วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฮุน เซน ชนะเลือกตั้งฯ-แต่คะแนนนิยมฝ่ายค้านเพิ่ม


 

แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของกัมพูชา จะยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน นั้นเป็นฝ่ายที่มีชัยชนะเหนือพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคสัม รังสี และ พรรคสิทธิมนุษยชนกัมพูชา อย่างขาดลอย เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการได้ถูกปล่อยออกมาจาก คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของกัมพูชาว่าพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน นั้นได้รับเลือกตั้งถึง 1,592 เขตจากทั้งหมด 1,633 เขตท้องถิ่นในทั่วประเทศ


ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยชัยชนะอย่างถล่มทลายเช่นนี้ก็ยังนับเป็นหลักประกันด้วยว่าพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน นั้นจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติครั้งที่ 5 ที่จะมีขึ้นในช่วงกลางปี 2013 ซึ่งนั่นก็ย่อมหมายถึงหลักประกันที่จะทำให้ ฮุน เซน สามารถครองตำแหน่งนายกรัฐมน ตรีเพียงหนึ่งเดียวของกัมพูชาได้ต่อไปอีก 5 ปีเป็นอย่างน้อย ทั้งยังจะทำให้ ฮุน เซน กลายเป็นผู้ที่ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างยาวนานที่สุดในโลกหรือกว่า 30 ปีอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพิจารณาในแง่ของคะแนนนิยมที่ประชาชนชาวเขมรมีต่อพรรคการเมืองแล้ว ก็จะได้ว่าพรรคฝ่ายค้านนั้นได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนชาวเขมรเพิ่มขึ้นถึง 7% เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นครั้งก่อนในกลางปี 2007 ในขณะที่คะแนนนิยมของพรรคประชาชนกัมพูชานั้นลดลงจาก 70% ในการเลือกตั้งครั้งก่อนมาเป็น 62% ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้


ซึ่งด้วยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าวนี้ ก็จะยังผลทำให้ทั้งพรรคสัม รังสี และ พรรคสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนชาวเขมรรวมกันเป็น 32% อันหมายถึงจำนวนที่นั่งของฝ่ายค้านในสภาท้องถิ่นก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นด้วยนั่นเอง


กล่าวสำหรับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นครั้งในเมื่อปี 2007 นั้นพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน ได้รับเลือกตั้งมามากถึง 7,993 ที่นั่งจากทั้งหมด 11,352 ที่นั่งในสภาท้องถิ่น (Commune Council) จากทั่วประเทศ ในขณะที่พรรคสัม รังสี ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงหนึ่งเดียวในเวลานั้นได้การรับเลือกตั้งมาเพียง 2,660 ที่นั่งหรือคิดเป็นเพียง 23.4% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมดเท่านั้น


แต่สำหรับในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในครั้งล่าสุดนี้ นอกจากพรรคสัม รังสี จะมิใช่พรรคฝ่ายค้านแต่เพียงพรรคเดียวอีกต่อไปเท่านั้น หากการที่มีพันธมิตรทางการเมืองอย่างพรรคสิทธิมนุษยชนกัมพูชาที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนชาวเขมรคิดเป็นสัดส่วนเกือบถึง 10% ทั้งยังเป็นคะแนนนิยมที่สูงกว่าพันธมิตรเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของ ฮุน เซน อย่างพรรคนโรดม รณฤทธิ์ และพรรคฟุนซินเปกที่ได้คะแนนนิยมเพียง 2.9% และ 3.9% ตามลำดับด้วยแล้ว จึงนับเป็นสิ่งที่ท้าทายการผูกขาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ฮุน เซน ในกาลต่อไปอยู่ไม่น้อย


โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสภาพการณ์เช่นนี้ ก็เป็นเพราะว่าการบริหารงานของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุน เซน นั้นได้ดำเนินไปในทิศทางของการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวเขมรที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึงกรณีขัดแย้งกับไทยเกี่ยวกับพื้นที่พิพาทในเขตปราสาทเขาพระวิหารด้วย


กล่าวสำหรับกรณีปราสาทพระวิหารนั้น ผลที่เกิดจากความผิดพลาดโดยตรงของ ฮุน เซน ก็คือการที่เขาได้ใช้ความสำเร็จจากการเจรจาต่อรองจนทำให้ UNESCO รับรองให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นมารับใช้ผลประโยชน์ทางการเมืองของเขาและพรรคประชาชนกัมพูชาโดยแท้ ซึ่งนั่นก็คือการที่ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อกลางปี 2008 ทั้งๆที่ผลจากการหยั่งเสียงของทุกสำนักในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งนั้นต่างได้ผลลัพธ์เป็นอย่างเดียวกัน นั่นก็คือบุคคลที่ชาวเขมรอยากจะให้เป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชามากที่สุดในเวลานั้นก็คือ สัม รังสี นั่นเอง


นั่นก็เป็นเพราะว่าการบริหารงานของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้ ฮุน เซน นั้นได้สร้างปัญหาให้กับชาวเขมรอย่างกว้างขวาง เช่น การไล่ที่ของประชาชนชาวเขมรตาดำๆนับแสนๆคนเพื่อนำเอาที่ดินไปให้นายทุนสร้างโรงแรม รีสอร์ต และบ่อนกาสิโน การกดค่าจ้างและลดค่าล่วงเวลาของแรงงานเพื่อเอาใจนายทุนในช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก การถูกครหาและสงสัยว่ายอมเสียดินแดนให้กับฝ่ายเวียดนาม และความล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น


แต่ครั้นเมื่อการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารได้เข้ามาช่วยชีวิต ฮุน เซน และพรรคประชาชนฯไว้เช่นนี้กลับยิ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับรัฐบาลไทยมากขึ้นถึงขนาดทำให้ไม่ได้ผลประโยชน์อันใดเลยจากการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะความผิดพลาดของ ฮุน เซน อีกเช่นเคยเนื่องจาก ฮุน เซน ได้แสดงความอหังการ์ประกาศกร้าวเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย มิหนำซ้ำก็ยังได้แสดงการสนับสนุนฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายของ อภิสิทธิ์ อย่างชัดเจนด้วยการแต่งตั้งให้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษานโยบายด้านเศรษฐกิจของตนเองและรัฐบาลกัมพูชาอีกต่างหาก


แน่นอนว่า ฮุน เซน ย่อมไม่เคยยอมรับว่าปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำของตนเอง แต่กลับได้พยายามหาทางกลบเกลื่อนปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด ด้วยการพยายามสร้างเงื่อน ไขเพิ่มให้กับความขัดแย้งที่มีอยู่กับฝ่ายไทยให้มากขึ้น (ถึงแม้ว่าไทยจะเปลี่ยนรัฐ บาลที่น่าจะเป็นคุณต่อ ฮุน เซน แล้วก็ตาม แต่มรดกโลกก็ยังมิได้สร้างผลประโยชน์ให้กับชาวเขมรแต่อย่างใดจนถึงเวลานี้)


ยิ่งเมื่อต้องตกเป็นเป้าหมายของการที่จะถูกเล่นงานจากทางฝ่ายของ สัม รังสี ที่กำลังจะหวนกลับไปจับมือกับเจ้านโรดม รณฤทธิ์ ที่เพิ่งจะหวนคืนสู่การเมืองอีกครั้งในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นครั้งล่าสุดนี้และยังได้รับแรงหนุนจาก เข็ม สุขา หัวหน้าพรรคสิทธิมนุษยชนกัมพูชาอีกแรงหนึ่งด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำ ให้ ฮุน เซน ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากขึ้นไปอีก


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าปมเขื่องที่ฝ่ายของ สัม รังสี ได้พยายามนำเสนอสู่การรับรู้ของชาวเขมรและชาวโลกให้กว้างขวางมากขึ้นตลอดเวลาก็คือปัญหาเขตแดนระหว่างกัมพูชากับไทยและเวียดนาม โดยที่พรรคสัม รังสี นั้นยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขตแดนของกัมพูชากับประเทศเพื่อนบ้าน (ไม่เฉพาะกับไทยเท่านั้น หากรวมถึงเวียดนามและลาวด้วย) ที่เป็นอิสระจากรัฐบาลของ ฮุน เซน แต่กลับปรากฏว่า ฮุน เซน ได้ปฏิเสธข้อเสนอที่ว่านี้ไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่าเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดนนั้นเป็นเรื่องทางเทคนิคที่จะต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญการเป็นพิเศษเท่านั้น


ครั้นแล้วการปฏิเสธเช่นนี้ของ ฮุน เซน กลับยิ่งทำให้ประชาชนชาวเขมรในวงกว้างได้ตั้งคำถามและข้อสงสัยว่าสาเหตุที่ ฮุน เซน ได้ปฏิเสธข้อเสนอของฝ่ายค้านเช่นนี้เป็นเพราะต้องการปกปิดสิ่งที่ได้ตกลงร่วมกับฝ่ายเวียดนามเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนระหว่างกันไปแล้วหรือไม่? โดยสิ่งที่ ฮุน เซน ต้องการจะปกปิดในที่นี้ ก็คือการยอมเสียดินแดนบางส่วนให้กับเวียดนามในฐานะผู้ที่ทำให้ ฮุน เซน ได้อำนาจวาสนาทางการเมืองในกัมพูชาอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้หรือไม่?


โดยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าหากนับเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้ ฮุน เซน ต้องตกเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบในทางการเมืองต่อฝ่ายค้านได้อย่างสัมฤทธิ์ผลได้จริงเมื่อใด ก็เชื่อได้เลยว่าการโหมกระแสชาตินิยมที่ว่าด้วยความขัดแย้งกับไทยในกรณีปราสาทพระวิหารนั้นย่อมจะเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net