วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Genova: ซอกแซกในซอกซอย Italian Riviera ตามรอยศิลปและวรรณกรรม


การเป็นนักเดินทางและเดินเรือของคน Genoese นำมาทั้งอดีตที่เกรียงไกรจากความมั่งคั่ง และความหายนะที่ฉุดบ้านเมืองให้ถดถอยจาก Black Death กาฬโรค ที่บางส่วนติดตัว ‘หนู’ ข้ามน้ำข้ามทะเลตามเส้นทาง Silk Road มากับเรือ 12 ลำของเจโนอีซ สู่ยุโรปในศตวรรษที่ 14

ส่งผลให้ประชากรยุโรปเกือบครึ่งเสียชีวิต

จุดเริ่มแพร่ระบาดของโรคทางตอนเหนือของอิตาลี โดยเฉพาะที่ Genova จึงเกิดความวิบัติทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง แว่นแคว้นต่างสั่นคลอนและเปลี่ยนมือผู้ครองไปอีกหลายหน

 

*

 

กว่า Genova จะคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง ก็ราวห้าร้อยกว่าปีก่อน ในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เป็นเวลาศิวิไลซ์แห่งศิลปวิทยาการ ที่ผู้รู้ต่างเดินทางมาสู่ Genova บวกกับกำเนิดสำนักการศึกษา บนถนน Via Balbi ตามสกุลคหบดีผู้มั่งคั่งของ Genova

 

*

 

ตระกูล Balbi มีฐานะร่ำรวยจากการทำเชือกที่ใช้ในเรือ และอีกหลายกิจการที่พ่วงมาจากการเดินเรือ อย่างการค้าผ้าไหม ได้รับการยอมรับนับถือมาตั้งแต่สมัย Giovanni Balbi ที่รู้จักกันว่า John of Genoa ผู้ใจดี ที่ช่วงบั้นปลายชีวิตยกทรัพย์สมบัติให้คนยากไร้

การให้ที่ใหญ่ขึ้นของครอบครัว Balbi คือ การสร้าง Jesuit College ให้การศึกษามาตั้งแต่ พ.ศ. 2014

 

*

*

*

 

เมื่อยิ่งมีกำลังขยับขยาย ก็ให้ Bartolomeo Bianco สถาปนิกแห่งยุคสร้างอาคารสวยงาม

*

*

*

*

 

กลายมาเป็น University of Genoa ติดกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของโลกในยุคกลาง Medieval สั่งสอนมาจนปัจจุบัน

 

*

*

*

 

ตอนนั้นตระกูล Balbi ชักชวน Anthony Van Dyck มิตรสนิทผู้มีบิดาค้าผ้าไหมเช่นกัน ให้มาวาดรูปที่ Genova ทำไปทำมา แวนไดค์ อยู่ที่อิตาลีถึง 6 ปี ใช้ชีวิตในแวดวงคนชั้นสูง และโด่งดังในการวาด Portrait ภาพบุคคล

Van Dyck ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Peter Paul Rubens ผู้เป็น ‘ครู’ ชาว Flemish ด้วยกัน

คน หรือ ภาษา Flemish คือพวกดัทช์ Dutch ที่อยู่ตอนใต้ของ Netherlands และตอนเหนือของ Belgium

Rubens มาพำนักอยู่ที่อิตาลียาวนาน เฉพาะที่ Genova ก็ 4 ปี แถมมาติดใจงานของ Caravaggio จนรับไปส่งต่อให้ศิลปินรุ่นหลังอีกมากมาย รวมทั้ง Rembrandt

 

*

 

 

ความรุ่งเรืองของ Genova และกำเนิดของศิลปะหลายแขนงไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของจังหวะเวลาที่สอดคล้องกัน

 

เพราะการค้าที่รุ่งเรืองย่อมสร้างเงินทอง และเมื่อเงินทองคือความอุดมสมบูรณ์ของปากท้อง และหากนำมาใช้อย่างถูกวิธีจะนำมาซึ่งการศึกษา ตามมาด้วยความกระหายเสพสิ่งละเมียดละไมทางศิลปะ

 

*

 

ในเวลาเดียว ช่วงต้นศตวรรษที่  16 เกิดความเคลื่อนไหวทางสังคม การคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ และศาสนา เรียกว่า Reformation หลายประเทศและเขตแคว้น เกิด Protestant Reformation เปลี่ยนไปรับนิกายโปรเทสแทนท์ สร้างความสั่นคลอนให้ Roman Catholics ไม่น้อย เมื่อเกิดเงินทองจากการค้าที่เพียงพอต่อการส่งส่วยให้ Rome ที่มีอิทธิพลทั้งด้านศาสนาและการเมือง จึงเป็นโอกาสให้นำทุนทรัพย์มาแก้เกม เรียกว่า Counter Reformation ในต้นศตวรรษที่ 17

 

Reformation เกิดในยุค Renaissance ที่งานศิลปะฟู่ฟ่า ผลงานที่เกี่ยวข้องในส่วนของศาสนาจึงฟูฟ่องล้นหลามแต่กลับขาดสาระของศาสนา เป็นเหตุให้พวก Protestants โจมตี  

Counter Refermation จึงเป็นการฟื้นฟูและปรับค่านิยมของ Catholic Church ทางตอนใต้ของยุโรปเพื่อสู้กับพวก Protestants ในตอนกลางและเหนือยุโรป

 

หัวใจสำคัญที่ Rome ฟื้นฟู คือ การใช้องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับศาสนามาสร้างความเชื่อมั่น และสะท้อนศรัทธาอันแรงกล้าของแคทอลิคอย่างสุดโต่ง แต่ละวัตถุชิ้นส่วนเล็กน้อย และรายละเอียดปลีกย่อย บ่งบอกความหมายที่ยิ่งใหญ่

เพื่อเทิดทูนทั้ง Church and Monarchy คือ Pope และกษัตริย์ 

เพื่อให้สัมผัสถึงพลังแห่งอำนาจและการควบคุม Power & Control 

หวังผลให้เกิดความตระการตาแก่ประชาชน โดยเฉพาะระดับชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ ให้เกิดความมหัศจรรย์ใจในสิ่งที่พบเห็น นำไปสู่ความเชื่อและศรัทธา

เกิดเป็นกระบวนศิลปะที่เรียกว่า Baroque เป็นครั้งแรกในโลกที่โรม เมื่อต้นศตวรรษที่ 17 ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วยุโรป

 

Baroque เป็น ‘แนวคิด’ ที่ปรากฏอยู่บนหลายรูปศิลปะ ทั้งงานสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนที่มีริ้วลายประณีตบรรจง งานปั้นที่รายละเอียดอ่อนช้อยจนเหมือนฟุ่มเฟือย ดูเกินฝีมือมนุษย์ ภาพเขียนมีแสงเงาเรืองรองเกินจริง ดั่งปาฏิหาริย์เกิด ไม่ใช่ภาพจากชีวิตประจำวันหรือสามัญชน

ทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่เชิดชูและเทิดทูนทั้ง Church and Monarchy

งานละครแบบ Shakesphere ถูกเบียดแทรกด้วย Opera มหาอุปรากร ที่อลังการทั้งฉาก เสื้อผ้า และเสียงเพลง เปิดโอกาสให้สตรีเพศร่วมแสดง ต่างจากที่เคยถูกกีดกันในงานละครยุคเก่า

งานวรรณกรรม ไม่มุ่งเน้นเนื้อความ Content เท่าวีธีเขียน ที่ข้อความเป็นเสมือนวัตถุให้จักษุสัมผัสเหมือนดูภาพวาด ผู้อ่านต้องตีความจากการเปรียบเทียบ metaphor ขบคิดคำถามที่ทิ้งไว้ สร้างเนื้อหาขึ้นจากจินตนาการของตนเอง

 

*

 

ในสมัยนั้น เมื่ออิตาลียังไม่เกิดเป็นประเทศก็ปราศจากกฎรัดรุงรัง คนสัญจรอย่างอิสระระหว่างแว่นแคว้น ผู้ที่มีสมอง left field ที่ความคิดอยู่เหนือกรอบกำหนด จึงพึงใจ หลบลี้มาพำนัก ได้โอกาสทั้งพบเห็นและเรียนรู้แนวศิลปะที่แตกต่าง

 

สิ่งที่ดึงดูดให้ศิลปินทั้งหลายมารวมกันบริเวณนั้น ยังเป็นลักษณะเฉพาะของ Italian Riviera

 

*

 

Riviera เป็นคำอิตาเลี่ยน เดี๋ยวนี้ใช้เรียกบริเวณฝั่งทะเลทั่วไปที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ คือ อากาศอุ่นสบายและนักท่องเที่ยวหนาแน่น แต่ดั้งเดิมแล้วหมายถึงเพียงสองชายฝั่งแคบที่ต่อเนื่องกันของ Italian Riviera และ French Riviera

Italian Riviera มี Genova เป็นจุดศูนย์กลาง

 

Genova ที่ฟ้าสว่างใส อุ่นไอแดด มีชีวิตประมงที่เป็นทั้งเสน่ห์เรียบง่าย และเส้นทางร่อนเร่จากเมืองท่าหนึ่งสู่อีกแห่ง จึงดึงดูดผู้สร้างงานศิลปะหลากแขนงมาสิงสถิตย์ซึมซับธรรมชาติงดงาม นั่งเสวนาในร้านเล็กร้านน้อยทั่วซอกซอยที่โผล่มาสู่ Piazza ลานกว้างที่กระจายอยู่ทั่วไป จนเมืองเก่าแห่งนี้ปรากฏเป็นฉากในภาพวาด บทประพันธ์ และเสียงเพลง ของคนอิตาเลี่ยนและยูโรเปี้ยนที่ผ่านเข้ามา

 

*

รวมทั้ง Caravaggio, Rubens และ Van Dyck ที่มีชีวิตผ่านเข้ามายัง Genova ต่างก็อยู่ในกลุ่มผู้เขียนภาพแบบ Baroque Painting ชั้นเยี่ยมในต้นยุค

 

แต่ร่องรอยของผู้คนที่ทิ้งไว้ คงไม่มีที่ใดเด่นชัดเกิน Via Garibaldi

 

*

*

*

*

 

 

ถนนโบราณที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2093 เคยมีชื่อว่า Strada Nuova พอถึงศตวรรษที่ 19 จึงถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น เวีย การิบาลดี้ เพื่อระลึกถึง Giuseppe Garibaldi บุคคลสำคัญของทั้งอิตาลีและฝรั่งเศส

*

*

 

ถนนสายยาวเพียง 250 เมตร นี้ หนาแน่นไปด้วยแพเลซ ‘Palaces’ คฤหาสน์ขุนนางสถาปัตยกรรมบาโร้ค

 

*

*

 

ความงดงามของอาคาร Baroque ที่ยังคงสภาพเยี่ยม ทำให้ UNESCO ขึ้นทะเบียน Via Garibaldi เป็นพื้นที่มรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2549 

 

*

*

*

 

ในด้านวรรณกรรม ยังมีร่องรอยผลงานที่เป็นบันทึกถึงการสัญจรและอาศัยอยู่ที่ Itlian Riviera ของนักเขียน left field ในยุคต้นศตวรรษที่ 19 อีกหลายคน เช่น Lord Byron, John William Polidori, Percy Shelly และ Mary (Godwin) Shelly

 

*

 

นักเขียนอังกฤษก๊วนนี้ สร้างผลงานอมตะเรื่องสยองขวัญขณะพำนักด้วยกันที่ Geneva ก่อนจะเข้ามาถึง Genova โดยมี ‘Fragment of a Novel’ บทประพันธ์ที่ Lord Byron เขียนไม่จบ แต่ให้กำเนิด Vampire ในโลกวรรณกรรมไว้ ไปจุดประกายให้ Polidori เขียนเป็นเรื่อง The Vampyre และ Mary Shelly เขียนเรื่อง Frankenstein

 

ทว่า บทสรุปของผลงานศิลปกรรมและวรรณกรรมที่ปรากฏอยู่ ณ Genova คงไม่มีฉบับใดกล่าวได้ชัดเจนและสมบูรณ์เทียบได้กับบันทึกของ Charles Dickens (Pictures from Italy: 1846)

 

*

 

ที่บรรยายความว่า

 

...มิอาจลืมเลือนความงดงามของถนนสองสาย

Strada Nuova และ Strada Balbi 

 

ที่ผ่านพบในวันสบายกลางฤดูร้อน ที่ฟ้าเป็นสีฟ้าจัด

*

 

ที่คลาคล่ำไปด้วยคฤหาสน์หรูหรามโหฬาร

ภายในเต็มไปด้วยสีสันแห่งภาพเขียนของ Van Dyck 

ทั้งลานกว้างและเสาสูงสร้างจากหินอ่อน ประตูโค้งดั่งป้อมปราการ

ระเบียงสวนจากคฤหาสน์แต่ละหลัง ภายใต้กิ่งปกคลุมของต้นโอลีฟ ต้นส้ม

*

 

แล้วยังหมู่ตึกสูงที่กรองแสงและสร้างหลืบเงา ระหว่างซอกซอย

*

*

 

ปูนปั้นต่างรูปร่างตามเสา

*

รอยด่างเปื้อนบนกำแพง และซอกมุมที่เน่าโทรม

*

 

เหล่านี้ ล้วนมิอาจบดบังความสวยงามแห่งสีสัน

และการออกแบบที่ยวนตาแห่ง Genova ลงได้...

*

 

* * * * * * * *

วันวานและวันนี้ของ Genova: Dedicata a Genova MA SE GHE PENSU  

Uploaded by laguschiu

 

ความเดิม

Boccadasse หมู่บ้านประมงที่ Genova

ตามหา St George ที่ Genova

Reference:

ภาพเขียนของ Caravaggio, Rubens, Van Dyck และ Rembrandt หาดูได้ที่ National Gallery, London

http://www.balbifamily.com/religion.htm

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net