วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานไทย - พุไทยวัง : ตอน 13 ประวัติหลักเมืองและประวัติผีต่างๆ !!!


ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************

ตอนที่ 13
    ระเบียบถวายภาช์น์ข้าวตามฮีตคอง
    ระเบียบถวายภาช์น์ข้าวแก้เจ็บป่วย
    ระเบียบมอบถวายภาช์น์ข้าวตามสัญญาบนบาน
    ประวัติหลักคำ (หลักเมืองหรือพระหลักเมือง)
    ประวัติผีหลวงเสื้อเมือง
    ประวัติผีปู่ตา (เจ้าปู่) 
    ประวัติผีเฮือน
    ประวัติผีตาแฮะ
    ประวัติผีแม่ม้อน 
    ผีเสื้อน้ำ (ผีหอคุน)
    ผีซะลาน
 
******************

ระเบียบถวายภาช์น์ข้าวตามฮีตคอง

เราทราบแล้วว่ามะเหศักดิ์ก่อกำเนิดมาแต่ดึกดำบรรพ์ ส่วนฮีตคองที่เป็นประเพณีก็เริ่มก่อเกิดเป็นลำดับมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก็มีเช่นเดียวกันเช่นมุรกึดเป็นต้น แต่ฮีตที่สำคัญเกี่ยวกับมะเหศักดิ์ซึ่งจะต้องแต่งภาช์น์ข้าวถวายก็มี ฮีตภาช์น์สู่, ฮีตคอง, ฮีตกาว, ฮีตซอด, คูณขวัญเหล่านี้เป็นต้น เมื่อเราประกอบพิธีฮีตคองขึ้นในบ้านเรือนต้องแต่งภาช์น์ข้าวตามระเบียบเครื่องสังเวยมอบถวายมะเหศักดิ์ ให้เสวยก่อนจ้ำผีเรือนและก่อนคนทั้งหลายกิน (คือแต่งก่อนเจ้าคึดแต่งมอบลุงตา และลุงตาแต่งตอบเจ้าคึดตามฮีตนั้น ๆ) เมื่อถวายมะเหศักดิ์แล้วจึงจ้ำผีเรือน คนทั้งหลายจึงกินข้าวในฮีตนั้นตามลำดับ ระเบียบแต่งภาช์น์ข้าวมีกำหนดดังนี้ ฮีตใดก็ตามถ้าเนื้ออุปกรณ์ของงานนั้นกินควาย ต้องแต่งภาช์น์ข้าวมอบถวายมะเหศักดิ์ จำนวนสองแปดกับสี่ภาช์น์เหล้าสองไห ยกเป็นภาช์น์หัวเสียสองภาช์น์ (อันนี้สำหรับเรือนเจ้านาย) แต่ถ้าเป็นเรือนราษฎรก็แต่งแปดภาช์น์ ยกเป็นภาช์น์หัวหนึ่งกับเหล้าไหหนึ่ง, และถ้าเนื้ออุปกรณ์ของงานใดกินหมู ก็แต่งภาช์น์ข้าวสี่ภาช์น์ ยกเป็นภาช์น์หัวหนึ่งกับเหล้าหนึ่งไห ทั้งนี้แต่งแบบเดียวกันหมด ไม่ว่าเรือนเจ้านายหรือราษฎร


ระเบียบถวายภาช์น์ข้าวแก้เจ็บป่วย

คนสมัยก่อนบ้านเมืองยังไม่เจริญการอยู่กินก็อาศัยอยู่ใกล้ป่าดงเป็นส่วนมาก การแพทย์ก็ไม่มี ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีมากเป็นธรรมดา หยูกยาที่ใช้รักษาก็มีแต่รากไม้และว่านบ้าง ใช้ฝนกินฝนทาและต้ม นอกจากนี้ก็รักษาด้วยเวทมนต์และหมอผี ถ้าหมอทักท้วงว่าเป็นด้วยผี เช่น ถ้าเป็นผีมะเหศักดิ์ก็จัดเครื่องสังเวยถวาย ซึ่งมีระเบียบการแต่งภาช์น์ข้าว อย่างเดียวกับที่กล่าวแล้วในตอนฮีตคอง ถ้าเป็นผีอื่นก็แต่งไปตามเรื่องที่หมอทักท้วงไว้


ระเบียบมอบถวายภาช์น์ข้าวตามสัญญาบนบาน

สัญญาบนบานเนื่องจากมีผู้ไหว้วอนมะเหศักดิ์ขอให้ช่วยในยามคับขันอันเป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อสำเร็จผลตามต้องการแล้ว ก็มักสัญญาว่าจะถวายสิ่งนั้นสิ่งนี้ ตามคำมั่นที่ตนได้ลั่นวาจาไว้เป็นสัจจะ

เรื่องสัญญาบนบานมีประการต่าง ๆ ที่เคยเห็นปฏิบัติมา ก็ไหว้วอนได้ทุกด้านทุกมุม เป็นต้นว่าเจ้าพนักงานบนบานขอให้ช่วยในการจับกุมผู้ร้ายบ้าง บางกรณีผู้ร้ายไหว้วอนบนบานขอให้ช่วยให้พ้นภัยจากการจับกุมของจ้าพนักงานบ้าง และในกรณีอื่น ๆ ที่เป็นเหตุสุดวิสัยก็ไหว้วอนได้ทั้งนั้น จึงเป็นอันว่าอิทธิฤทธิ์ของมะเหศักดิ์ใช้ได้พันช่อง บางท่านสงสัยว่ามะเหศักดิ์ช่วยจับผู้น้ายได้อย่างไร จากตัวอย่างเคยมี ก็เกิดเมื่อยล้า, ตาฟาง, ตามืด, หลงไหลไปไม่รอดก็จับได้ ส่วนผู้ร้ายหนีพ้นมือเจ้าพนักงานในคราวคับขันได้อย่างไร ตัวอย่างเคยมีคนร้ายถูกชาวบ้านไล่ลงทุ่ง ถ้าขืนวิ่งต่อไปอย่างไรเสียก็ไม่พ้นจับได้ เลยแวะเข้าใต้พุ่มหนามเล็บแมว หยอมแหยมกลางทุ่ง แล้วยกมือขึ้นไหว้วอนบนบาน ชาวบ้านเที่ยวซอกหาผ่านไปมา คนร้ายก็เห็นตัวเขาอยู่ แต่เขาไม่เห็นตัวคนร้าย

อนึ่งการเล่นกับมะเหศักดิ์เหมือนเล่นกับไฟ หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรลองเล่น เป็นการหยอกต่อล้อแตน อย่านึกว่าเป็นการเล่นสนุกเท่านั้น มีคุณก็มากมีโทษก็มาก ผู้มีจิตไม่เป็นธรรม ขาดความเมตตาปราณี มีสติไม่รอบคอบ รู้แต่ประโยชน์ตน มองไม่เห็นโทษภัยผู้อื่นเหล่านี้เป็นต้น ก็ไม่ควรให้เป็นผู้ไหว้วอนบนบาน เพราะจะเป็นผู้คนองวาจาว่าได้ว่าเอา พูดได้พูดไป คำพูดไม่มีขอบเขตจำกัด จะเป็นภัยแก่ผู้อื่นโดยใช่เหตุ ตัวอย่างเช่นเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๙ ผู้เขียนไปนมัสการพระธาตุพนมในเดือนสาม นั่งรถไปจากบ้าน มีรถคันอื่นแล่นช่วงแซงรถคันนี้ไปก่อนก็ไปไม่รอด ล้มคว่ำตะแคงคนตายอยู่ต่อหน้ากลางทุ่งนาริมเมืองสกลนครทางทิศเหนือ ครั้นขากลับก็มีรถอีกคันหนึ่ง แล่นช่วงแซงออกหน้าก่อนเช่นเดียวกัน ก็ไปม่รอด ตกสพานคนตายกองกันอยู่ต่อหน้า ที่ทางไปบ้านส้างค้อทิศใต้เมืองสกลนคร คนที่ไปด้วยกันกล่าวว่า เป็นเพราะมะเหศักดิ์ซึ่งไปกับรถเรา แม้ไม่มีตัวตนก็แปลกใจอย่างเขาว่า เพราะเคยเห็นความศักดิ์สิทธิมามาก ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็สลดใจสงสารเต็มที และไม่รู้ว่ามีผู้บนบานมะเหศักดิ์ก่อนออกเดินรถ มารู้เอาเมื่อภายหลัง อย่างไรเสียผู้บนบานคงกล่าวพาดพิงเป็นเชิงเอาชนะแน่ ไม่กล่าวให้จำกัดแต่เพียงว่า ให้ไปดีมาดีอย่ามีภัยเท่านั้น เหตุการณ์จึงได้บังเกิดขึ้นดังกล่าวมา เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องของผีก็จริง เคยเห็นผลประจักษ์มามากแล้ว จึงตัดใจเชื่อไม่ขาด อาจเป็นอจิณไตยเหลือที่จะคิดก็ได้

ที่นำเรื่องนี้มากล่าวปรารภอย่างงมงาย  ก็ด้วยประสงค์จะมิให้มีผู้ทำเช่นนี้อีกต่อไป แม้แต่ท่านที่เป็นเจ้าของคือเจ้าเมือง หากไม่เป็นราชการสำคัญท่านก็ไม่เคยอัญเชิญมะเหศักดิ์ไปด้วย คงปล่อยไปตามเรื่องจะเป็นเอง

การแต่งภาช์น์ข้าวมอบถวายตามสัญญาบนบาน ตามปกติผู้บนบานจัดถวายเอาเอง แต่ถ้าบนบานเป็นการใหญ่เป็นส่วนรวมเป็นส่วนสำคัญ หรือบนบานถวายควายทั้งกลมที่หอมะเหศักดิ์เช่นนี้ ก็ต้องเอาควายมาล้มที่หอ แล้วเชิญล่ามไหว้เป็นผู้ติดต่อมอบถวายตามระเบียบ

ประวัติหลักคำ (หลักเมืองหรือพระหลักเมือง)



“หลักคำ” เป็นชื่อเรียกในสมัยโบราณ ตรงกับปัจจุบันเรียก "หลักเมือง" เช่น จากความเฒ่าเก่ากล่าวว่า “ตั้งเป็นอาณาจักรหลักคำ” คือหมายความว่า เมื่อก่อตั้งเป็นอาณาจักรปกครองบ้านเมือง ก็ต้องสร้างหลักคำไว้เป็นวัตถุสถาน อันพึงเคารพยำเกรงด้วย ทั้งนี้จะเห็นได้จากเรื่องพระคำกองกษัตริย์เมืองพวน ตัดคองอาณาจักรไว้เป็นที่นาสาว ในหนังสือขุนบุลมคือตราลักษณะปกครองอาณาจักร ที่นับว่ามีทศพิธราชธรรม เกี่ยวกับที่นา, หนุ่มสาวและอื่น ๆ ตอนหนึ่งมีความว่า “แม้นว่าขวี่ช้างม้าเข้าบ้านมืองที่ทางใดก็ดี ไปเถิงหลักคำให้ลงเสียแท้ อันนึ่งแขกต่างท้าวเมืองอื่นไปมาก็ดี เถิงหลักคำให้ลงฉันนั้น หากบอโดยคองแท้ดลกลายเป็นโทษ ผิดอาชญ์เจ้าบุญกว้างที่เซ็ง” ดังนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งหมายความว่า ถ้าขี่ช้างม้าเข้าบ้านมืองใดก็ดี เมื่อถึงหลักคำให้ลงจากหลังช้างหลังม้า (เพื่อแสดงความเคารพ) และถ้าเป็นแขกต่างด้าวมาถึงหลักคำ (ของเรา) ก็ให้ลงจากหลังช้างหลังม้า (เพื่อแสดงความเคารพเช่นเดียวกัน) หากไม่ปฏิบัติตามนี้ก็ถือเป็นผิดอาชญ์ของกษัตริย์ (ขวี่เป็นภาษาพุไทยตรงกับขี่) พระคำกององค์นี้เชื่อว่า สืบเชื้อกษัตริย์มาแต่พระองค์เจ็ดเจือง ราชโอรสองค์เล็กของขุนบุรม ซึ่งเป็นผู้ตั้งอาณาจักรเมืองพวนขึ้นเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้มีตัวอย่างหลักคำสร้างขึ้นที่อาณาจักรล้านช้าง สมัยขุนลอเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมืองชวา (เมืองหลวงพระบาง) และสร้างหลักคำขึ้นที่เมืองชวา รุ่นเดียวกับพระองค์เจ็ดเจืองสร้างขึ้นที่เมืองพวน เพราะเสด็จออกเสวยเมืองพร้อมกัน ดังกล่าวข้อความไว้ในหนังสือขุนบุลมว่า “แต่นั้นยังมีมหาลัดสีเจ้าสองตนน้องพี่ หมายเขตบ้านเมืองไว้แต่ปฐม ยังเดียงไว้หลักคำวันออก ก้ำลุ่มไว้หลักหั้นใส่เงิน ขุดเลิ๊กได้สิบหกศอกสังขยา มัดเซขุมใส่สะเคียนฝังแหน้น อันนี้หลักหมื่นตั้งปฐมก่อนหัวที อันนึ่งชื่อว่าหลักขันต้ายเต็งที่ก้ำเมือง ยังเลาฝังเสลาแห่งเมืองภายท้าย หมายเดียงไว้ในดอนสบลบ จิ่มปากน้ำนัดทีหั้นแห่งเหนือ ถักนั้นเจ้าจึงเอาหลักแก้วเงินคำหลายสิ่งฝังที่กกฮักไม้ทองหั้นดอกบาน เหมือนดังปาลิกชาติไม้เป็นมิ่งเมืองอินทร์ บุปผาผายซู่ยามมิฮ่วย ลวงสูงฮ้อยสิบเจ็ดวาเป็นเขต ลวงใหญ่ได้สิบเจ็ดอุ้มจอดกัน ถัดนั้นเจ้าจิงบายเอาก้อนสิลาลำใหญ่ ชื่อว่าก้อนก่ายฟ้าหมายไว้บ่อนโฮง แต่นั้นมหาลัดสีเจ้าทั้งสองเสด็จด่วน ไปสู่น้ำอะโนมแก้วโสดสรง เจ้าจิงผายโผดล้างหดเสาทั้งสี่ เพื่อให้พิเศษไว้ภายหน้าฮุ่งเฮือง แล้วลวดไปเมี้ยนน้ำอะโนมสระใหญ่ ในคูหาลวดเป็นสระพังน้ำ เจ้าจิงอัดธิษฐานไหว้เทียระฆากับประทีป ชื่อว่าถ้ำเที่ยงน้ำลัดสีไว้สืบมาหั้นแล้ว แล้วพัดเลาแต่งตั้งเป็นเอกชตา ในเชียงดงเชียงทอง ศรีสัตนาคเมืองชวาหั้นแล้ว กรกดไว้ลักขณาสาใส่ อัดกะคะไว้ราสีหน้าแม่นสิงห์ ฯ” ดังนี้เป็นต้น

(ขออธิบายความว่า ยังมีมหาฤษีสองพี่น้อง หมายเขตเมืองชวาไว้เมื่อก่อตั้งอาณาจักรครั้งแรก ทางตะวันออกสร้างหลักคำ ขุดดินลึก ๑๖ ศอก ใส่สะเคียนฝังแน่น แล้วใส่เงินลงไปเอาหลักมาฝัง ชื่อหลักหมื่นเป็นหลักแรก หลักลำดับสองชื่อหลักขันต้ายตั้งตรงเมือง แล้วฝังหินไว้ในดอนสบลบ ริมปากน้ำด้านเหนือ ลำดับสามเอาหลักแก้วเงินคำหลายสิ่ง ฝังที่โคนต้นทอง (หลาง) ซึ่งมีดอกบานทุกฤดู ลำต้นสูง ๑๑๗ วา ใหญ่ ๑๗ อุ้มรอบพอดี ลำดับสี่เอาหินใหญ่ชื่อก้อนก่ายฟ้าหมายที่ตั้งปราสาท (โฮง) ต่อไปฤษีทั้งสองเอาน้ำรดเสาทั้งสี่ เพื่อให้พิเศษรุ่งเรืองข้างหน้า แล้วเอาน้ำที่เหลือไปเก็บไว้ในถ้ำ เป็นสระอะโนมมาใหญ่ ชื่อถ้ำเที่ยงสืบมา แล้วตั้งเป็นเอกชะตาในเชียงดงเชียงทองศรีสัตนาคมเมืองชวา)

แต่คำว่าหลักคำ มีที่เรียกในสมัยโบราณพ้องกันหลายแห่ง เช่น เรียกตำแหน่งไทหอที่เป็นหอหลวงก็ว่า “หลักคำ” (เจ้าหลักคำ) และเรียกพระภิกษุที่มีตำแหน่งเทียบเจ้าคณะจังหวัดว่า “หลักคำ” (พระครูหลักคำ) แต่อย่างไรก็ดี ในความเฒ่าเก่าในพิธีสร้างหลักคำที่เมืองชวา และในพระราชโอวาทของพระครูคำกองที่กล่าวแสดงให้รู้ว่า หลักคำตรงกับหลักเมืองที่เราเรียกทุกวันนี้ ดังนั้นมะเหศักดิ์หลักคำจึงเป็นของคู่กัน มีมะเหศักดิ์ที่ไหนย่อมมีหลักคำที่นั้น มะเหศักดิ์หลักคำจึงเป็นเครื่องหมายแห่งความศักดิ์ศรี มีพระมหากษัตริย์ทรงพิทักษ์รักษา พร้อมด้วยหมู่ประชาราษฎรมาแต่โบราณ


ประวัติผีหลวงเสื้อเมือง

เมื่อรู้ประวัติมะเหศักดิ์หลักคำแล้ว ก็ควรรู้ประวัติผีหลวงเสื้อเมืองด้วย เพราะเป็นผีที่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองเช่นเดียวกัน ประเทศไทยมีผีประจำชาติมาแต่โบราณคือ พระทรงเมือง (มะเหศักดิ์), พระเสื้อเมือง (ผีหลวงเสื้อเมือง) ส่วนพระสยามเทวาธิราชของไทยปัจจุบัน เป็นเทวรูปหล่อด้วยทองคำสูงประมาณ ๘ นิ้วฟุต ทรงเครื่องต้นพระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ ๑) เป็นช่างออกแบบหล่อในรัชกาลที่ ๔ โดยในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริว่า การที่ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นมาได้หลายครั้งหลายคราว คงจะมีเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งคอยพิทักษ์รักษาเป็นแน่ จึงสร้างรูปเทพเจ้าองค์นั้นขึ้น ขนานนามว่าพระสยามเทวาธิราช แล้วประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นที่สักการะของพระมหากษัตริย์ (จากพระราชประวัติพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ของคุณสงบ สุริยินทร์ พิมพ์พ.ศ. ๒๕๐๖ หน้า ๕๗๙)

ผีหลวงเสื้อเมืองเกิดจากพระราชพิธีน้ำเต้าปุง ของขุนบุรมเมื่อประมาณพ.ศ. ๑๒๘๙ ทำที่เมืองนาน้อยอ้อยหนู ในแคว้นสิบสองจุไทย ซึ่งสืบเอาประเพณีเดิมครั้งปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี ส่งลูกออกกินเมืองครั้งแรกบนเขายุคันธรมาใช้ มีประวัติดังนี้ เมื่อขุนบุรมเสด็จจากเมืองหนองแสเข้าครองแคว้นสิบสองจุไทยแล้ว ๙ ปี พระองค์กับพระราชเทวีทรงพระราชปรารภว่า ที่เมืองนาน้อยอ้อยหนูกันดารอดอยาก ของที่มีอยู่ล้วนแต่เอามาจากเมืองหนองแสทั้งนั้น และที่หนองกู่กลางเมืองนาน้อยอ้อยหนู เกิดมีเครือเขากาดเลื้อยขึ้นมุงบนต้นไฮใหญ่ ทำให้มือส่องไม่เห็นฟ้าเห็นตะวันเลย อากาศหนาวเย็นอยู่ไม่เป็นสุข พระองค์จึงแต่งให้แถนเฒ่าไล (ขุนสาร), แถนใย (ขุนใย), แม่ย่าง่าม รวม ๓ คน เรียกขุนสามเฒ่า ให้ขึ้นกราบทูลพระราชบิดา (แถนหลวงฟ้าคื้น) ที่เมืองหนองแส 

ครั้นขุนสามเฒ่ากราบทูลเรื่องราวถวายเสร็จ  และพระองค์ทรงทราบตลอดแล้ แถนหลวงฟ้าคื้นจึงสั่งให้แถนใยแม่ย่าง่ามเป็นผู้ตัดเครือเขากาด ให้แถนเฒ่าไลผู้มีมนต์ตัดต้นไฮเพราะเกรงผีร้าย ที่เครือเขากาดมีผลน้ำเต้าปุงเกิดขึ้นสองหน่วย หน่วยหลวงกับหน่วยน้อย ให้แถนใยเป็นแถนชี ๆ ผลน้ำเต้าปุงหน่วยหลวง แล้วจะมีหญิง, ชาย, งัว, ควาย, ลวา (ลา), แบ้ (แพะ), หมู, หมา, เป็ด, ไก่, ช้าง, ม้า, แมว, ห่าน, หงส์, ตาล, พร้าว, เทียม, หอม (ผักบั่ว), กล้วย, อ้อย, มะเขือ จะออกมาในนั้น และให้แม่ย่าง่ามเป็นแถนสิ่ว ๆ ผลน้ำเต้าปุงหน่วยน้อย แล้วจะมีทราย, อง, งัว, ควาย, ช้างพัง,ช้างพลาย, แก้ว, เงิน, คำ, ผ้าผ่อน จะไหลออกมาในนั้น ให้แถนเถิกไขเครื่องประตูคำ เงิน, คำ, เหล็ก, กัว, ซีน มีอยู่ในนั้น

เข้าใจว่าบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ออกจากน้ำเต้าปุง เป็นของที่แถนหลวงฟ้าคื้นมอบให้ขุนสามเฒ่า นำมาจากเมืองหนองแส เพื่อจะให้เอามาแจกแก่คนที่ออกจากน้ำเต้าปุง จะได้เอาไปเป็นต้นทุนสืบไป เพราะที่เมืองนาน้อยอ้อยหนูกันดารอดอยาก บรรดาสัตว์และสิ่งของต่าง ๆ ว่าออกจากน้ำเต้าปุงนั้น เป็นจริงไปไม่ได้ เพราะผิดธรรมชาติ ฉะนั้นน้ำเต้าปุงจึงเป็นแต่เพียงพระราชพิธีเท่านั้น ดังกล่าวแล้วข้างต้น
ในที่สุดเมื่อแถนไล, แถนใย, แม่ย่าง่ามตายไป ท่านกำหนดให้เป็นผีหลวงเสื้อเมือง ซึ่งเป็นผีคุ้มครองป้องกันบ้านเมืองของไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข อุปมาเหมือนผีนี้เป็นเสื้อห่อหุ้มบ้านเมืองฉันนั้น ดังกล่าวไว้ในหนังสือขุนบุลมว่า “อันว่าแถนใยพร้อมทั้งแถนเฒ่าไล กับทั้งแม่ย่าง่ามเจ้าสามเฒ่ามุดไป เขาก็มรณาเมี้ยนลดชั่วตายไป กลายเกิดเป็นผีหลวงเสื้อเมืองเดียวนี้” คือแถนไล, แถนใย, แม่ย่าง่าม เมื่อตายไปก็กลายเป็นผีหลวงเสื้อเมืองสืบมา ได้แก่ พระเสื้อเมืองของไทยปัจจุบัน

ที่กล่าวนี้คือผีมะเหศักดิ์, หลักคำ (หลักเมืองหรือพระหลักเมือง), ผีหลวงเสื้อเมือง (พระเสื้อเมือง) เป็นผีที่เกี่ยวกับการครองเมืองของพระมหากษัตริย์ไทย ใช้สืบมาแต่ปฐมบุรมมะกัปหรือดึกดำบรรพ์ จนถึงปัจจุบันรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะติด แต่ที่เกี่ยวกับการครองเมืองเป็นส่วนของประชาชน มีดังนี้


ประวัติผีปู่ตา (เจ้าปู่)

ผีปู่ตา ปัจจุบันเรียก เจ้าปู่ เป็นผีของประชาชน สำหรับปกปักรักษาราษฎรในหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข สมัยโบราณมีพ่อบ้านหรือตาแสง (ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน) เป็นหัวหน้าคอยรักษา พร้อมกับราษฎรและเจ้าจ้ำ เดิมท่านแต่งเครื่องสักการะไปเชิญเอาผีที่ “กุดน้ำหมอกแสนตอ” มาเป็นเจ้าปู่ กุดน้ำหมอกแสนตออยู่ที่ไหนไม่ทราบ เนื่องจากเจ้าปู่เป็นผีคุ้มครองลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข เมื่อราษฎรในหมู่บ้านอพยพไปอยู่แห่งอื่น หรือราษฎรแห่งอื่นอพยพมาอยู่ในหมู่บ้านนั้น ต้องคอบหรือแจ้งความแก่พ่อบ้านตาแสงให้ทราบ พร้อมกับต้องมีเครื่องสังเวย เหล้าไห, ไก่ตัว, ดอกไม้เทียนคู่, หมาก ๒ คำ, บุหรี่ ๒ มวน, เงิน ๖ สลึง มามอบให้เจ้าจ้ำจัดการคอบเจ้าปู่ ให้อยู่ในความปกปักรักษาของเจ้าปู่แทนตน ส่วนเงิน ๖ สลึงนั้นตกเป็นส่วนของเจ้าจ้ำ สมัยคุณพระธิเบศรวงษา (กินรึ) เป็นเจ้าเมือง มีแสนบัวบานเป็นเจ้าจ้ำเจ้าปู่และเป็นล่ามทะหลาด้วย

เจ้าปู่มีการเลี้ยงประจำทุกปี ถึงฤดูเดือน ๖ ฝนตกฟ้าปีใหม่ก็จัดการเลี้ยง ต้องหาเครื่องสังเวยคือ ไก่ ๔ ตัว, เหล้า ๔ ไห, ดอกไม้เทียนคู่, หมาก ๒ คำ, บุหรี่ ๒ มวน นำไปที่หอเจ้าปู่ แล้วจัดการต้มไก่ ๔ ตัวที่กล่าว ให้สังเกตว่าถ้าน้ำต้มไก่เดือดล้นปากหม้อต้ม แปลว่าปีนั้นฝนดี ถ้าไม่ล้นแปลว่าฝนแล้ง (บางแห่งก็มีวิธีเสี่ยงคางไก่ที่ต้มนั้นด้วย) เมื่อต้มไก่สุกก็ยกหม้อลง แล้วจัดการเอาไก่ต้มตัวหนึ่ง ตกแต่งภาช์น์ข้าวกับเหล้าไหหนึ่ง ขันดอกไม้เทียนคู่, หมาก ๒ คำ, บุหรี่ ๒ มวน มอบให้เจ้าจ้ำไปจัดการจ้ำให้เจ้าปู่กิน เมื่อจ้ำเสร็จพิธีแล้ว ไก่ต้มตัวนั้นก็ตกเป็นสิทธิเจ้าจ้ำคนเดียว ถือกลับไปกินที่บ้านก็ได้ เมื่อจ้ำให้เจ้าปู่กินเสร็จแล้ว คนทั้งหลายที่ไปในงานเลี้ยงเจ้าปู่ ก็พร้อมกันกินไก่ต้ม ๓ ตัว กับเหล้าไหหนึ่ง (นี่กล่าวเฉพาะการเลี้ยงที่มีคนไปในงานน้อย) แต่ถ้ามีคนไปในงานเลี้ยงมาก ก็ต้องเพิ่มเครื่องอุปกรณ์ในการเลี้ยงขึ้นอีก เหล้าเด็ดเหล้าไหต้องมีไม่อั้น การเลี้ยงเจ้าปู่ทำวันเดียว คนที่ไปในงานเลี้ยงเจ้าปู่อย่างน้อยก็ต้องมีเจ้าจ้ำกับลูกน้อง มากกว่านี้ยิ่งดี

การเลี้ยงเจ้าปู่มีจุดประสงค์อยู่ที่การเสี่ยงเป็นต้น ครั้งแรกเราเสี่ยงเรื่องต้มไก่ ครั้งสองเมื่อคนทั้งหลายกินเลี้ยงเสร็จ ก่อนเลิกกลับบ้านก็มีการเสี่ยงเป็นครั้งสุดท้าย คือเอาเหล้าที่เหลือสองไห ไหหนึ่งกำหนดให้เป็นของเจ้าปู่ อีกไหหนึ่งกำหนดให้เป็นของชาวเมือง พนันกันด้วยวิธีกินเหล้าแข่งกัน ในจำนวนคนที่กินเหล้าฝ่ายละเท่ากัน ถ้าเหล้าไหใดกินจืดก่อนเป็นฝ่ายชนะ ถ้าไหของเจ้าปู่ชนะ ก็แปลว่าบ้านเมืองจะเดือดร้อนฟ้าฝนจะแล้ง ถ้าไหของชาวเมืองชนะ ก็แปลว่าบ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขฟ้าฝนจะดี เมื่อฝ่ายใดชนะ ฝ่ายนั้นก็ควักเอาขี้ซาเหล้าแกลบหว่านถมฝ่ายแพ้พนัน

เจ้าปู่ก็เป็นผีดุร้ายพอสมควร หากมีผู้ล่วงละเมิดหรือทำผิดเข้า ก็ได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกัน ที่พูดนี้ไม่น่าเชื่อคล้ายเพ้อน้ำลาย แต่ถ้าไปถามท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ซึ่งได้รับการศึกษาสูงถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ บังเอิญอยู่ไม่สุข ไปทำละลาบละล้วงที่หอเจ้าปู่โดยประมาท ผลที่ได้รับก็เป็นบ้าอยู่พักหนึ่ง ต้องจัดการรักษาเสียวุ่นวายจึงหาย เข้าใจว่าคงเข็ดหลาบไม่ทำอีกเป็นแน่ การทำผิดต่อเจ้าปู่ก็มีวิธีแก้ คือต้องหาเครื่องสังเวย มีดอกไม้เทียนคู่, หมาก ๒ คำ, บุหรี่ ๒ มวน, เหล้าไหไก่ตัว มอบให้แก่เจ้าจ้ำเป็นผู้จัดการเป็นผู้จัดการบวงสรวงแทน คือพูดจาว่ากล่าววิงวอนต่อเจ้าปู่ ขอให้อภัยและขอความปลอดภัยสวัสดีมีชัย ไปตามเรื่องตามแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เรื่องเจ้าปู่ ความจริงผู้ใหญ่บ้านกำนันพร้อมด้วยราษฎร มีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะบำรุงรักษาและทำการเลี้ยงประจำทุกปี อันเป็นธรรมเนียมของพ่อบ้านตาแสงมาแต่โบราณอยู่ก่อนแล้ว ไม่ควรละทิ้งประเพณีดั้งเดิมเสีย แล้วหันไปยุ่งกับผีมะเหศัดิ์อันมิใช่ธุระหน้าที่ของตน หรือเห็นว่าเจ้าปู่กินไก่ไม่สมฐานะผู้เลี้ยง ความจริงกินไก่เฉพาะเจ้าปู่ คนเลี้ยงกินอื่นเพิ่มเหล้าเด็ดเหล้าไหได้ไม่มีอั้น เพราะเป็นการปฏิบัติพิธีกรรมเช่นเดียวกัน สมควรรักษาไว้สืบไป ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้ใหญ่บ้านกำนันและราษฎรผู้หวังดี จงช่วยกันบุรณะหอเจ้าปู่ขึ้น แล้วจึงจัดการเลี้ยงประจำปี ไว้เป็นคู่ความเจริญของบ้านเมือง สืบลูกหลานไปในอนาคตเทอญ


ประวัติผีเฮือน (ผีเรือน)

ผีเฮือน (ผีด้ำ, ผีเรือน) เป็นผีที่มีประจำครัวเรือนของพุไทยสืบกันมาแต่โบราณ จัดให้อยู่ที่แจ่งเรือนห้องฮอง เพื่อให้ปกปักรักษาลูกหลานในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข ป้องกันภัยจากผีป่าและอื่น ๆ เป็นต้น

เดิมผีเฮือนเกิดจากพระราชพิธีน้ำเต้าปุง คงจะเริ่มมีผีเฮือนมาตั้งแต่อาณาจักรหนองแส (น่านเจ้า) ก็มีผีเฮือนอยู่ก่อนแล้ว จะเห็นได้จากพิธีแต่งงานพุไทย ซึ่งบัญญัติขึ้นที่เมืองหนองแส ก็มีฮีตหรือระเบียบผีเฮือนแทรกอยู่ในทุกฮีต เช่น ฮีตภาช์น์สู่, ฮีตดอง, ฮีตกล่าว, ฮีตซอดเป็นอาทิ ครั้นเมื่อขุนบุรมพระราชโอรสของแถนหลวงฟ้าคื้น พระเจ้าแผ่นดินนครหนองแสเสด็จจากนครหนองแสเข้าครองแคว้นสิบสองจุไทยเมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๐ ครั้นถึงพ.ศ. ๑๒๘๙ พระองค์ได้จัดพระราชพิธีน้ำเต้าปุงขึ้น ที่เมืองนาน้อยอ้อยหนูดังกล่าวละเอียดแล้วข้างต้น ในที่นี้ขอเล่าโดยย่อพอประกอบเรื่องดังนี้ เมื่อขุนบุรมปกครองสิบสองจุไทยมาได้ ๙ ปี พระองค์กับพระราชเทวีทรงพระราชปรารภปรึกษากันว่า ที่เมืองนี้กันดารทุกสิ่ง ของที่มีใช้อยู่เดียวนี้ล้วนแต่เอามาจากเมืองหนองแสทั้งนั้น เสนาพลไพร่อดอยากเต็มที จึงโปรดให้ขุนสาร (แถนไล), ขุนใย (แถนใย), แม่ย่าง่าม เป็นขุนขึ้นไปกราบทูลแถนหลวงฟ้าคื้นให้ทรงทราบ ว่ามีเครือเขากาดเกิดที่หนองกู่ เครือมันชอนสอดเลื้อยขึ้นมุงบนต้นไฮใหญ่กลางเมืองนาน้อยอ้อยหนู มืดคลึ้มส่องไม่เห็นฟ้าเห็นตะวันเลย อากาศหนาวเย็นอยู่ไม่เป็นสุข และเมืองนี้กันดารอดอยากทุกสิงทุกอย่างขอให้ทรงพระกรุณาโปรด แถนหลวงฟ้าคื้นจึงสั่งให้แถนไลผู้มีมนต์ตัดไฮใหญ่เพราะเกรงผีร้าย ให้แถนใยแม่ย่าง่ามตัดเครือเขากาด ที่เครือเขากาดมีน้ำเต้าปุง ๒ หน่วย ๆ หลวงกับหน่วยน้อย ให้แถนใยเป็นแถนชี ๆ หมากน้ำเต้าปุงหน่วยหลวง แล้วจะมีหญิง, ชาย, งัว, ควาย, ลวา (ลา), แบ้ (แพะ), หมู, หมา, เป็ด, ไก่, ช้าง, ม้า, แมว, ห่าน, หงส์, ตาล, พร้าว, เทียม, หอมผักบั่ว, กล้วย, อ้อย, มะเขือออกมาในนั้น คนที่ออกจากฮูชีได้แก่ชาวข่า ให้แม่ย่าง่ามเป็นแถนสิ่ว ๆ น้ำเต้าปุงหน่วยน้อย มีทราย, อง, งัว, ควาย, ช้างพัง,ช้างพลาย, แก้ว, เงิน, คำ, ผ้าผ่อนออกมาในนั้น ให้แถนเถิกไขเครื่องประตูคำ เงิน, คำ, เหล็ก, กัว, ซืนมีมาในนั้น คนที่ออกจากฮูสิ่วให้เรียกว่า ป็นไท

เข้าใจว่าบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่ออกจากน้ำเต้าปุง เป็นของที่แถนหลวงฟ้าคื้นมอบให้ขุนสามเฒ่า นำมาจากเมืองหนองแส เพื่อให้เอามาแจกแก่คนที่ออกจากน้ำเต้าปุง เป็นต้นทุนสืบพืชพันธุ์ต่อไป เพราะที่เมืองนาน้อยอ้อยหนูกันดารอดอยาก บรรดาสัตว์และสิ่งของต่าง ๆ ที่ว่าออกจากน้ำเต้าปุงนั้นเป็นจริงไปไม่ได้ เพราะผิดธรรมชาติ เพราะฉะนั้นน้ำเต้าปุงจึงเป็นแต่เพียงพระราชพิธีเท่านั้น

เมื่อแถนชีแถนสิ่ว ชีและสิ่วน้ำเต้าปุงแล้ว คน, สัตว์, สิ่งของต่าง ๆ ออกจากน้ำเต้าปุงแล้ว ท่านจึงให้ปู่ลางเซิงไปเลิกซากฮูสิ่ว แล้วให้เขาเมี้ยนคาบเสีย (เข้าใจว่าปู่ลางเซิงถูกฆ่าอย่างลับ) เอากระดูกมาล้างให้ดีปลูกศาลาครอบมุงไว้ จัดให้คนไปส่งข้าวน้ำทุกวัน หากวันใดไม่มีคนไปส่งก็ให้แต่งภาช์น์สำรับหงายไว้ แล้วจึงเรียกพ่อแม่หมายถึงผีปู่ลางเซิงมากิน จึงได้ชื่อว่าเป็นผีเฮือนสืบมาเดียวนี้ ดังกล่าวในหนังสือขุนบุลมว่า “ลางเซิงบอกเขาไปเลิกซากฮูสิ่วให้เขาเมี้ยนคาบเสีย ทั้งเวลาเก็บดูกไว้ล้างส่วยสีดี แปงศาลาก่อกวมมุงไว้ ให้เขาส่งข้าวน้ำอย่าขาดสักวัน คันว่าบอมีคนไปให้แต่งภาช์น์หงายไว้ จึงเฮียกเอิ้นพ่อแม่มากิน ชื่อว่าเป็นผีเฮือนสืบมาเดียวนี้” ครั้นนับถือผีเฮือนจากสมัยขุนบุรมสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลากว่า ๑๒๐๐ ปีแล้ว ชาวพุไทยก็นับถือเอาผีพ่อแม่บังเกิดเกล้าจริง ๆ เป็นผีเฮือนดังทุกวันนี้ แต่สมัยนี้มีผู้เลิกนับถือผีเฮือนไปมากแล้ว โดยหาว่าขัดกับธรรม และละทิ้งประเพณีฮีตคองดั้งเดิมไปตามกาละสมัยเสีย เหล้าไหก็ทำเองไม่ได้ดังแต่ก่อนเป็นต้น

ผีเฮือนมีลูกชายเป็นผู้จ้ำ คือจัดการแต่งภาช์น์ข้าวจ้ำให้ผีเฮือนกิน โดยเอาข้าวกับอาหารในภาช์น์สำรับไปมอบให้ผีเฮือนกินทีละคำ พร้อมกับพูดเล่าเรื่องที่ต้องจ้ำให้ผีเฮือนกิน ให้ผีเฮือนรู้เรื่องราวไปด้วย เมื่อจ้ำข้าวหลายคำกะว่าอิ่มแล้ว ก็รินเหล้าให้ผีเฮือนกินทีหลัง หน้าที่ผู้จ้ำผีเฮือนคือลูกชายเท่านั้น ถ้าลูกชายไม่อยู่ให้คนอื่นทำแทนก็ได้ แต่ไม่เรียกว่าจ้ำ เรียกว่าหนาย คือหนายให้ผีกิน

เครื่องสังเวยผีเฮือนมีอะไรบ้าง ดูเหมือนไม่จำกัด เมื่อมีงานฮีตคองขึ้นที่บ้านเรือนใด เช่นฮีตภาช์น์สู่, ฮีตดอง, ฮีตก่าว, ฮีตซอด, คูณขวัญ เป็นต้น เขาใช้สัตว์อะไรเป็นเนื้ออุปกรณ์ของงาน เช่น ไก่, หมู, วัว, ควาย เราก็ใช้เนื้อสัตว์นั้นแต่งเป็นภาช์น์ข้าวจ้ำผีเฮือนได้ทั้งนั้น ผีเฮือนนอกจากกินข้าวจ้ำจากฮีตต่าง ๆ แล้ว ก็ได้กินจากสัญญาบนบาน กับเมื่อมีคนทำผิดเข้า ก็ต้องย้อมแปงผีเฮือนด้วยเครื่องสังเวยจ้ำให้กิน มีไก่ หมู ดอกไม้เทียนคู่ เป็นต้น

การรักษาผีเฮือน ถ้าเราจะทำอะไรอาจเป็นการล่วงเกิน หรืออาจเป็นการกระทบกระเทือนถึง ก็ต้องบอกเล่าคอบผีเฮือนรู้เสียก่อน มิฉะนั้นก็จะผิดผีเฮือน การผิดผีเฮือนมีได้หลายทาง เช่น คนภายในทำผิดหรือคนภายนอกทำผิด ก็ต้องหาเครื่องสังเวยมาแปง คือจ้ำให้กินดังกล่าว ชาวพุไทยเมื่อมีครอบครัว และออกอยู่เรือนต่างหากจากลุงตาแล้ว ก็มีผีเฮือนประจำครอบครัวทุกเรือน เป็นธรรมเนียมมาอย่างนี้ เว้นแต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีแล้ว เพราะเลิกนับถือเป็นส่วนมาก ที่นำเรื่องผีเฮือนมาเล่าไว้ ก็เพื่อเป็นประวัติแก่ลูกหลานสืบไป 


ประวัติผีตาแฮะ

พุไทยเรียกผีตาแฮะ ลาวเรียกผีตาแฮก ส่วนไทยกลางถ้าไม่เรียกว่าผีตาแรก ก็ไม่ทราบว่าจะเรียกอย่างไร ผีตาแฮะมีหน้าที่รักษาต้นข้าวในนาไร่แรกดำ (นาไร่แรกมีข้าวประมาณ ๑๐ ต้น) ล้อมรั้วไว้เป็นพิเศษภายในรั้วทำหอเล็ก ๆ ให้ผีตาแฮะอยู่ แล้วปักไม้เป็นคันธงชัยไว้ ทำสายยาวด้วยตอกเป็นวง ๆ เหมือนสายโซ่ ข้างหนึ่งผูกติดปลายไม้คันธงชัยที่ปักไว้ อีกข้างหนึ่งผูกรูปปลา ให้รูปปลาปลิวสบัดลมอยู่เบื้องล่าง รูปปลานั้นหมายถึงไว้เป็นอาหารของผีตาแฮะ แล้วผีนี้จะรักษาต้นข้าวในนาทั่วทุ่งให้ดีด้วย มีประวัติเรียงตามเรื่องนางโพสพ จากบทสูดขวัญข้าวหลวงโบราณ ร้อยกรองไว้ไพเราะ มีใจความว่า

สมัยเมื่อคนเรากินถั่วกินงายังไม่มีข้าว ยามนั้นข้าวทิพย์เกิดในสวนอุดทิยาน มีกอหนึ่งห้าต้น ต้นหนึ่งโตเจ็ดกำ มีเมล็ดข้าวโตได้ห้ากำ ยาวห้าเยียม (ไม่ทราบว่าเยียมหนึ่งยาวเท่าใดเข้าใจว่าจะเป็นจับหนึ่ง) คนไปเห็นก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร จึงเอาไปถวายพระฤษีซึ่งอยู่ดอยหินหนองต่อ พระฤษีจึงว่าอันนี้คือข้าวพระยาวิรูปปักเอามาสถาปนาไว้เพื่อพระเจ้ากุ ๆ สันโธ ที่พระองค์เสด็จลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ครั้นแล้วคนนั้นก็กลับบ้านและจัดการนึ่งข้าวนั้นกินเลี้ยงชีวิต ถึงสมัยพระเจ้าโกนาคมลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ข้าวนั้นก็ถอยเล็กลงโต ๔ กำ ยาว ๔ เยียม แต่ยังหอมมันดีดังเก่า คนทั้งหลายก็ไม่รู้อดอยากทุกข์ยากอันใด ยังมีเฒ่าร้ายขอคำคนหนึ่ง เคยมีผัวถึงเจ็ดคนแต่ตายหมด ไม่มีลูกหลานใช้สรอย ทำยุ้งฉางใส่ข้าวยังไม่เสร็จ ข้าวก็บินมากองกันอยู่ข้างล่างฉางข้าวมากมาย ย่าเฒ่าโกรธจึงจับไม้ค้อนไปตี ข้าวก็แตกซ่านเป็นซีกเล็กบินไปตกป่ากว้าง เราเรียกว่าหัวมันใหญ่ไปตกเป็นหัวกลอย ข้าวมีความโกรธแค้น ชวนกันบินไปอยู่ภูเขาและเถื่อนถ้ำ ไปอยู่หนองฮอยเค้า ข้าวจึงตั้งชื่อใหม่ว่านางโพสพ ป่าที่อยู่นั้นชื่อว่าป่าทะลบทะลาย คนทั้งหลายจึงตายอดข้าวได้พันปี ยังมีลูกชายเศรษฐีไปทำมาหากินในป่า เลยหลงทางต้องนอนในป่าได้หลายวัน วันหนึ่งใช้เหล็กชีแทงถูกปลาในน้ำคลำ ปลาร้องดิ้นรนเท่าไรก็ไม่หลุดจากเหล็กชี มีแต่จะตายเท่านั้น ยังมีปลากั้งตัวหนึ่งได้ยินเสียง จึงไปถามลูกเศรษฐีขอชีวิตปลาในคลำไว้ แล้วจะนำเอานางโพสพมาให้ ลูกเศรษฐีตกลง พระยาปลาจึงเรียกหานางโพสพก็บินมา ลูกเศรษฐีเห็นจึงสองมือควาอุ้มเอาจะพากลับบ้าน นางโพสพปฏิเสธไม่กลับ อ้างว่าโกรธนายจองแวงตี ยังมีเทวดาสองมาพบเข้าคิดจะช่วยลูกเศรษฐี จึงนิมิตเป็นกวางคำตัวหนึ่ง เป็นนกแขกเต้าตัวหนึ่ง ช่วยกันพูดประเล้าประโลมนางโพสพ ให้กลับไปอยู่กับลูกเศรษฐีเป็นผลสำเร็จ ถึงสมัยพระเจ้ากัสสโปลงมาเกิดในเมืองมนุษย์  เมล็ดข้าวก็เล็กลงโต ๓ กำ ยาว ๓ เยียม ถึงสมัยพระโคดมลงมาเกิดในเมืองมนุษย์  เมล็ดข้าวโตกำครึ่ง ยาวป้องเยียมแม่มือ เมื่อพระโคดมนิพพานแล้ว ถึงพ.ศ. ๑๑๑๒ ยังมีพระยาตนหนึ่ง เสวยราชย์เมืองใหญ่ซำพูร (อยู่ที่ไหนไม่ทราบ) มีใจบาปไม่รักไพร่พลฟ้าฝนแล้งราษฎรอดอยาก จึงตั้งฉางใหญ่แล้วเกณฑ์เอาข้าวมาใส่ฉาง จึงขายแลกเงินคำช้างม้าข้าทาสชายหญิง นางโพสพโกรธจึงหนีไปอยู่ดอยหนองต่อกับพระฤษี คนทั้งหลายจึงอดข้าวได้ ๔๒๐ ปี คนตายหมดตลอดทั้งพระยา ยังเหลือแต่สองผัวเมียผู้เฒ่าชื่อปู่เยือย่าเยือ จึงซัดเซไปหากินตามป่า เทพดาจึงพาสองเฒ่าไปหาพระฤษีเพื่อขอข้าวกิน พระฤษีรู้ว่าคนตายมากศาสนาเสื่อม จึงเรียกนางโพสพออกมาให้ แล้วกล่าวว่า “เขือเอ้ยอันนี้เป็นของไท้มิ่งขวัญ เป็นของฉันเลี้ยงชีวิตกับศาสนา เขือจงเอาเมือปลูกไว้เทอญ” นางโพสพขอไหว้พระฤษีว่าไม่ไปกับสองเฒ่า จะอยู่ที่นี้จนเฒ่า พระฤษีจึงสอนคาถาเสน่ห์ดีให้สองเฒ่าว่า “ปัญจะเอกพิชชา หัดทะยังสะหูม” สองเฒ่าจึงฮวายคาถาดีนั้น นางโพสพจึงกลับใจไปกับสองเฒ่า พระฤษีจึงความือจับเอาข้าว หักปีกและหางเสียแล้วทิ้งไว้ เพื่อไม่ให้ข้าวไปนั้งอยู่เที่ยงมัน แล้วคั้นให้เป็นข้าวกำและข้าวขาว ข้าวจ้าวและข้าวเหนียว ข้าวปีแลเดือนเพื่อปลูกในไร่นา นางโพสพก็ไม่ขัดพระฤษี นางจึงแบ่งภาคออกไว้ถวายพระฤษี นางก็กลั้นใจตาย ครั้นสิ้นศาสนาแล้วพระเมตตัยลงมาเกิด ข้าวเหล่านี้จักรวมมาเป็นข้าวสาลีเกิดเลี้ยง พระฤษีจึงบอกให้สองเฒ่าเอาข้าวนี้ไปปลูกไว้ที่เมืองตน ข้าวกลับเหลืองเหี่ยวแห้ง พระฤษีจึงจับปีกและรากข้าว มาย้อมพลางให้เป็นางย่าแม่ข้าวฮ้อย ชื่อข้าวโกคำ (โพคำ) แล้วจึงเอาตับกับหมากหัวใจ มาทอดไว้เป็นใจข้าว ปลูกเป็นเค้าก่อนข้าวอื่น สองเฒ่าเรียกข้าวแฮก เอาดูกหลังดูกขาทำยาขึ้นเป็นคันธงชัย และสายธงชัยห้อยรูปปลา เอาเลือด, เอ็น, ตา, ฟัน ถวายพลางเป็นผีซวาย แยกเป็นผีสองตน ตาดำมนตนละลูก แบกต้นข้าวกับคันธงชัย สังเวยผีด้วยเหล้าและอาหารการกินอย่างเต็มที่ ผีก็แห่ต้นข้าวเข้าเมือง สองเฒ่าปลูกข้าวเอาคาถาสูดของฤษีฮวายใส่น้ำไปรดต้นข้าวแตกใหญ่ทันตา ผีก็รักษาอยู่เฝ้า นี่แหละเรียกว่าผีตาแฮะสืบมา พระราชพิธีแรกนาขวัญก็เข้าใจว่าเกิดจากนี้
  

ประวัติผีแม่ม้อน

แม่ม้อนหรือแม่มด ปัจจุบันเรียกหมอเหยา กำเนิดหมอเหยาเป็นได้หลายทาง เช่นเกิดจากผีไท้, ผีป่า, ผีเวทมนต์, ผีวิชารากไม้ หรือผีเชื้อผีหมอจะออกเป็นบ้านเป็นเมือง สืบลูกหลานต่อไปก็มี ถ้าผีเหล่านี้จะออกเป็นผีแม่หมอ ก็ต้องหาแม่เมืองหรือพ่อเมืองมาคุมออก แม่เมืองหรือพ่อเมืองคือหมอหลวงหมอเฒ่า สามารถจะหับขับกล่อมเชื้อเชิญให้ผีเหล่านั้นเข้าเทียม, เข้าทรง, เข้าสิงคนนั้น ซึ่งเรียกว่าลูกเมือง ให้ออกเป็นหมอเหยาได้ วิธีคุมต้องแต่งคายแม่เมืองกับคายลูกเมือง รวมเป็นสองคาย คายหมอเหยาใช้ข้าวสาร ๒ ถ้วย, ซวย ๒ แปด, ง้าวแปด, ปืนแปด, หอกแปด, ค้อนด้ามหนึ่ง, ฝ้ายดอกไม้แปด, ไข่สองหน่วย (ใช้เวลาเลี้ยง) ปกติใช้ไข่หน่วยเดียว (คายลูกเมืองใช้ตามฮีตแม่เมือง) ผีไท้ถือว่าเป็นผีติดตัวมาแต่เกิด (เฉพาะคนที่เกิดมาจะเป็นหมอ) เมื่อผีจะออกเป็นบ้านเป็นเมือง ก็มักจะเข้าเทียม, เข้าทรง, เข้าสิงคนใดคนหนึ่งก่อน คนนั้นจะมีอาการผิดปกติ เช่น คล้ายป่วยยืนผอมเหลืองเนื้อกายซูบซีด เหมือนเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ รับทานอาหารไม่ค่อยได้ดังนี้เป็นต้น อาการดังนี้เราเรียกผีนอนนาง เรารู้จักไปหาหมอหลวงหมอเฒ่า หมอเก่าแก่มีคนนับหน้าถือตา มาเป็นแม่เมืองหรือพ่อเมืองให้คุมผีนั้นออก ถ้าผีใดเข้าเทียมก่อน ลูกเมืองจะบอกแม่เมืองให้ทราบ ผีหมวดนั้นก็จัดเป็นหัวช้างหนึ่ง ผีหัวหน้าของผีหัวช้างแรกนี้เป็นผีพระยาเมือง และต่อไปมีผีเข้าเทียมออกเป็นบ้านเป็นเมืองอีก ก็จัดเป็นอีกหัวช้างหนึ่งดังนี้เรื่อยไป บางคนผีออก ๒๐ – ๓๐ หัวช้างก็มี ทุกครั้งที่ผีออกลูกเมืองจะคอบให้แม่เมืองทราบเสมอ

กล่าวว่าผีทั้งหลายอยู่ใต้อำนาจของพระยาเวสสุวัน พระยาเวสสุวันพบชื่อในหนังสือปฐมกัปว่า เป็นพระยาแถนองค์หนึ่งในสี่พระยาแถน ปกครองพลไพร่อยู่บนเขายุคันธร ซึ่งเป็นเขาลูกหนึ่งในเขาบริภัณฑ์ทั้ง ๗ ล้อมเขาเสมร พระยาแถนเป็นกษัตริย์ไทยรุ่นแรกที่ปรากฎพระนาม

นิยายเรื่องผีหมอเหยาเล่าว่า เดิมผัวเมียคู่หนึ่งเป็นต้นตระกูลไทยเรา ดังกล่าวในเรื่องผีมะเหศักดิ์แล้วว่า ผัวมีรูปร่างเหมือนหมาหน้าตาเหมือนคน เมียมีรูปร่างอย่างคนธรรมดา เมื่อลูกเติบโตแล้วก็ส่งออกสร้างบ้านแปงเมือง ได้เป็นพระยาครองเมืองทุกคน พระยาองค์หนึ่งเอาแข้จรหรือเข้มาเลี้ยง ต่อมาลูกสาวพระยาองค์นั้นขี่จรเข้ลงน้ำ จรเข้จึงกินลูกสาวพระยา พระยาให้หมอหูฮา (โหภา) และหมออื่นลงเอานางขึ้นมา ไม่มีหมอใดลงเอานางขึ้นมาได้ จึงให้หมอแม่ม้อนจวาดน้ำเป่าปี่เป่าแคนลงไปเอาขึ้นมาได้ และให้จรเข้สำรอกเอานางออกจากท้อง นางนั้นยังไม่ตาย หมอนั้นจึงได้เป็นหมอแม่ม้อน คือหมอเหยาสืบมาเดียวนี้

การเลี้ยงผีหมอเหยา ตามปกติเลี้ยงปีละครั้ง บางคนสามปีต่อครั้งหรือกว่านั้นก็มี ซึ่งแล้วตาฐานะของหมอมีหรือจน เวลาเลี้ยงก็ไปหาพวกเพื่อนมาช่วยเล่นช่วยกิน ช่วยหับขับร้องไปตามเรื่อง เครื่องสังเวยมีแต่ของหวานเท่านั้น เช่น ข้าวตอก, ดอกไม้, น้ำคู้, น้ำหอม, น้ำเงิน, น้ำคำ, ข้าวโจ้ข้าวหวานเป็นต้น ของคาวไม่เลี้ยงเพราะกลัวจะเป็นผีปอบ เหล้าก็ไม่เลี้ยง เพราะหัวหน้าผีหมอทุกหัวช้างไม่กินเหล้า เว้นแต่พระยาผีหัวช้างแรก ซึ่งเป็นผีพระยาเมืองผู้เฝ้าบ้านกับผีขี้เหล้าจึงกินเหล้า จำพวกหลังนี้ต้องเลี้ยงเหล้าด้วย เมื่อการเลี้ยงเป็นไปใกล้จะจบเรื่อง ก็มีผีข่าลงมาเข้าหมอเหยา ผีข่าเป็นผีไพร่มีหน้าที่รักษาคุ้มรักษาเวียง ถ้าผีข่าลงมาจะสังเกตเห็นส้อนจุ้งส้อนเหนี้ยวดูดยา (สูบพริกแทนใบยาได้อย่างไม่มีไอจามเลย) กินเหล้าขอดซา, กินยาขอดก้อง, กินขี้เงื่อนของผีทั้งหลาย เวลาเลี้ยงถ้าเอาผีข่าลงมาก็แปลว่าจบเรื่องแล้ว เหล้าเด็ดเหล้าไหคงกินกันในหมู่ที่มาร่วมการเลี้ยงสนุกเฮฮา

ผีหมอเหยาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสังคมสมัยโบราณ เพราะบ้านเมืองตั้งอยู่ในถิ่นแวดล้อมไปด้วยป่าดงและภูเขา ถิ่นที่เหล่านี้เป็นที่อยู่ของผีป่า ถ้าคนหลงไปทำผิดเข้ามักได้รับผลตอบแทน เช่น เป็นบ้า, เจ็บ, ป่วย, ไข้, ตาย ฯ การเชื่อและการนับถือผีมีมาแต่โบราณ ท่านเคยผจญภัยจากผีมามากแล้วจึงเชื่อถือ มีตัวอย่างกล่วไว้ในหนังสือขุนบุลมว่า แถนหลวงฟ้าคื้นพระราชบิดาขุนบุรม ก็ยังสั่งแถนเฒ่าไล ให้เป็นผู้ตัดต้นไฮใหญ่ที่เครือเขากาดเลื้อยขึ้นมุว เพราะแถนไลเป็นผู้มีเวทมนต์จะได้ข่มผีร้าย นอกจากนี้ก็มีในความเฒ่าเก่า ซึ่งโบราณท่านรวมเรียงไว้เป็นถ้อยคำไพเราะ มีมากอย่างและเป็นคติสอนใจ น่าจดจำเป็นหลักปฏิบัติ มีเกี่ยวกับเรื่องผีดังนี้ “ยำผีเฒ่า ยำเจ้ายืน ผีได้หนคนได้เงื่อน ผีบอฆ่าม้าบอเหยียบ ผีพรายอยู่กอเลาอย่าได้ฝกฆ่า ผีป่าอยู่กอหญ้าอย่าได้ฝกฟัน” ดังนี้จะเห็นได้ว่า ในสมัยโบราณผีป่าเป็นสิ่งสำคัญต่อวงสังคมมาก จึงได้มีหมอเหยาเป็นเครื่องติดต่อกับผี เพื่อจะได้รู้ความประสงค์ของผี จะได้แก้ด้วยเครื่องสังเวยถูก ซึ่งมีด้วยกันหลายพิธี เช่น เรียกขวัญคนที่ผีเอาไปกลับคืนมา เป็นต้น แต่ปัจจุบันบ้านเมืองตั้งอยู่ทุ่งกว้างป่าแปน ผีป่าไม่ชอบอยู่จึงหมดความจำเป็น   


ผีเสื้อน้ำ (ผีหอคุน)

เรื่องผีเสื้อน้ำจะมีกำเนิดเป็นมาอย่างไรยังไม่พบประวัติ แต่เป็นผีที่บรรพบุรุษเคยนับถือมา เป็นผีอยู่ในน้ำ จะใช้การอย่างไรบ้าง วิธีใช้จะทำอย่างไรก็ไม่ทราบ เคยเห็นแต่โบราณเล่าไว้ในหนังสือขุนทึง เป็นเรื่องนิยาย กล่าวถึงเรื่องขุนเทืองบิดาขุนทึง ซึ่งลาเมียไปประพาศป่า แล้วหายไปไม่กลับมาหลายปี คือบังเอิญไปได้เมียชื่อนางเอกได้ลูกสาวพระยานาค อยู่ที่เมืองพระยานาคใต้ท้องมหาสมุท เมียทางบ้านจะติดตามหาด้วยวิธีใด ๆ ก็ไม่พบร่องรอยเลย ในที่สุดได้บนบานวิงวอนขอให้ผีเสื้อน้ำช่วยเหลือ ผีเสื้อน้ำดลบันดาลใหเข้าฝันขุนเทือง ขุนเทืองรู้สึกตัวในความฝันจนอยู่ไม่ได้ จึงได้กลับคืนมาเมืองเดิม ฯ สมัยเมืองกุดสิมนารายณ์ ท่านเซ่นสรวงผีเสื้อน้ำที่หนองหอ ทุกวันนี้ดูจะลืมกันหมดแล้ว


ผีซะลาน

ผีซะลาน หรือเจ้าซะโละเจ้าซะลานกวานบ้านน้ำดิบ เป็นผีพุไทยกลุ่มหนึ่งนับถือคือไทยกะแต้บ ไทยกะแต้บมีตระกูลใหญ่ เป็นข้าราชการชั้นเสนาอำมาตย์สมัยโบราณ เมื่อประมาณ ๑๔๐๐ ปีมาแล้ว พวกเรายังตั้งภูมิลำเนสอยู่ที่เมืองหนองแส เวลานั้นก็มีไทยกะแต้บแล้ว รู้ได้จากพิธีแต่งงานของพุไทย อันเป็นประวัติพุไทยเมืองหนองแส เพราะท่านบัญญัติพิธีนี้ขึ้นที่เมืองหนองแส และแยกฮีตไทยกะแต้บไว้ชัดเจน

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เดิมพุไทยกลุ่มหนึ่งไปรบศึก แต่ไม่ทราบว่าเป็นศึกกับใคร ครั้นแตกทัพศึก ก็หนีศึกเข้ามาหลบลี้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปดูต้นไม้ใหญ่นั้น แลเห็นสัตว์หมอบติดกะแต้บอยู่ที่ง่าไม้ เห็นไม้เหลืองสะล้านไปทั้งต้น เข้าใจว่าผีบันดาลให้เป็นเช่นนั้น จึงพากันไหว้วอนขอพึ่งพาอาศัยผีนั้น ให้คุ้มครองพวกตนให้ตลอดปลอดภัยจากข้าศึก ภายหลังจึงเรียกพวกตนว่าไทยกะแต้บ ส่วนผีนั้นก็ให้ชื่อว่าผีซะลาน มีการเลี้ยงดูสืบลูกหลานต่อมา (เล่าว่าไทยกะแต้บ เรียกไม้เปือยว่าไม้สะลาน บางทีไม้ต้นที่เข้าไปอาศัยนั้นเป็นไม้สะลาน จึงตั้งชื่อผีเอาจากชื่อไม้นี้ หรือว่าจะตั้งเอาจากรัศมี ที่แลเห็นเป็นเหลืองสะล้านก็ว่าไม่ถูก)

ผีซะลานมีการเลี้ยงประจำปี เรียกว่า “ซะโละซะลาน” มีหัวหน้าเป็นเจ้าจ้ำ ถึงขวบปีก็มาซะโละที่หัวหน้า การซะโละใช้หมู่เหล้าดอกไม้เทียนคู่ หมูต้องฆ่าเอาสด ๆ แต่งข้าว ๘ ภาช์น์ คนจะกินก่อนไม่ได้ ตั้งร้านขึ้นสองร้านริมหอที่ผีซะลานอยู่ แล้วแต่งภาช์น์ข้าวไปวางไว้บนร้านทั้งสอง นอกนั้นเลี้ยงผีบริวารห้อยไว้ตามต้นไม้ริมบริเวณนั้น ครั้นแล้วเจ้าจ้ำแต่งกายด้วยเครื่องทรง อันมีลวดลายน่าเกรงขาม กะพายถุงข้าวสารกับดาบจึงร้องกูกเชิญผีมากิน พร้อมกับหว่านข้าวสารไปด้วย เมื่อซะโละซะลานแล้วอาหารที่เหลือก็ทิ้งเลย จะเอาไปกินที่อื่นอีกไม่ได้ การปฏิบัติระหว่างผู้ที่นับถือผีซะลาน ซึ่งลำดับตามเชื้อสายลูกหลาน ถ้าเกิดเจ็บป่วยต้องผีซะลานก็ดี หรือลูกหลานเอาผัวเมียใหม่ก็ดี เอาลูกสะใภ้เมือเฮือนผัวก็ดี ต้องไปซะโละซะลานที่เจ้าจ้ำ การซะโละอย่างน้อยใช้แต่เหล้าอย่างเดียวก็พอ แต่ถ้าซะโละอย่างใหญ่ ก็ต้องมีหมู และแต่งข้าว ๘ ภาช์น์จึงถูกต้องตามพิธี เมื่อก่อนนี้ถ้าจะมีผู้มาซะโละซะลาน เจ้าจ้ำมักรู้ตังล่วงหน้าก่อนเสมอ และขณะเจ้าจ้ำรู้สึกตัวเช่นนั้น เขาก็จะใช้พร้าฟันไม้กระดานหรือเสา เป็นเครื่องหมายไว้สัก ๒ – ๓ แผล และภายใน ๒ – ๓ วันก็จะมีผู้มาซะโละ ทุกวันนี้การนับถือเบาบางลงมาก เกือบจะสาบสูญก็ว่าได้ คือไม่เคร่งครัดดังแต่ก่อน มักต่างคนต่างทำเอาเองพอแล้วฮีต


*************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

โดย PhutaiKaowong

 

กลับไปที่ www.oknation.net