วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โทษตัวเองบ้าง


            ฟุตบอล “ยูโร 2012” จบลงแล้วด้วยความสำเร็จของทีม “กระทิงดุ” สเปน ที่ใครต่อใครแอบหวังว่าอยากเห็นทีมชาติไทยเล่นสไตล์แบบนี้


            1 ในใครต่อใครที่ว่าคือตัวผมเองด้วย แต่นั้นเป็นความรู้สึกแค่เกมแรกที่ สเปน เสมอ อิตาลี ในนัดประเดิมสนาม 1-1 เท่านั้น


            เกมวันนั้น สเปน เล่นบอลสวยงามมาก ค่อยเคาะๆทำชิ่งต่อบอลหาช่องเข้าทำ เมื่อสบโอกาสจึงจ่ายบอลแบบ “คิลเลอร์ พาส” เข้าทำประตู


            สาบานว่า ณ วันนั้นผมนั่งดูด้วยความทึงในการต่อบอลที่เนียนตาของนักเตะ “แชมป์โลก” และแอบคิดว่าบอลไทยน่าจะใช้สไตล์นี้บ้าง


            นักฟุตบอลไทยรูปร่างเล็กไม่ต่างจาก สเปน ที่ไม่ได้มีนักเตะรูปร่างใหญ่โตอะไร แต่พวกเขามีความสามารถและทักษะที่ดีจนยึดตำแหน่ง “เบอร์ 1 ของโลก” ไปแล้ว


            ผมไม่ได้บอกว่าทีมชาติไทยจะเล่นได้เหมือน สเปน แต่บอกว่าทีมชาติไทยควรเล่นแบบนั้น ค่อยๆเคาะต่อบอลกันไม่ใช้ตะบี้ตะบันโยนใส่


            ถ้าทีมชาติไทยเน้นสไตล์เคาะต่อบอลเข้าทำแทนการโยนใส่แบบไม่ลืมลูกลืมตา ไม่แน่ “ซูซูกิคัพ 2012” อาจจะกระชากแชมป์กลับคืนมาได้


            ช่วง “ยูโร 2012” ผมนั่งดูแล้วคิดเปรียบเทียบกับฟุตบอลไทยอยู่บ่อยหน อยากให้คนไทยได้มีความสุขกับทีมชาติของตัวเองเหมือนพวกตะวันตกบ้าง


            แต่คิดไปคิดมาเริ่มทำใจ ทีมชาติไทยจะหาความสุขให้คนไทยได้อย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้ “โปรแกรมอุ่นเครื่อง” ยังไม่มีเลย


            ทั้งที่ปลายปีนี้ทีมชาติไทยมีคิวลงเตะรายการใหญ่แท้ๆ แต่กลับไม่มีแผนการเตรียทีมระยะยาว


            พอผิดหวังพลาดแชมป์มาก็ไปโทษว่าการเตรียมทีมไม่ดี เพราะเน้นความสำคัญกับลีก โปรแกรมลีกเน้นจนไม่มีที่ว่างให้ทีมชาติอีกเหมือนเดิม


            ดูจากรูปการณ์แล้วเพลียหัวใจ คงจะหวังยาก


            พอจบจาก “ยูโร 2012” ไฮไลท์ของกีฬาโลกจับจองไปที่ โอลิมปิก 2012 “ลอนดอนเกมส์” ที่กำลังจะเริ่มในอีก 2 สัปดาห์เศษข้างหน้า


            หลายชาติคึกคักที่จะได้ชมและเชียร์นักกีฬาชาติตัวเองลงเล่น เกมที่มีการชิงชัยเพียงแค่ 1 เหรียญทองอย่างฟุตบอลก็ได้รับความสนใจมากมาย


            เมือติดตามข่าวกีฬาเห็นความเคลื่อนไหวต่างๆแล้วอดคิดถึงฟุตบอลไทยไม่ได้อีกเช่นกัน


            ฟุตบอลไทยกับโอลิมปิกไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อดีตที่ผ่านมาฟุตบอลไทยไปโอลิมปิกมาแล้ว 2 สมัย


            ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1956 ในโอลิมปิกเกมส์ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และครั้งที่ 2 ในปี 1968 ในโอลิมปิกเกมสที่เม็กซิโกซิตี้


            นั้นคือ 2 ครั้งที่เป็นเกียรติภูมิของทีมฟุตบอลไทยในโอลิมปิกเกมส์ และผมยังหวังว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของนักเตะ “ช้างศึก”


            แต่สำหรับโอลิมปิกครั้งล่าสุดทีมชาติไทยตกม้าตายแบบน่าเขกกะโหลกตัวเองเมื่อส่งนักเตะผิดคุณสมบัติติดโทษแบนลงเล่น


            ทีมชาติไทยถูกปรับให้แพ้ ปาเลสไตน์ ในเกมแรก กระทั่งสุดท้ายร่วงตกรอบคัดเลือกไปแบบคนด่าทั้งประเทศ


            นั้นคือความผิดหวังของแฟนบอลไทยที่หาคำบรรยายแทบไม่ได้ แต่คนที่ควรจะรับผิดชอบกลับไม่ได้รู้อะไรนอกจากโยนความผิดให้คนอื่น


            ใครบางคนบอกว่ายื่นฟ้องต่อ “ศาลโลก” เพื่อให้พิจารณา เพราะมองว่าเป็นความผิดของ “เอเอฟซี” ที่ไม่แจ้งว่าใครติดโทษแบนบ้าง


            ประเด็นนี้มันจบไปนานแล้วแบบไม่มีอะไรในก่อไผ และไม่มีใครยืนยันได้ว่ามีการฟ้อง “ศาลโลก” ตามที่แก้ตัวหรือกล่าวอ้างหรือเปล่า


            แต่ที่หยิบยกเอามาพูดถึงอีกเพราะเป็นช่วงที่กระแสของ “โอลิมปิกเกมส์” กำลังถูกโหมอยู่พอดี


            ที่สำคัญคือพฤติกรรมแบบ “โทษคนอื่น” กำลังเกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลไทยอีกครั้ง


            หากใครได้ติดตามข่าวสารของทีมชาติไทยที่ไปพ่าย “เจ้าภาพ” ลาว ก่อนจะตกรอบคัดเลือก “ฟุตบอลอายุไม่เกิน 22 ปีชิงแชมป์เอเชีย” คงพอทราบข่าวนี้


            เกมนัดที่แพ้ ลาว ไม่มีปัญหาไม่มีอะไร และไม่มีใครหน้าไหนออกมายืดอกรับผิดชอบบอกกับคนไทยเลยว่าเกิดขึ้นอะไรขึ้น


            แต่นัดทีโดน จีน ตามตีเสมอ 1-1 มีประเด็นของผู้ตัดสินเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะท่านเปาดันแจกใบแดงให้นักเตะไทยแบบไม่ควรจะโดน


            พอสุดท้ายทีมชาติไทยตกรอบแบบได้แค่อันดับที่ 4 เป็นรอง ลาว ที่มี 7 แต้มเท่ากันเลยทำให้ใครบางคนโยนความผิดไปให้ผู้ตัดสินในเกมเสมอ จีน


            ตามข่าวระบุว่า สมาคมฟุตบอลไทย จะยื่นเรื่องถึง “เอเอฟซี” ให้พิจารณาการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินชาวเกาหลีใต้ที่เป่าเกมนั้น


            เรื่องของการเรียกร้องความถูกต้องอาจจะเป็นอีกเรื่องนึ่ง แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าทีมชาติไทยตกรอบเพราะลมเป่าของเชิ้ตดำ


            อย่าเบี่ยงประเด็นไปโยนความผิดหรือโทษคนอื่นว่าทำให้ทีมชาติไทยตกรอบ แต่ควรตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูตัวเองว่าทำทีมได้ดีพอต่อการเข้ารอบแล้ว

หรือยัง


            ถึงตรงนี้ยังไม่มีใครหน้าในออกมาพูดว่าทีมชาติไทยไปแพ้ทีมที่มาตรฐานต่ำกว่าอย่าง ลาว ได้อย่างไร


            ความล้มเหลวจากการตกรอบคัดเลือกที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไรยังไม่เห็นมีใครออกมาพูดถึง รวมถึงไม่มีการบอกกล่าวว่าจะแก้ไขอะไรในอนาคตภายภาคหน้า


            ดีแต่ไปโทษคนอื่น แต่ไม่โทษตัวเองว่ามีระบบการบริหารจัดการดีพอหรือยัง โครงสารพัฒนาระบบเยาวชนเป็นอย่างไร


            การเตรียมทีมดีพอหรือไม่ หรือเลือกโค้ชที่มีฝีมือหรือมีความรู้ดีพอสำหรับทำทีมเยาวชนหรือเปล่าไม่ได้กล่าวถึงเลย


            ตำแหน่ง “ประธานพัฒนาเทคนิค” ที่ควรจะเป็นคนสำคัญในการกำหนดทิศทางต่างๆก็ไมมี แต่ไม่คิดจะทำให้มี


            สรุปคือพฤติกรรมของผู้บริหารฟุตบอลไทยยังคงเน้นการโทษคนอื่นเหมือนเดิม ตกลงเพราะส่งนักเตะผิดคุณสมบัติลงเล่นก็โทษคนอื่นว่าไม่บอก


            ทำบอลไปแพ้ลาวไม่ชนะจีนก็โทษกรรมการว่าเป่าไม่ดีเลยไม่ได้เข้ารอบสุดท้าย


            ทีมชาติไทยไม่มีเกมอุ่นเครื่องเตรียมทีมก็โทษโปรแกรมลีกในประเทศว่าแน่นจนหาคิวลงไม่ได้ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนกำหนดโปรแกรมเตะเองแท้ๆ


            โทษแต่คนอื่นไม่เคยโทษตัวเองแล้วแก้ไขใหม่ เป็นเสียอย่างนี้จึงไม่แปลกที่ฟุตบอลไทยจะมีแต่คำว่า....สาละวันเตี้ยลงๆ


*** "บับเบิ้ล...บ้าบอล" คมชัดลึก สปอร์ วาไรตี้ *** 

โดย บับเบิ้ล

 

กลับไปที่ www.oknation.net