วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานไทย-พุไทยวัง:ตอน19..การตั้งเมืองพรรณานิคมและเมืองต่างๆ


ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************

ตอนที่ 19
      ตั้งเมืองพรรณานิคม
      ตั้งเมืองวานรนิวาส
      ตั้งเมืองสว่างแดนดิน
      ตั้งเมืองหนองสูง 
      ตั้งบ้านฮ่องแซง 
      ตั้งเมืองไชยบุรี 
      ตั้งเมืองท่าอุเทน
      ตั้งเมืองท่าขอนยาง
      ตั้งเมืองแซงบาดาล
      ตั้งเมืองเสนางคนิคม
      ตั้งเมืองคำเขื่อนแก้ว
      ตั้งเมืองกุสุมาลย์มณฑล 
      ตั้งเมืองวาริชภูมิ
      ตั้งเมืองอากาศอำนวย
       
******************

ตั้งเมืองพรรณานิคม
เรื่องตั้งเมืองพรรณานิคมมีความเห็นแตกต่างกันดังนี้
(๑) จากหนังสือจังหวัดสกลนคร พิมพ์ในงานฉลอง ๒๕ ศตวรรษว่า พ.ศ. ๒๓๘๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านพังพร้าวขึ้นเป็นเมืองพรรณานิคม ให้ท้าวโรงกลางเป็นพระเสนาณรงค์ เป็นเจ้าเมืองพรรณานิคม
(๒) จากพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพ ฯ ว่า พ.ศ. ๒๓๘๗ เจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ กับพระมหาสงครามลงไปเฝ้ากราบทูลว่า ไปกวาดครัวได้ทั้งเก่าและใหม่ มีครัวเมืองวัง ๘๕๒ คน เมืองตะโปน ๕๗๕ คน เมืองระนอง ๑๐๓ คน เมืองพิน ๑๒๒ คน เมืองคำม่วน ๘๐๖ คน รวม ๒๔๕๘ คน และพระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองยโสธร พระปทุมเทวาเจ้าเมืองหนองคาย ได้บอกส่งหัวหน้าครอบครัวหลายเมือง ลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านที่ครัวตั้งอยู่ขึ้นเป็นเมือง ท้าวโรงกลางเมืองวังก็รวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย เมืองอื่นก็ตั้งขึ้นเป็นเมืองพร้อมกันนี้ แต่พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานว่า เมืองอื่นตั้งเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๘ เพราะฉนั้นเมืองพรรณานิคม ก็ต้องตั้งเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๘ เช่นเดียวกับเมืองอื่น
(๓) จากบันทึกของพระไชยะกุมารว่า ท้าวนวนเป็นหัวหน้าครอบครัวมาตั้งอยู่ก่อน ต่อมาจึงได้เป็นพระเสนาณรงค์เจ้าเมืองพรรณานิคม
(๔) จากประวัติพูไทยของพระมหาเขียน (พระอริยเวที) ฐิตสิโล ป.๙ พิมพ์พ.ศ. ๒๔๘๕ หน้า ๑๕ บรรทัด ๓ ว่า “พวกเจ้าโรงกลางคือพวกราชบุตรเมืองวัง (ท้าวควง)”
(๕) จากหนังสืออนุสรณ์การประชุมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๑๒ ณ พุทธสถานภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งนายถวิล จันลาวงศ์ คัดจากของนายเสนอ นาละคล (คนชาวพรรณานิคมทั้งคู่) ว่าเจ้าสีหรือเจ้าโฮงกลางพาครอบครัวญาติพี่น้อง มาตั้งเป็นเมืองพรรณานิคมเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๓ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ “พระเสนาณรงค์” ชั้นแรกเจ้าเมืองเรณูนครชวนให้อยู่ด้วย ก็ว่าจะไปอยู่กับราชวงศ์อินที่เมืองสกลนคร แต่ก็ไม่อยู่เลยไปอยู่บ้านโพน อ.สหัสขันธ์ ก็ไม่อยู่อีก จึงไปอยู่บ้านท่าลาวบ้านหนองหวาย ตำบลวังยาง อำเภอพรรณานิคมเดียวนี้ เห็นไม่เหมาะจึงไปอยู่ที่บ้านพังแก้ว คือที่ตั้งอำเภอพรรณาปัจจุบัน ส่วนอีกพวกหนึ่งไม่อยู่ที่บ้านท่าลาว มีหัวหน้าพาอพยพไปอยู่ที่เมืองจำปานคร (บ้านนาเหมืองกิ่ง อำเภอพังโคน) อำเภอวาริชภูมิ และอพยพไปอยู่ทางอำเภอวานรนิวาส อำเภอสว่างแดนดิน ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันขึ้นกับเมืองสกลนคร
สรุปแล้วเมืองพรรณานิคมตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๘ ดังกล่าว และไม่ปรากฎมีเจ้าอุปฮาด, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตร เจ้าเมืองพรรณานิคมตระกูล “ไทลอ”


ตั้งเมืองวานรนิวาส
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองตะโปน (เซโปน) มีจารย์คำเป็นหัวหน้า พาครอบครัวพี่น้องมาตั้งอยู่บ้านกุดลิงพ.ศ. ๒๓๗๓ ยกบ้านกุดลิงขึ้นป็นอำเภอวานรนิวาส ตั้งจารย์คำเป็นหลวงประชาราษฎร์รักษาเป็นเจ้าเมือง (ไทยโย้ย) ขึ้นจังหวัดสกลนคร


ตั้งเมืองสว่างแดนดิน
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองตะโปน (เซโปน) มีท้าวเทพกัลยาเป็นหัวหน้า พาครอบครัวพี่น้องมาตั้งอยู่บ้านโพนสว่างหาดยาว (ริมน้ำปลาหาง) พ.ศ. ๒๓๗๓ (บางแห่งว่าพ.ศ. ๒๔๐๖) ยกบ้านโพนสว่างหาดยาวขึ้นเป็นเมืองสว่างแดนดิน ตั้งท้าวเทพกัลยาเป็นพระสิทธิศักดิ์เจ้าเมือง (ไทยโย้ย) ขึ้นจังหวัดสกลนคร


ตั้งเมืองหนองสูง
วังหมู่หนึ่งไทยเมืองคำอ้อ ท้าวสิงหะนามตำแหน่งเมืองแสน หัวหน้าเสนาฝ่ายขวา เป็นอัครมหาเสนาธิบัดดีเมืองวัง ถูกพระมหาสงครามจูดเผาเล้าข้าวหลังเรือน ไม่มีที่อยู่อาศัยและอดอยาก จึงพาครอบครัวพี่น้องชาวเมืองมาตั้งบ้านหนองสูง บ้านคำชะอีและบ้านอื่น ๆ ขึ้นกับเมืองมุกดาหาร (จากบันทึกเจ้าไชยะกุมาร) พ.ศ. ๒๓๘๗ ลงไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพ ฯ พร้อมกับหัวหน้าอีกหลายเมืองดังกล่าวข้างต้น พ.ศ. ๒๓๘๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ยกบ้านหนองสูงขึ้นเป็นเมืองหนองสูง ตั้งท้าวสิหะนามเป็นที่พระไกรสรราชเจ้าเมือง ถึงแก่กรรมพ.ศ. ๒๔๒๒ ตั้งอุปฮาด (ลุน) เป็นพระไกรสรราชเป็นเจ้าเมืองแทน ตำแหน่งราชวงศ์ราชบุตรไม่ปรากฎ (จากหนังสือลำดับเครือญาติเมืองมุกดาหาร) ต่อมายุบเมืองหนองสูงเป็นตำบล เอานามเมืองหนองสูงไปตั้งที่ตำบลนาแก เปลี่ยนชื่อเป็นตำบลนาแก พ.ศ. ๒๔๕๐ พี่น้องจุ้มเมืองแสนมีอยู่ทางเมืองกุดสิมนารายณ์หลายหมู่บ้าน เป็นไทยกะแต้บ ได้แก่กลุ่มเสนาอำมาตย์มาแต่โบราณ มีมาก่อนสมัยอาณาจักรหนองแส (น่านเจ้า) กว่า ๑๔๐๐ ปีมาแล้ว ทั้งนี้ปรากฎจากพิธีแต่งงานของพุไทย ซึ่งทรงบัญญัติขึ้นที่นครหนองแส กำหนดไว้ในฮีตก็มีไทยกะแต้บอยู่ก่อนแล้ว (ดูพิธีแต่งงานของพุไทย ซึ่งพิมพ์เป็นเล่มหนึ่งต่างหากแล้ว)


ตั้งบ้านฮ่องแซง
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองพิน, เมืองนอง, เมืองตะโปน ยกครอบครัวมาตั้งเป็นบ้านฮ่องแซง (ห้วยแซง) อยู่ทางตะวันออกห้วยแกว เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๓ ขึ้นกับเมืองยโสธร


ตั้งเมืองไชยบุรี
วังหมู่หนึ่งครัวเมืองนอง ว่าเดิมอยู่บ้านท่าอุเทน อพยพไปอยู่เมืองนอง ครั้นอพยพมาอยู่ถิ่นเดิมก็มีคนมาอยู่เต็มแล้ว จึงไปตั้งอยู่เมืองไชยบุรีปากน้ำสงคราม เมื่อพ.ศ. ๒๓๗๓ ขึ้นจังหวัดนครพนม


ตั้งเมืองท่าอุเทน
วังหมู่หนึ่งเดิมเป็นครอบครัวเมืองไชยบุรี อพยพไปอยู่เมืองหลวงปุงลิง เมื่ออพยพกลับมาอยู่ถิ่นเดิมก็มีคนมาอยู่เต็มแล้ว จึงไปตั้งอยู่บ้านท่าอุเทน ยกขึ้นเป็นเมืองบ้านท่าอุเทนเมื่อพ.ศ. ๒๓๗๓ (ไทยย้อ) ขึ้นจังหวัดนครพนม


ตั้งเมืองท่าขอนยาง
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองคำเกิด อพยพครอบครัว ๔๐๗ คน มาตั้งอยู่บ้านท่าขอนยาง แขวงเมืองกาฬสินธุ์ พ.ศ. ๒๓๘๘ ยกบ้านท่าขอนยางขึ้นเป็นเมืองท่าขอนยาง ตั้งพระลำดวน (คำก่อน) เป็นพระสุวรรณภักดีเจ้าเมืองอุปฮาดเมืองคำเกิดเป็นอุปฮาด ราชวงศ์เมืองคำเกิดเป็นราชวงศ์ ราชบุตรเมืองคำเกิดเป็นราชบุตร (ไทยย้อ)

จ.ศ. ๑๑๙๘ ปีชวดอัฐศก (พ.ศ. ๒๓๗๙) พระคำดวน (คำก่อน), ราชวงศ์, ราชบุตรเมืองคำเกิด พาครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระมหาอำมาตย์ (ป้อม) ให้ครอบครัวพระคำก่อนจำนวน ๒๘๕๙ คน ไปตั้งอยู่บ้านท่าขอนยาง

จ.ศ. ๑๒๓๘ ชวดอัฐศก (พ.ศ. ๒๔๑๙) พระสุวรรณภักดีถึงแก่กรรม ตั้งอุปฮาด (พรหมมา) เป็นพระสุวรรณภักดีแทน ให้ราชวงศ์หงส์ (หงส์) เป็นอุปฮาดเมืองท่าขอนยาง


ตั้งเมืองแซงบาดาล
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองคำม่วน (คำโง่น) อพยพครอบครัว ๙๓๓ คน มาตั้งอยู่บ้านบึงกระดาน แขวงเมืองกาฬสินธุ์ พ.ศ. ๒๓๘๘ ยกบ้านบึงกระดานซึ่งอยู่ริมหนองแซงบาดาล ขึ้นเป็นเมืองแซงบาดาล ตั้งอุปฮาด (คำแดง) เมืองคำม่วนเป็นพระศรีสุวรรณเจ้าเมือง ราชวงศ์ (จารย์จำปา) บุตรท้าวศรีสุราชเป็นอุปฮาด ท้าวขัตติยะ (พก) บุตรพระคำรานเป็นราชวงศ์ ท้าวสุริยะ (จารย์โท) บุตรพระศรีสุวรรณ (คำแดง) เป็นราชบุตร (ไทยย้อ)

จ.ศ. ๑๑๙๘ (พ.ศ. ๒๓๗๙) พระคำแดงอุปฮาดและราชวงศ์ท้าวขัตติยะ ท้าวสุริยะเมืองคำม่วน พาครอบครัว ๙๓๓ คน มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระมหาอำมาตย์ (ป้อม) ให้ไปตั้งบ้านอยู่ที่ตำบลบึงกระดาน

พ.ศ. ๒๔๐๔ พระศรีสุวรรณ (จำปา) เจ้าเมืองแซงบาดาลถึงแก่กรรม ราชวงศ์ (พก) ได้เป็นพระศรีสุวรรณเจ้าเมือง ท้าวบุญบุตรพระศรีสุวรรณ (จำปา) เป็นอุปฮาด ท้าวขีบุตรพระศรีสุวรรณคำแดงเป็นราชวงศ์ ท้าวพรหมบุตรพระศรีเป็นราชบุตร

จ.ศ. ๑๒๔๔ (พ.ศ. ๒๔๒๕) พระศรีสุวรรณ (พก) ถึงแก่กรรม ราชวงศ์ (ขี) รักษาราชการแทน ๒ เดือนก็ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวจารย์โคตรบุตรอุปฮาด (พรหม) เป็นพระศรีสุวรรณเจ้าเมือง ให้ท้าวเชียงทุมเป็นอุปฮาด รักษาการเมืองแซงบาดาลต่อไป

จ.ศ. ๑๒๔๖ (พ.ศ. ๒๔๒๗) อุปฮาดทุมถึงแก่กรรม ท้าวหงส์ได้รับตำแหน่งเป็นอุปฮาดรักษาราชการต่อไป ถึงจ.ศ. ๑๒๕๐ (พ.ศ. ๒๔๓๑) ก็ถึงแก่กรรม


ตั้งเมืองเสนางคนิคม
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองตะโปน ท้าจันศรีสุราชเป็นหัวหน้า, ชาวเมืองจำพอน (ชุมพร) มีท้าวอุปฮาดเมืองจำพอน (ชุมพร) เป็นหัวหน้า ชาวเมืองผาบังมีท้าวฝ่ายเป็นหัวหน้า, ชาวเมืองคางทีท้าวมหาวงศ์เป็นหัวหน้าพาครอบครัว ๑๘๔๗ คน มาตั้งอยู่บ้านช่องนาง แขวงเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๓๘๘ ยกบ้านช่องนางขึ้นเป็นเมืองเสนางคนิคม ตั้งท้าวจันศรีสุราชเป็นที่พระสินธุสงครามเจ้าเมือง ท้าวฝ่ายเป็นอัคฮาด ท้าวมหาวงศ์เป็นอัควงศ์ (ตำนานเดิมของเมืองเสนาวคนิคมว่าชื่อเมืองเสนาง คำ “เส” เป็นภาษาพุไทยตรงกับ “เสีย” ความจริไม่ได้ตั้งเมืองที่บ้านช่องนาง คือไปตั้งที่บ้านปลาแดก)

พ.ศ. ๒๓๗๙ พระสินธุสงครามถึงแก่กรรม ท้าววรบุตรได้บัญชาการเมืองต่อไปในระหว่างไม่มีตัวเจ้าเมือง


ตั้งเมืองคำเขื่อนแก้ว
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองตะโปน พระสีหนาท, พระไชยเชษฐาเป็นหัวหน้า พาครอบครัวพี่น้องอพยพมาตั้งอยู่บ้านคำเมืองแก้ว แขวงเมืองเขมราฐ พ.ศ. ๒๓๘๘ ยกบ้านคำเมืองแก้วขึ้นเป็นเมืองคำเขื่อนแก้ว ตั้งพระสีหนาทเป็นที่พระรามนรินทร์เจ้าเมือง ขึ้นเมืองอุบลราชธานี (ความจริงไม่ได้ตั้งเมืองที่บ้านคำเมืองแก้ว แต่ไปตั้งที่บ้านลุมพุกเป็นเมืองคำเขื่อนแก้ว คืออำเภอคำเขื่อนแก้วปัจจุบัน)
พระรามนรินทร์ชราทุพพลภาพ ขอกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ และขอให้ท้าวพระศรีผู้บุตรเป็นผู้รักษาราชการแทนในพ.ศ. ๒๔๓๐

เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓ พระรามนรินทร์มีบอกยังข้าหลวงเมืองอุบล ขอลาออกจากหน้าที่ราชการด้วยเหตุชราภาพ และขอให้ท้าวจารย์จำปาผู้หลานเป็นผู้รักษาเมืองแทน พระภักดีณรงค์ (สิน) ข้าหลวงอนุญาตและได้มีบอกมายังกรุงเทพ ฯ

ตั้งเมืองกุสุมาลย์มณฑล
วังหมู่หนึ่งชาวข่ากะโซ่ มีเพี้ยเมืองสูงเป็นหัวหน้า อพยพครอบครัวมาตั้งอยู่บ้านกุสุมาลย์ พ.ศ. ๒๓๘๗ ยกบ้านกุสุมาลย์ขึ้นเป็นเมืองกุสุมาลย์มณฑล ตั้งเพี้ยเมืองสูงเป็นหลวงอรัญอาสาเจ้าเมือง ขึ้นเมืองสกลนคร

ตั้งเมืองวาริชภูมิ
วังหมู่หนึ่งชาวเมืองกะป๋อง (ราชบัณฑิตยสถาน) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านปลาเป้าเป็นเมืองวาริชภูมิ ขึ้นเมืองหนองหาร ในหนังสือฝั่งขวาแม่น้ำโขงกล่าวว่า “โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านปลาเป้าเป็นเมืองวาริชภูมิ พ.ศ. ๒๔๑๐” แล้วช่องหมายเหตุลงว่า “ตั้งในรัชกาลที่ ๕” ใครเป็นเจ้าเมือง, อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร ค้นหาหลักฐานไม่พบ ชาวเมืองนี้พุไทย

ตั้งเมืองอากาศอำนวย
วังหมู่หนึ่งเดิมจะอยู่เมืองอะไร อพยพมาจากไหนค้นหาหลักฐานไม่พบ แต่ได้ยกบ้านท่าม่วงขึ้นเป็นเมืองอากาศอำนวย เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ รุ่นเดียวกับเมืองกุดสิมนารายณ์ เมืองท่าขอนยาง เมืองแซงบาดาล ซึ่งยกขึ้นเป็นเมืองเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๘ เป็นต้น จึงเชื่อว่าชาวเมืองนี้ อพยพจากแขวงเมืองวังมาอยู่บ้านท่าม่วง เพราะพุไทย, ย้ย, โย้ย, กะเลิง, ข่า ที่มาอยู่ในประเทศไทยรุ่นเดียวกันนี้ มาจากแขวงเมืองวังแหล่งเดียวกันทั้งนั้น แล้วภายหลังจึงยกบ้านท่าม่วงขึ้นเป็นเมืองอากาศอำนวย ขึ้นเมืองสกลนคร ส่วนเจ้าเมือง, อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร ไม่ปรากฎ คือค้นหาหลักฐานไม่พบ ชาวเมืองนี้คือพุไทย


*************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

โดย PhutaiKaowong

 

กลับไปที่ www.oknation.net