วันที่ อังคาร มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สหรัฐฯหวังซื้อใจลาว-แต่ยังห่างชั้นกับจีน


 

ทางการสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวในมูลค่า 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยเป็นความช่วยเหลือสำหรับใช้ในการเก็บกู้ระเบิดที่เครื่องบิน B-52 ของสหรัฐฯได้ระดมทิ้งลงในแผ่นดินลาวคิดเป็นน้ำหนักรวมถึง 3 ล้านตันหรือคิดเป็นจำนวนระเบิดกว่า 270 ล้านลูกในช่วงสงครามอินโดจีนและ 30% ของลูกระเบิดเหล่านี้ยังคงไม่เกิดการระเบิดและยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศลาวจนถึงทุกวันนี้


โดยความช่วยเหลือที่สหรัฐฯให้กับรัฐบาลลาวในครั้งล่าสุดนี้ได้มีขึ้นในโอกาสที่ Maria Otero รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และ ความมั่นคงของพลเมืองของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยือนลาวอย่างเป็นทางการ ด้วยหวังว่าการช่วยเหลือดังกล่าวนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างลาวกับสหรัฐฯให้ใกล้ชิดมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง


ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตกลงให้การช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวในครั้งนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่รัฐสภาสหรัฐฯ ได้อนุมัติและจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือรัฐบาลลาวเพิ่มขึ้นจากเดิมมากถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2011 ที่ผ่านมาอีกด้วย


ทั้งนี้โดยรัฐสภาสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับอย่างชัดเจนว่าประชาชนลาวยังคงได้รับผลกระทบจากระเบิดที่ตกค้างอยู่ในลาวอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนี้ และสภาพการณ์ดังกล่าวก็ยังได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในลาวมาโดยตลอด และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในลาวนั้นได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นคณะบุคคลเพื่อเรียกร้องขอให้รัฐสภาสหรัฐฯ เพิ่มความช่วยเหลือแก่ลาวให้มากขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีต่อไปนี้ คณะบุคคลดังกล่าวยังได้เรียกร้องขอให้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือแก่ลาวไม่น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกต่างหาก


ทางด้าน พูเขียว จันทะสมบูน หัวหน้าห้องว่าการคณะกรรมการคุ้มครองแห่งชาติเพื่อการแก้ไขปัญหาระเบิดบ่ทันแตกตกค้างอยู่ในลาว (Lao UXO) ก็ได้เน้นย้ำว่าด้วยการช่วยเหลือจากต่างประเทศที่มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ด้วยนั้น จะทำให้การเก็บกู้ระเบิด UXO ในลาวมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ หากไม่เช่นนั้นแล้วระเบิด UXO ก็จะยังคงตกค้างอยู่ในลาวอย่างมากมายต่อไปอีกอย่างยาวนาน ดังที่ พูเขียว ได้แถลงชี้แจงว่า


“นับแต่พวกเราได้ปฏิบัติเวียกงานเก็บกู้ระเบิดมาถึงปัจจุบันนี้เป็นทางการนั้นก็ประมาณ 16 ปี และก็ด้วยการทำลายของบุคคล ด้วยเหตุผลต่างๆ ระเบิดถูกทำลายจากการหาเหล็กเศษ หรือปัญหาต่างๆ นั้น พวกเราคิดว่ารวมแล้วประมาณล้านกว่าลูกที่ว่าถูกแก้ไขไปแล้ว แต่ว่าระเบิดสังหารที่ยังคงตกค้างอยู่และยังจะต้องเก็บกู้และทำลายให้หมดไปจากลาวให้ได้นั้น ก็ยังคงเหลืออยู่กว่า 90 ล้านลูก”


ทั้งนี้โดยนับจากปี 1996 เป็นต้นมา Lao UXO สามารถเก็บกู้และทำลาย UXO ไปได้มากกว่า 1 ล้านลูก โดยเป็นการเก็บกู้ UXO ออกไปจากพื้นที่กว่า 25,000 เฮกตาร์ (6.25 ไร่เท่ากับ 1 เฮกตาร์) หรือไม่ถึง 1% ของพื้นที่ทั้งหมดที่มี UXO ตกค้างอยู่ในลาวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รัฐบาลลาวได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องได้รับการช่วยเหลือไม่น้อยกว่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี จึงจะสามารถเก็บกู้ UXO ออกจากที่ดินของเกษตรกรลาวได้เพิ่มขึ้นอีก 183,000 เฮกตาร์ภายในปี 2020 ส่วนการที่จะเก็บกู้ระเบิด UXO ให้หมดไปจากแผ่นดินลาวได้อย่างแท้จริงนั้นก็คงจะต้องใช้เวลาอีกนับร้อยปีเลยทีเดียว


แต่ถึงกระนั้น ทางการสหรัฐฯ ก็ได้พยายามแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวนี้ด้วยการให้ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในลาวมากขึ้น อย่างเช่นการบริจาคและฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดให้กับประชาชนลาวเกือบ 4 แสนคนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา


ทางด้านกองบัญชาการกองทัพประจำภาคพื้นแปซิฟิคของสหรัฐฯก็ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลมิตรภาพลาว-มองโกเลียที่เมืองโพนสะหวันในแขวงเซียงขวาง เพื่อให้บริการตรวจสุขภาพร่างกายและรักษาโรคโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากประชาชนในแขวงดังกล่าว ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือระหว่างกองทัพประชาชนลาวกับกองทัพสหรัฐฯที่ได้ดำเนินการนับจากปี 2007 เป็นต้นมา ทั้งนี้เพราะแขวงเซียงขวางก็เป็นแขวงหนึ่งที่ยังมีระเบิด UXO ตกค้างอยู่อย่างหนาแน่นที่สุดในลาวนั่นเอง


นอกจากนั้น กองทัพสหรัฐฯ ก็ยังได้ให้การช่วยเหลือกองทัพประชาชนลาวในการฝึกอบรมระดับปฏิบัติการเกี่ยวกับการสกัดกั้นและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV-AIDS ให้กับแพทย์กองทัพประชาชนลาวมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย แต่ถ้าหากจะคิดเฉพาะการช่วยเหลือที่สหรัฐฯให้กับ Lao UXO นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว


ส่วนการช่วยเหลือในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินั้น สหรัฐฯ ก็ได้มอบอุปกรณ์ติดตั้งสัญญาณดาวเทียมสำหรับใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของปลาบึกในแม่น้ำโขง เพื่อการศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของปลาบึกอย่างรอบด้านเพื่อนำเอาผลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวมาใช้ประกอบในการวางแผนปฏิบัติการเพื่อการอนุรักษ์และป้องกันปลาบึกไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากแม่น้ำโขง


นอกจากนั้น สหรัฐฯ ยังให้การช่วยเหลือในการรักษาป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำแอด พูเลยในแขวงหัวพัน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ต่อเนื่องนับแต่ปี 2002 เป็นต้นมาแล้ว และล่าสุดสหรัฐฯ ก็ ได้ช่วยเหลือในการตั้งหน่วยลาดตระเวณขึ้นมาเพื่อทำการตรวจตราและสกัดกั้นการลักลอบตัดไม้และการล่าสัตว์ป่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำแอด-พูเลยดังกล่าวเป็นการเฉพาะอีกด้วย


พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าให้กับเยาวชนลาวด้วยนั้น สหรัฐฯ ก็ได้ตกลงร่วมกับโครงการอาหารโลก (WFP) ว่าจะให้การช่วยเหลือด้านเสบียงอาหารสำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมในเขตชนบทของลาวเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกันด้วย โดยจะมีเด็กนักเรียนจำนวนมากกว่า 152,000 คนในเขตชนบทที่จะได้รับการช่วยเหลือด้านเสบียงอาหารอย่างเพียงพอ


ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น สหรัฐฯ ก็ได้ตกลงให้การสนับสนุนลาวในการเข้าไปเป็นประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ให้ได้ในสิ้นปี 2012 นี้ แต่ถึงกระนั้น ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับบทบาทของจีนในลาวแล้วก็ยังนับว่าห่างชั้นกันอยู่เป็นอย่างมาก


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ปี 2000 ที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เริ่มการเดินทางเยี่ยมเยือนกันอย่างเป็นทางการเป็นต้นมาก็ทำให้มีการตกลงในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาร่วมกันอย่างรอบด้านในปี 2009 ที่ทำให้การร่วมมือระหว่างสองประเทศถูกยกขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับแต่นั้นเป็นต้นมา


ซึ่งผลที่ตามมาก็คือจีนนับเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ให้การช่วยเหลือแก่ลาวเพิ่มขึ้นทุกวันและถ้าหากจะนับในช่วงปี 1990-2011 ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่ารัฐบาลจีนได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวคิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยล่าสุดก็มีรายงานว่าทางการจีนก็ได้ลงนามในสัญญาให้การช่วยเหลือแก่ทางการลาวใน 3 โครงการด้วยกัน คือสัญญาเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยสำหรับซื้อเครื่องบิน MA-60 จากจีนจำนวน 2 ลำ สัญญาเงินกู้พิเศษเพื่อการป้องกันความสงบเรียบร้อยของลาว และสัญญาเงินกู้พิเศษเพื่อการพัฒนาแขนงการเงินของลาวไปสู่ความทันสมัย


ส่วนในด้านการค้าระหว่างลาวกับจีนนั้น ก็มีมูลค่ารวมมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งก็เป็นเพราะว่าบรรดานักธุรกิจจีนได้พากันหลั่งไหลเข้าไปลงทุนในลาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับจากปี 2000 เป็นต้นมา ก็ปรากฏว่านักธุรกิจจีนได้ลงทุนในลาวแล้วคิดเป็นมูลค่าสะสมเกือบถึง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น การที่ เหวิน เจียปาว นายกรัฐมนตรีจีน ได้ให้การยืนยันกับ ทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมน ตรีลาว ซึ่งได้เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ว่าทางการจีนยังจะลงทุนกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงในลาวเพื่อเชื่อมต่อกับจีนและไทยให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุดนั้น ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอย่างรอบด้านระหว่างลาวกับจีนได้อย่างชัดเจน


เพราะฉะนั้น จึงสามารถกล่าวได้เลยว่าการที่สหรัฐฯ จะสามารถซื้อใจทางการลาวได้อย่างแท้จริงนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ซึ่งตรงข้ามกับจีนที่ซื้อใจทางการลาวได้สำเร็จนับจากปี 2009 มาแล้ว!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net