                วัดแห่งนี้นับเป็นวัดที่เคยมีพระพุทธรูปสำคัญจากลาวมาประดิษฐาน ไม่จะเป็นพระบาง พระแก้วมรกต พระแซกคำ ใครแวะเวียนไปก็อย่าลืมไปไหว้เสริมศิริมงคลกับตัวเองนะครับ

                เดินดุ่มๆเลาะเลียบวัดอรุณมาพักใหญ่ได้สักการะพระสมัยล้านช้างอิ่มบุญ ไม่รอช้าเลือกเดินต่อเลียบถนนเข้าใต้สะพานข้างมัสยิดต้นสน ผ่านซอยหน้ามัสยิดมุ่งไปยังวัดหงษ์รัตนาราม

                                  

                                                ภายในพระอุโบสถ วัดหงษ์รัตนาราม

วัดแห่งนี้แหละจะไขปริศนา ลดความสงสัยลงบ้าง จากเมื่อครั้งวัดปทุมเกี่ยวกับพระแสน แต่ถึงกระไรก็คิดว่าพระแสนทั้งสององค์ที่อัญเชิญมาจากประเทศลาว น่าจะเป็นคนละองค์กันเพราะเคยมาไหว้พระที่วัดแห่งนี้บ่อย เห็นพระแสนที่วัดหงษ์ก่อนหน้านี้แล้ว พอไปเห็นที่วัดปทุม เทียบเคียงลักษณะทำให้ พอประมาณได้ว่าน่าจะเป็นคนละองค์กัน

                พระแสนที่วัดหงษ์รัตนารามริมคลองบางหลวง ดูพุทธศิลป์แล้วเป็นศิลปะลาวสมัยล้านช้างที่งดงามไม่แพ้องค์ที่เห็นมา

                รัชกาลที่๔โปรดให้ข้าหลวง อัญเชิญมาจากเมืองเชียงแตง ปัจจุบันคือเมือง สตึงเตร็ง ในภาคเหนือของกัมพูชา เดิมเป็นส่วนหนึ่งในเมืองการปกครองของอาณาจักรล้านช้าง จำปาสัก ว่ากันว่าพระองค์นี้สร้างโดยพระครูโพนสะเม็ด

             

                หลวงพ่อแสน หรือ พระแสนแตง ประดิษฐานภายในอุโบสถ วัดหงษ์รัตนาราม

องค์พระหล่อขึ้นด้วยวัสดุทอง สำริด รายละเอียดส่วนต่างๆขององค์พระสำคัญดูอลังการหรูหรากว่าพระลาวที่ไปเห็นมาสวยงามแปลกตา

                              

                                                    หลวงพ่อแสน องค์จำลอง

และทราบประวัติมาว่าที่วัดแห่งนี้มีพระทอง ขนาดใหญ่ รองจากพระทอง วัดไตรมิตร อายุอันนาม เก่าแก่ร่วมสมัยสุโขทัยเช่นกัน ดูสวยงามยิ่งนัก                              

หลวงพ่อทองคำ ประดิษฐานภายในพระวิหาร วัดหงษ์รัตนาราม

ออกตระเวนเดินสายไหว้พระทองส่องพระลาวสายไปหน่อยจึงเย็นพอดีที่วัดหงษ์  ต้องเดินทางกลับที่พักเสียก่อน วันพรุ่งเดินสายใหม่อีกสองวัดที่เหลือ อยู่คนละบาง

                อากาศเย็นเช้านี้ไม่ร้อนเท่าไหร่นัก ใกล้บ้านหน่อย เริ่มที่วัดอัปสรสวรรค์ริมคลองด่าน แถวนี้วัดเยอะเลาะมาหลายวัดเช่นกัน แต่ขอไหว้พระลาวให้เสร็จสิ้นก่อน จะมานำเสนอ

                วัดอัปสรสวรรค์เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา ว่ากันว่าเดิมชื่อวัดหมู มีการบูรณะใหม่สมัยรัชกาลที่ ๓ ที่นี่มีพระพุทธรูปเก่าแก่ศิลปะแบบจีน ในสมัยรัชกาลที่ ๓ อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทร์ เดิมพระดิษฐานในหอพระนาคพระบรมมหาราชวัง  หลังจากนั้นได้พระราชทานให้เจ้าจอมน้อยซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแสดงละครในอิเหนาบทสุหรานากง โปรดปรานในรัชกาลที่๓ เจ้าจอมน้อยจึงได้ชื่อ สุหรานากง ต่อท้าย

                ในครั้งนั้นเจ้าจอมน้อย(สุหรานากง)ประสงค์จะบูรณะวัดหมูริมคลองด่านที่มีความเก่าแก่ทรุดโทรมและเป็นการอุทิศให้แก่บิดาคือพระยาพลเทพ(ฉิม) ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ด้วยความที่เป็นคนโปรดปรานรัชกาลที่ ๓ จึงพระราชทานพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทร์ คือพระฉันสมอ ให้แก่เจ้าจอมน้อย มาประดิษฐาน ณ  วัดแห่งนี้ และพระราชทานทรัพย์ส่วนหนึ่งให้ จากนั้นจึงพระราชทานนามวัดนี้ใหม่ด้วยเป็น วัด”อัปสรสวรรค์”

                                                          

                                           หลวงพ่อฉันสมอ  วัดอัปสรสวรรค์

 

พระฉันสมอ เป็นพระโหละปิดทอง โชคไม่ช่วยมาครั้งนี้ไม่ได้ไหว้องค์จริงพระอุโบสถปิดสนิทจึงถ่ายภาพที่ป้ายข้างโบสถ์มาให้ชม ถือเป็นองค์พระพุทธรูปที่แปลกแม้จะอัญเชิญมาจากประเทศลาวแต่พุทธศิลป์เป็นแบบจีน

                ที่วัดแห่งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมเยอะครับทั้งตึกเก่าริมคลองด่าน ปรางค์ โบสถ์วิหารสไตรัชกาลที่ ๓ และหอไตรประณีตสวยงามหรูหราสมัยอยุทธยา มีข่าวว่ากำลังบูรณะเร็วๆนี้

                มีนัดครับ เลยไม่ซอกแซกชมวัดนี้นานเพราะผ่านมาไหว้พระทำบุญบ่อย เลยรีบเดินทางต่อมายังตลาดพลูข้ามสะพานมานั่งรถเมลล์สาย ๑๐๘ ตรงแยกท่าพระ นัดชวนเพื่อนชาวอีสานไปไหว้พระวัดคฤหบดี จรัญสนิทวงศ์ ๔๔ เดินจากปากซอยจนถึงวัดไกลเอางาน ไม่รู้ว่ามีทางลัดเข้าจากเชิงสะพานพระราม ๘ต้องเลาะผ่านชุมชนร่นเวลาได้เยอะ แต่ไม่เป็นไรได้บรรยากาศชมตึกร้านสองข้างตรอกซอกซอย

                ในที่สุดก็มาถึงวัดคฤหบดีริมลำน้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงกันข้ามเป็นท่าวาสุกรี ธนาคารแห่งประเทศไทยกับวัดเทวราชกุญชร เทวเวศน์

                ไม่รีรอครับเรารีบเข้าไปยังพระอุโบสถ วัดสุดท้ายที่เราตั้งจิตแน่วแน่ว่าจะมาไหว้พระที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวให้ครบ และที่นี่คือสถานที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปที่มีนามว่า “พระแซกคำ” ว่ากันว่ามีประวัติเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีแห่งหริภูญชัยโน่นล่ะ

                                                

หลวงพ่อแซกคำ หรือ หลวงพ่อแทรกคำ ภายในอุโบสถ วัดคฤหบดี

                                                 

หลวงพ่อแซกคำ หล่อจากทองคำ ศิลปะเชียงแสน

พระแซกคำ มีประวัติเก่าแก่ลองหาอ่านดูนะครับน่าสนใจทีเดียว เข้ามาไหว้องค์พระเห็นพุทธลักษณะแล้วประนีตงดงามจริงๆ สีเหลืองทองสุขสวยยิ่ง องค์พระอวบอิ่ม ผิดจากหลายๆองค์ที่เห็นมา บ้างว่าเป็นพระศิลปะเชียงแสนซึ่งเห็นด้วย ต่างจากพระศิลปะล้านช้างที่ได้เห็นมาอย่างชัดเจน

                มีเล่ากันอีกว่า เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งอาณาจักรล้านช้าง ย้ายเมืองหลวงจากพระบางลงมาเวียงจันทร์ มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาด้วยจะต้องอัญเชิญพระแซกคำมาประดิษฐานเคียงคู่กันทุกครั้ง

                พระแซกคำ เป็นพระหล่อด้วยทองคำ พระยาบดินเดชาได้อัญเชิญลงมาครั้งไปทำศึกที่เวียงจันทร์ นำมาถวายรัชกาลที่๓

                ต่อมาพระยาราชมนตรี(ภู่) ต้นสกุลภมรมนตรี ข้าราชบริพารเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งยังทรงกรมสร้างวัดคฤหบดีขึ้นน้อม ถวายเป็นราชอารามหลวง พระบาทพระนั่งเกล้าฯ จึงได้พระราชทานพระแซกคำไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถแห่งนี้

                บางท่านเชื่อกันว่าพระที่อัญเชิญมาจากประเทศลาว ชอบข้าวเหนียว ปลาร้า ไข่ต้ม ลาบ ส้มตำ หมอลำ หากได้ไปไหว้ถวายภัตาหารนี้จะเป็นศิริมงคล แต่ดูเหมือนว่าจะเอาไปตั้งถวายพระพุทธในหรือนอกโบสถ์ดูไม่เหมาะกระมั้ง หรือจะเอาไปถวายพระสงฆ์แทนพระจะทานส้มตำปลาร้าได้ไหมหน๋อ 

                                           

โดย บรรณาลัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net