วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สหรัฐฯกะกินรวบแก๊ส-น้ำมันพม่า-อ่าวไทย-สแปรตลี่


    

การทัวร์เอเชียตะวันออกในครั้งล่าสุดนี้ของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของสหรัฐ อเมริกานั้นนับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เนื่องจากไม่เพียงจะมีเป้าหมายเพื่อเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยความมั่นคงหรือ ASEAN Regional Forum (ARF) ครั้งที่ 19 ที่กรุงพนมเปญเท่านั้น หากแต่ในช่วงก่อนหน้าการประชุมดังกล่าวคณะของนางฮิลลารี คลินตัน ยังได้พ่วงเอาบรรดานักธุรกิจสหรัฐฯทั้งหลายในนามของ US-ASEAN Business Council ให้ร่วมเดินทางไปเยือนเวียดนาม ลาวและกัมพูชาอีกด้วย


กล่าวสำหรับการเดินทางไปเยือนเวียดนามนั้น นางฮิลลารี คลินตัน ได้กล่าวย้ำอย่างชัดเจนในระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับ ฟาม บิ่ง มิ่ง รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของเวียดนามว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งล่าสุดนี้ ก็คือการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯกับเวียดนามให้ใกล้ชิดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน นางฮิลลารี คลินตัน ก็ไม่วายที่จะเน้นย้ำถึงจุดยืนที่จะให้การสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามในการแก้ไขปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับการอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะสแปรตลี่และพาราเซลร่วมกับจีนอย่างสันติ


ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะทางการสหรัฐฯนั้นเห็นว่าการเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นในเวลานี้มีแต่จะนำไปสู่การปะทะและกระทบกระทั่งกันทั้งในภาคประชาชนและกำลังทหารของแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งกัน โดยนอกจากจีนกับเวียดนามแล้ว ก็ยังมีฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และไต้หวันรวมอยู่ด้วย ฉะนั้น ถ้าหากสถานการณ์ยังคงเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสได้เข้าไปขุดค้นเอาทรัพยากรทั้งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพื้นที่พิพาทดังกล่าวขึ้นมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ในระยะอันใกล้นี้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วบรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐฯอย่าง Crestone Energy กับ Conoco Phillips นั้นต่างก็ได้ใช้สิทธิ์ของคู่พิพาทอย่างจีนและเวียดนามในการเข้าไปสำรวจหาแหล่งน้ำมันและแก๊สฯในพื้นที่ขัดแย้งนับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมาแล้ว


ทั้งนี้โดยผลจากการสำรวจเบื้องต้นก็พบว่าในอาณาบริเวณพิพาทที่กว้างกว่า 25,000 ตารางกิโลเมตรที่ได้ทำการสำรวจแล้วนั้นมีปริมาณสำรองของทั้งน้ำมันและแก๊สฯอยู่รวมกันมากกว่า 17,700 ล้านตัน หรือมากกว่าปริมาณสำรองของทั้งน้ำมันและแก๊สฯที่ประเทศคูเวตมีอยู่ทั้งหมดในเวลานี้ เพราะฉะนั้น จึงนับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่นางฮิลลารี คลินตัน ได้เสนอให้ทุกฝ่ายยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญนั้นนับเป็น การแสดงจุดยืนของสหรัฐฯที่มีต่อปัญหาขัดแย้งในหมู่เกาะสแปรตลี่และพาราเซลได้อย่างชัดเจน


ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับกรณีของความขัดแย้งในเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินมานับตั้งแต่ปี 1973 แต่ถึงกระนั้น บรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐฯอย่าง Chevron ก็ไม่เคยหนีไปจากแหล่งสำรวจน้ำมันและแก๊สฯที่เขตทับซ้อนที่ว่านี้เลย


ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้แสดงการเชื่อมั่นว่าน้ำมันและแก๊สฯในกัมพูชา และในเขตทับซ้อนทางทะเลกับไทยด้วยนั้นมีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรลและมีปริมาณแก๊สฯสำรองอีกมากกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 5 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้ IMF ได้ประมาณการว่าหากได้มีการขุดค้นน้ำมันและแก๊สฯขึ้นมาใช้ประโยชน์ ก็จะทำให้รัฐบาลของ ฮุน เซน มีรายได้มากกว่า 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีแรกของการขุดค้นและจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อได้ดำเนินการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแล้วเสร็จนั้น ก็ยิ่งทำให้ ฮุน เซน ต้องเร่งผลักดันแผนการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุนของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานทั้งหลายในระยะที่ผ่านมานั้น ก็คือความขัดแย้งระหว่างทางการไทยกับทางการกัมพูชาที่ว่าด้วยพื้นที่พิพาทในเขตปราสาทพระวิหารและการที่ทางการของทั้งสองฝ่ายยังคงไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการแบ่งปันผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สฯในเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัน ซึ่งกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างกว่า 27,000 ตารางกิโลเมตรในเขตอ่าวไทยนั้น


โดยถึงแม้ว่าทางการไทยและกัมพูชา (ทักษิณ กับ ฮุน เซน) จะเคยตกลงในหลักการร่วมกันมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2006 โดยตกลงแบ่งเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน โดยส่วนที่อยู่ตรงกึ่งกลางก็ให้แบ่งผลประโยชน์กันในสัดส่วน 50 ต่อ 50 ก็ตาม แต่ส่วนที่ยังตกลงกันไม่ได้ ก็คือเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของไทยและเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของกัมพูชา เนื่องจากฝ่ายไทยนั้นเสนอให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 60 ต่อ 40 คือใกล้ชายฝั่งของฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็จะได้ส่วนแบ่งมากกว่าแต่ฝ่ายกัมพูชากลับต้องการให้แบ่งผลประโยชน์เป็น 90 ต่อ 10 เพราะ ฮุน เซน เชื่อว่าเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งของกัมพูชานั้นมีปริมาณน้ำมันและแก๊สฯมากกว่าในเขตทับซ้อนที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยนั่นเอง


ครั้นเมื่อ ฮุน เซน ก็ได้มองไปถึงผลประโยชน์ก้อนโตที่จะได้จากน้ำมันและแก๊สฯ (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี) แล้วนั้น ทั้งยังหวังว่าผลประโยชน์ที่ว่านี้ จะทำให้มีชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติในกลางปี 2013 ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ ฮุน เซน นั้นยิ่งจะต้องเร่งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับไทยให้บังเกิดผลให้เร็วที่สุดโดย ฮุน เซน ยอมปรับเปลี่ยนผลประโยชน์ในส่วน 90 ต่อ 10 นั้นมาเป็นสัดส่วนที่ ฮุน เซน เชื่อว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะยอมรับได้ก็คือ 80 ต่อ 20 และส่วนที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างกันนั้นก็ให้คงไว้ที่ 50 ต่อ 50 เช่นเดิม


ยิ่งไปกว่านั้น ฮุน เซน ก็ยังได้เชื้อเชิญให้ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีนคือ China National Offshore Oil Corp (CNOOC) นั้นให้เข้ามามีเอี่ยวในการสำรวจหาแหล่งน้ำมันและแก๊สฯในอ่าวไทยด้วย จึงถือเป็นสิ่งที่กดดันต่อกลุ่ม Chevron เป็นอย่างมากจนถึงขนาดที่ต้องผลักดันให้มีการประชุมร่วมระหว่างนักธุรกิจอเมริกันกับอาเซียนในนามของ US-ASEAN Business Council ที่กรุงพนมเปญในครั้งนี้


ส่วนผลประโยชน์ด้านพลังงานในพม่านั้น ถึงแม้ว่าการคว่ำบาตรต่อพม่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องสูญเสียโอกาสไปมากก็ตาม แต่ทางการสหรัฐฯ ก็หาได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด โดยล่าสุดก็มีรายงานว่าวุฒิสมาชิกในสังกัดพรรค Democrat นั้นต่างกำลังเดินหน้ากันอย่างเต็มกำลังในอันที่จะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตให้บริษัทเอกชนของอเมริกันเข้าไปลงทุนด้านพลังงานในพม่าได้อย่างเสรีในเร็ววัน


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่ารัฐบาลพม่านั้นมีกำหนดการที่จะจัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยธุรกิจด้านพลังงานในพม่าครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการในต้นเดือนกันยายนปีนี้ที่กรุงย่างกุ้ง หลังจากที่การจัดครั้งแรกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นได้ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ เมื่อปรากฏว่ามีคณะนักธุรกิจมากกว่า 300 คนจาก 35 ประเทศได้เข้าร่วมงานดังกล่าว ซึ่งก็ติดตามมาด้วยการที่รัฐบาลพม่าได้อนุมัติให้สัมปทานในการสำรวจหาแหล่งน้ำมันและแก๊สฯทั้งบนบกและในทะเลแก่บริษัทต่างชาติ 18 รายถึง 44 แห่งพร้อมกัน ทั้งนี้โดยไม่มีบริษัทอเมริกันร่วมด้วยแต่อย่างใด เนื่องจากติดปัญหาที่ข้อกฎหมายนั่นเอง


กล่าวสำหรับการลงทุนในภาคพลังงาน น้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพม่าจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ปรากฏว่ามีมูลค่ารวมกันมากถึง 32,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเพื่อการสำรวจขุดค้น หาน้ำมันและแก๊สธรรมชาตินั้นถือเป็นภาคการลงทุนที่มีแนวโน้มจะแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากรายงานของวิสาหกิจน้ำมันและแก๊ส (MOGE) ของรัฐบาลพม่า ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าได้อนุมัติสัมปทานในการสำรวจขุดค้นหาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติทั้งบนบกและในเขตน่านน้ำทางทะเลของพม่าให้กับบริษัทต่างชาติไปแล้วมากกว่า 100 พื้นที่


แน่นอนว่าผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดนั้น ก็คงจะไม่มีใครเกินบรรษัทข้ามชาติของจีนอย่าง China National Petroleum Corporation (CNPC) และ China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ไปได้ แต่การที่รัฐบาลพม่าเชื่อว่าในเขตอธิปไตยของพม่าทั้งบนบกและในทะเลนั้น ยังคงมีทรัพยากรน้ำมันและแก๊สฯมากกว่าที่สำรวจพบในเวลานี้นับร้อยเท่า จึงทำให้รัฐบาลพม่าต้องการที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้ได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลประโยชน์จากการส่งออกน้ำมันและแก๊สฯให้ได้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2020 หรือมากกว่ารายได้ในปัจจุบันนี้ถึง 10 เท่านั้น จึงทำ ให้สหรัฐฯไม่ยอมพลาดโอกาสในครั้งนี้อย่างแน่นอน


แน่นอนว่าการที่มียักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐฯและจีน ต่างก็ได้เข้ามามีเอี่ยวด้วยเช่นนี้ย่อมหมายถึงเกมการแย่งชิงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามิใช่เรื่องผลประโยชน์ระหว่าง ฮุน เซน กับ ทักษิณ ชินวัตร หรือผลประโยชน์ของตัน ฉ่วย แห่งพม่า หรือบรรดาผู้นำในเวียดนามเหมือนในอดีตอีกต่อไป ซึ่งความสำคัญในข้อนี้ก็ย่อมที่จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยภายใต้ น..ยิ่งลักษณ์ (น้องสาวสุดที่รักของทักษิณ) นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้และเข้าใจถึงความจริงในข้อนี้ด้วยเช่นกัน!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net