วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่ออาเซียนปริ, ก็ถึงคราวไทยต้องเล่นบท ‘มือประสานสิบทิศ’


ถ้าใครคิดว่าประเทศไทย เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้,

เป็นเรื่องระหว่างจีน กับสมาชิกอาเซียนบางประเทศเช่น ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซีย และบรูไน เท่านั้น, เห็นจะเป็นการประเมินผิดพลาดแน่นอน

เพราะไทยเราแม้จะไม่ใช่ “คู่กรณี” ในเรื่องนี้ แต่ตั้งแต่เดือนนี้ไปสามปี, เรามีบทบาทเป็น “Coordinator” หรือ “ผู้ประสานงาน” ของอาเซียนกับจีน ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดมีความสำคัญขึ้นมาอย่างกะทันหันเพราะสถานการณ์ล่าสุด

เหตุที่น่ากังวลเกิดขึ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทั้งสิบประเทศไม่สามารถตกลงที่จะออกแถลงการณ์ร่วมกันได้

เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกใน 45 ปีของอาเซียน ซึ่งไม่เคยให้ความไม่ลงรอยในเรื่องไหนออกมาในที่สาธารณะได้ชัดเจนอย่างนี้

ถือเป็นการก้าวถอยหลังของอาเซียนที่ค่อนข้างจะหนักหน่วง เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าการพิพาทกับจีนของสมาชิกอาเซียนบางประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดรอยแตกแยกอย่างปฏิเสธไม่ได้

เท่ากับอาเซียนยอมให้มหาอำนาจ (ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐ) เข้ามามีอิทธิพลถึงขั้นที่ต้อง “ตกลงที่จะไม่ตกลงกันอย่างเปิดเผย”

หลายชาติชี้นิ้วไปที่กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพและประธานหมุนเวียนว่ายอมถูกจีนกดดันให้ไม่ระบุประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้จนทำให้ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้

เมื่อออกแถลงการณ์ร่วมไม่ได้ ประเด็นร่วมมืออื่นๆ ที่ปกติจะถูกระบุในแถลงการณ์ร่วมนี้ก็พลอยระงับไปด้วย ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเดินหน้าของอาเซียนที่พยายามจะดิ้นออกจากภาพลักษณ์ของการเป็น “เสือกระดาษ” มาช้านาน

การทูตอาเซียนสมัยก่อนนั้นสามารถจะหาทางออกจากความไม่ลงรอยในบางประเด็นเสมอ ด้วยการตัดสินใจไม่เผชิญหน้า และหากเรื่องไหนละเอียดเกินไปสำหรับบางสมาชิก, ประเทศที่เหลือก็จะหลบหลีกให้ และไม่นำเข้าสู่วาระการประชุมเป็นทางการ ถือเป็นการ “พูดคุยกันนอกรอบ” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้าวฉานในมวลหมู่มหามิตร

แต่ครั้งนี้เกือบจะเรียกว่า “แตกหัก” กันกลายๆ ทีเดียว

เมื่อประเทศไทยรับบทเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีน, จึงมีภาระหนักในการที่จะดำรงตนเป็น “ท้าวมาลีวราช” ในภาวะที่มีความตึงเครียดในความสัมพันธ์ในภูมิภาคนี้ไม่น้อยเลย

ไทยไม่เพียงแต่จะต้องประสานระหว่างอาเซียนกับจีนในกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เท่านั้น หากแต่ยังจะต้องประสานรอยร้าวในมวลหมู่สมาชิกทั้งหลายเสียก่อนแล้วจึงจะประสานต่อไปที่ประเทศจีนได้

เพราะระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนแต่ละประเทศไม่ได้มีเสมอกันหมด เหตุเพราะความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้ทำให้จีนแยกความสัมพันธ์เป็นสองชั้น...ที่มีปัญหาในทะเลจีนใต้กับที่ไม่มีความขัดแย้งเรื่องดินแดนในทะเล

ความจริง “การทูตไทย” เคยมีชื่อในด้านของการสามารถ “ประสานสิบทิศ” เพื่อให้เพื่อนพ้องที่มีปัญหากันสามารถไกล่เกลี่ยพูดจากัน ในอดีตเราช่วยให้มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาแล้ว สามารถพบปะเจรจากันได้ในบรรยากาศที่ไทยเราช่วยเป็น “คนกลาง” ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนติดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

อีกทั้งไทยก็จะต้องแสดงให้ประจักษ์ต่อเพื่อนร่วมอาเซียนและมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐ ว่าเรามีความเป็นอิสระและมีวุฒิภาวะในเวทีระหว่างประเทศเพียงพอที่จะทำหน้าที่ “ประสานสิบทิศ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือความท้าทายของประเทศไทยในยามที่สุขภาพการเมืองภายในของเราอ่อนเปลี้ยเพลียแรง และความสามารถด้านการทูตก็พลอยถูกกระทบไปด้วยอย่างน่าเสียดายยิ่ง

แต่ไม่ว่าเราจะมีปัญหาในบ้านอย่างไร เมื่อมีภารกิจอันสำคัญในภูมิภาคเช่นนี้ เราก็จะต้องก้มหน้าก้มตาทำให้ได้

นี่คือการพิสูจน์ความเก่งกาจหรืออ่อนแอของไทยเราอีกวาระหนึ่งแล้ว


โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net