วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลูกหลานผู้นำจัดแถวขึ้นกุมอำนาจในลาว


                        

ที่ประชุมสภาแห่งชาติลาวภายใต้การเป็นประธานของ ปานี ยาทอตู้ มีมติเลือกตั้ง เวียงทอง สีพันดอน เป็นประธานองค์การกวดสอบแห่งรัฐคนใหม่แทน บัวสี ลอวันไซ ในระหว่างการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ซึ่งถ้าหากไม่คิดอะไรมากมายต่อกรณีดังกล่าว ก็ย่อมจะเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหน่งต่างๆอยู่แล้วเมื่อครบกำหนดวาระของการอยู่ในตำแหน่ง โดยสำหรับกรณีนี้ก็คือ บัวสี ลอวันไซ นั้นได้อยู่ในตำแหน่งนี้มาครบ 5 ปีแล้วนั่นเอง


แต่ที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสำหรับกรณีนี้ก็คือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่ในครั้งล่าสุดนี้มิ ใช่บุคคลธรรมดา หากแต่เป็นถึงบุตรสาวของ คำไต สีพันดอน อดีตประธานประเทศลาวและประธานพรรคประชาชนปฏิวัติลาวที่ลงจากตำแหน่งไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว (หลังจากที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดในพรรคยาวนานถึง 14 ปีติดต่อกัน)


แน่นอนว่า เวียงทอง ก็มิใช่คนหน้าใหม่ในการเมืองของลาวแต่อย่างใด เพราะก่อนที่ผู้เป็นบิดาจะวาง มือจากอำนาจสูงสุดในลาวนั้น เวียงทอง ก็ได้รับการผลักดันให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเงินอยู่แล้ว แต่ว่าการได้รับตำแหน่งใหม่ในฐานะประธานองค์การกวดสอบแห่งรัฐในครั้งล่าสุดนี้ก็ถูกมองว่าเป็นการก้าวกระโดดในทางการเมืองเกินไป ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาแห่งชาติลาวเพียง 106 เสียงจากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 132 คน (ทั้งๆที่ธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นจริงของสภาแห่งชาติลาวนั้นจะลงมติด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์มาโดยตลอด)


ยิ่งเมื่อประกอบกับการประชุมสภาแห่งชาติลาวในครั้งนี้ก็ดำเนินไปในท่ามกลางกระแสข่าวที่ร่ำลือกันออกมาอย่างหนาหูว่า คำเผย ปานมาลัยทอง สมาชิกสภาแห่งชาติลาวจากเขตนครเวียงจันทน์ ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งกรรมการศูนย์กลางพรรค และประธานสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมแห่งชาติลาวโดยยังคงเหลือเพียงตำแหน่งสมาชิกสภาแห่งชาติลาวเท่านั้นด้วยแล้ว ก็ยิ่งก่อให้เกิดมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งลูกหลานของผู้นำลาวอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ


โดยถึงแม้ว่าจะยังคงไม่มีแถลงการณ์หรือการแสดงท่าทีอย่างใดๆจากศูนย์กลางพรรคเกี่ยวกับกระแสข่าวดังกล่าวนี้ก็ตาม แต่สำหรับสังคมภายในลาวแล้วต่างก็เชื่อว่ากระแสข่าวที่ว่านี้ได้เกิดขึ้นจริงและก็เชื่อด้วยว่าสาเหตุที่ต้องปลด คำเผย ออกจากทุกตำแหน่งในพรรคนั้นก็เพราะ คำเผย ผู้ซึ่งเป็นปัญญาชนด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองจากอดีตสหภาพโซเวียตนั้นได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมสภาแห่งชาติลาวครั้งก่อน (ธันวาคม 2011) ไปในทำนองของการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความผิดพลาดของพรรคในการพัฒนาทางด้านการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีใจความสำคัญในตอนหนึ่งว่า


“เฮาเฮ็ดการศึกษาให้คนเห็นค่านิยมที่บ่ถูกต้อง คั่นว่าบ่เอาจงรักภักดีต่อผู้นั่นผู้นี้ หรือว่าจงรักภักดีต่อลัทธินั่นลัทธินี้ก็แม่นว่าการเมืองหนักแน่น แต่ว่าลัทธิอันนั้นมันแม่นอีสังแท้ ตัวอย่างก็แม่นลัทธิมาร์กซ์ เลนิน ก็แม่นแนวคิดของท่านมาร์กซ์ ท่านเลนิน เพิ่นสร้างสังคมนิยมอยู่ยุโรปพุ้นในศตวรรษที่ 19 อยู่รัสเซียในศตวรรษที่ 20 แต่เฮาสร้างสังคมนิยมอยู่ลาว อยู่บ้านเฮา คนลาว สังคมลาว เป็นหยังจะต้องเอาแนวทางการเมืองของผู้อื่นหั่นมาเป็นพื้นฐานให้กับแนวทางการเมืองของพวกเฮา”


อย่างไรก็ตาม คำเผย ก็ยังคงเข้าร่วมในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 3 ของสภาแห่งชาติลาวในครั้งล่า สุดนี้ตามปกติ แต่ที่แตกต่างไปจากการประชุมครั้งก่อนก็คือการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาแห่งชาติที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจากชาวนครเวียงจันทน์ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วนั้นก็คือโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมสภาแห่งชาติในครั้งนี้


ส่วนที่พอจะถือได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นในนามของพรรคที่ประชาชนลาวมีโอกาสได้รับรู้จากสื่อทั้งหลายที่ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นกระบอกเสียงของพรรคและรัฐบาลลาวทั้งสิ้นนั้น ก็คือในช่วงปลายเดือนมีนาคมปีนี้ที่ คำเผย ได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของศูนย์กลางพรรคของลาวในการเดินทางไปเยือนจีนตามการเชิญของศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากนั้นเป็น ต้นมาก็ถูกแทนที่ด้วยกระแสข่าวการปลด คำเผย ออกจากตำแหน่งภายในพรรคเรื่อยมาจนถึงเวลานี้


ถึงกระนั้น เวียงทอง ก็หาใช่ลูกหลานผู้นำคนแรกที่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมเช่นนี้แต่อย่างใดไม่ หากแต่ได้มีการประกาศแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับรัฐมนตรีช่วยของกระทรวงต่างๆ มาแล้วก่อนหน้านี้ ที่ถือเป็นการตอกย้ำถึงการส่งต่ออำนาจในทางการเมืองจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกหลานของบรรดาผู้นำคนสำคัญของพรรคในลาวทั้งที่เสียชีวิตไปแล้วและที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างชัดเจน และยังถือเป็นความพยายามที่จะรับประกันว่าสังคมนิยม(ทุน)ภายใต้การผูกขาดอำนาจโดยพรรคเดียวนั้นยังจะมีความมั่นคงสืบต่อไปอย่างวัฒนาถาวรอีกด้วย

กล่าวก็คือในการแต่งตั้งครั้งนั้น ได้ปรากฏรายชื่อลูกหลานของผู้นำคนสำคัญของพรรคฯหลายคนที่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี เช่น สันติพาบ พมวิหาน (บุตรชายของ ไกสอน พมวิหาน อดีตผู้นำสูงสุด) ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการเงิน เพื่อเปิดทางให้ อัดสะพังทอง สีพันดอน (ทายาทของ คำไต) ที่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งหัวหน้ากรมภาษีอย่างเต็มตัว ในขณะที่ สุบพะไซ สุพานุวง (ทายาทของเจ้าสุพานุวง ประธานประเทศลาวคนแรก) ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ และ อินลาวัน แก้วบุนพัน (ทายาทของ สีสะหวาด แก้วบุนพัน อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น


อันที่จริงการแต่งตั้งเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่คาดหมายได้อยู่แล้วในทางการเมืองของลาว เนื่องจากไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งจะเห็นได้จากที่ประชุมสมัยสามัญครั้งปฐมฤกษ์ของสภาแห่งชาติลาวชุดที่ 7 (ผ่านการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2011) ได้มีมติด้วยเสียงข้างมากเพื่อแต่งตั้งให้ จูมมะลี ไซยะสอน เป็นประธานประเทศลาวต่ออีกสมัยหนึ่งตามคาดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2011


จูมมะลี นับเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของลาวที่ได้ควบทั้งสองตำแหน่งดังกล่าวนี้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่นก็หมายถึงโอกาสที่จะยังคงอยู่ในอำนาจสูงสุดนี้ต่อไปได้อีกนาน (ถ้าหากไม่เป็นอะไรไปก่อน) เพราะการที่ได้ครองอำนาจสูงสุดทั้งของพรรคฯและรัฐเช่นนี้ ยังหมายถึงโอกาสที่จะเสริมสร้างฐานอำนาจในทาง การเมืองของตนให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งๆขึ้นไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน


อย่างเมื่อปลายปี 2010 นั้น จูมมะลี ก็ได้ปรับเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจาก บัวสอน บุบผาวัน มาเป็น ทองสิง ทำมะวง (ประธานสภาแห่งชาติลาวในเวลานั้น) โดยให้เหตุผลว่า บัวสอน นั้นมีปัญหาเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว แต่ถ้าหากมองในแง่ของอำนาจทางการเมืองแล้วก็คือการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนั้นมีนัยที่แสดงถึงการใช้อำนาจสูงสุดอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกของ จูมมะลี เพราะจริงๆแล้วผู้ที่เสนอแต่งตั้งให้ บัวสอน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นก็คืออดีตผู้นำสูงสุดคนเก่าอย่าง คำไต นั่นเอง


นอกจากนี้ ก็ยังมีบุคลากรรุ่นใหม่ของพรรคฯที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ (เช่นอดีตสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก) อีกหลายๆคนก็ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมด้วยเช่นกัน เช่น บุนปอน บุดตะนะวง ที่ก้าวจากตำแหน่งเจ้าแขวงอุดมไซขึ้นมาเป็นกรรมการกรมการเมือง และคณะเลขาธิการพรรคฯ ส่วน พันคำ วิพาวัน ก็ไม่เพียงจะได้เป็นกรรมการกรมการเมืองพรรคฯเท่านั้น แต่ก็ยังได้ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาอีกด้วย

ทางด้าน บ่อแสงคำ วงดาลา นั้นได้เข้าสู่กรรมการบริหารงานศูนย์กลางพรรคฯ (Central Committee) และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแถลงข่าว-วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว ในขณะที่พี่น้องร่วมสายโลหิตอย่าง บ่อเวียงคำ วงดาลา ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่คนแรกเช่นเดียวกันกับ เหียม พมมะจัน (อดีตเอกอัครรัฐทูตลาวประจำประเทศไทย) ก็ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงไปรษณีย์-โทรคมนาคมและสื่อสาร ส่วน จันสี โพสีคำ ที่เคยถูก คำไตโยกจากรัฐมนตรีกระทรวงการเงินนั้นก็ได้กลับมาอยู่ในคณะเลขาธิการพรรคฯ


ส่วนผู้ที่เป็นลูกหลานของบรรดาอดีตผู้นำทั้งหลายของพรรคฯนั้น ก็ยังคงได้รับตำแหน่งสำคัญๆในทาง การเมืองต่อไป เช่น ไซสมพอน พมวิหาน (บุตรชายคนโตของ ไกสอน) ก็ยังคงเป็นกรรมการบริหารงานศูนย์กลางพรรคฯและรองประธานสภาแห่งชาติลาว ในขณะที่ พลตรี สันยาฮัก พมวิหาน (บุตรชายอีกคนของ ไกสอน) ก็เป็นทั้งกรรมการบริหารงานศูนย์กลางพรรคและหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพ ประชาชนลาว (เสนาธิการสูงสุดของกองทัพที่อายุน้อยที่สุด) ทั้งยังได้รับการส่งเสริมให้ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงป้องกันประเทศเพื่อรอเวลาที่จะเป็นเจ้ากระทรวงอย่างเต็มตัวอีกด้วย


ทางด้าน ดวงสะหวัด สุพานุวง (บุตรชายอีกคนของ เจ้าสุพานุวง) นั้น ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นาม วิยะเกด (บุตรชายของ สะหมาน วิยะเกด อดีตประธานสภาแห่งชาติ) ก็ยังครองตำแหน่งรัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้าต่ออีกหนึ่งสมัย ส่วน สอนไซ สีพันดอน (บุตรชายของ คำไต) ก็ไม่เพียงจะได้ครองตำแหน่งเจ้าแขวงจำปาสักต่อไปอีกสมัยหนึ่งเท่านั้น หากยังได้ควบตำแหน่งเลขาพรรคฯแขวงจำปาสักอีกด้วย ในขณะที่ เอกสะหว่าง วงวิจิด (หลานของ พูมี วงวิจิด อดีตรักษาการประธานประเทศ) ก็ได้ก้าวสู่รัฐมนตรีสาธารณสุขอย่างเต็มตัว เป็นต้น


ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่พรรคฯ ได้ประกาศเป้าหมายต่อประชาชนลาวทั้งประเทศว่าจะนำพาประเทศเพื่อทำให้ประชาชนลาวหลุดพ้นจากความยากจนให้ได้ภายในปี 2015 และพัฒนาประเทศชาติให้พ้นจากสภาพด้อยพัฒนาให้ได้ภายในปี 2020 ด้วยแล้ว จึงทำให้พรรคฯจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและรู้เท่าทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากว่าพรรคและรัฐสามารถที่จะทำได้จริงตามเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้ดังกล่าว ก็ย่อมจะหมายถึงการคงอยู่ของพรรคและการสืบทอดอำนาจดังกล่าวต่อไปได้อย่างวัฒนาถาวรด้วยนั่นเอง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net