วันที่ พุธ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

LONDON2012:กว่าจะถึงวันนี้..ที่จะ Inspire a Generation


London 2012 ไม่ใช่ Summer Olympics การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งแรกของกรุงลอนดอน

*

1908 Summer Olympics เป็นการมาเยือนของโอลิมปิกครั้งแรกที่เกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญ เมื่อ Mount Vesuvius ภูเขาไฟหนึ่งเดียวในภาคพื้นยุโรปที่เกิดประทุระเบิดขึ้นในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา รัฐบาลอิตาเลี่ยนจำต้องย้ายงบประมาณเอาไปบรรเทาความเดือดร้อนและยกเลิกการเป็นเจ้าภาพ ลอนดอนต้องเข้ามารับช่วงแทน

ครั้งที่ 2 ลอนดอนถูกเลือกเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1944 แต่เมื่อโลกยังติดพันอยู่ในสงคราม จึงเลื่อนมาเป็น 1948 Summer Olympics 

มาถึง 2012 Summer Olympic Games มหานครลอนดอนจึงเป็นเมืองแรกของโลก ที่เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกถึง 3 ครั้ง เกิดเป็น LONDON 2012 ในวันที่ 27 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

*

สามครั้งของการเป็นเจ้าภาพ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งร้อยปีเศษ มีการเปลี่ยนแปลงเรียงรอบด้านของการแข่งขันอย่างน่าฉงน

ปี 1908 ผู้เข้าแข่งขัน 2,035 คนจาก 22 ประเทศ มีนักกีฬาหญิงอยู่เพียง 36 คน

เมื่อถึง London 2012 ผู้หญิงที่เข้าร่วมมีถึงเกือบครึ่งจากจำนวนทั้งหมด 10,490 ชีวิต ที่เป็นตัวแทนของกว่า 200 ประเทศ เพิ่มประเภทของกีฬาที่แข่งขัน จาก 22 เป็นถึง 26 โดยมี Women’s Boxing เป็นประเภทล่าสุด

*

จากเจ้าภาพครั้งแรกที่เป็นเพียงความบังเอิญ สู่ครั้งที่สองที่สงครามเพิ่งผ่านพ้น LONDON 2012 จึงดูเป็นเวลาเหมาะ ด้วยความพร้อมที่มีมากขึ้น

*

หากจะเปรียบเทียบว่าในภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศยังจน บริเทนยังต้องให้ประชาชนปันส่วนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค กรุงลอนดอนในเวลานั้นมีงบประมาณจัดงานหกแสนปอนด์ หรือ 18.5 ล้านปอนด์ตามค่าเงินปัจจุบัน ขณะที่ LONDON 2012 แม้จะใช้เงินไป 9.3 พันล้านปอนด์ ก็ยังต่ำกว่างบที่ตั้งไว้เกือบห้าร้อยล้านปอนด์

*

เงินจำนวนไม่น้อยใช้ไปกับสิ่งก่อสร้างเต็มสะพรั่งบริเวณ  East End of London ที่ถูกทิ้งเรื้อไกลความเจริญมากว่า 30 ปี เกิดเป็นอาคารที่ภายหลังจะเป็นที่พักอาศัยทดแทนความขาดแคลนที่เป็นอยู่ และการขยายการขนส่งสาธารณะให้คนอีสเอนเดอร์ส สะดวกสบายขึ้น

กลายเป็นแผนการใช้เงินที่เสนอได้เข้าตา International Olympic Committee จนถึงกับตัดจำนวนเมืองที่เข้าช่วงชิงการเป็นเจ้าภาพ จาก 9 รายเหลือเพียงแค่ London, Madrid, Moscow, New York และ Paris

การใช้เงินของลอนดอนแตกต่างจากเจ้าภาพเมืองอื่นที่ผ่านมา ที่ทุ่มใช้ไปกับการสร้างโรงแรมเพื่อรองรับผู้มาเยือนระหว่างการแข่งขัน ซึ่งมักถูกทิ้งร้างหลังงานเลิกรา

เพราะโรงแรมที่กรุงลอนดอนมีพอเพียงที่จะรองรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ

แต่ที่อยู่อาศัยและการขนส่งทั้งรถไฟและเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำ เป็นความต้องการถาวร ช่วยให้การลงทุนไม่สูญเปล่า

*

*

เสน่ห์ของสนามแข่งขันยิ่งไม่เป็นรองใคร นอกเหนือจากสนามกีฬาทันสมัยที่มีอยู่เดิมและสร้างเพิ่มเติม สถานที่สัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนที่เป็นที่รู้จักของโลก ที่รวม World Heritage Site ไว้ด้วย ถูกนำมาใช้อย่างลงตัว

*

*

Greenwich Park กลายมาเป็นสนาม Equestrian แข่งม้า

*

Horse Guards Parade จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ปรากฏในเส้นทางบนรถม้าของคู่บ่าวสาว Royal Wedding:  Duke & Duchess of Cambridge ไปทั่วโลก มีพื้นทรายให้แปลงเป็นสนาม Beach Volleyball ได้ทันที

Hyde Park และ Regent’s Park ใช้เป็นที่แข่งว่ายน้ำมาราธอน Triathlon และ Cycling  

ส่วนสถานที่เก็บรักษาเหรียญรางวัล คงไม่มีที่ใดมั่นคงเท่าห้องนิรภัยที่ Tower of London

Olympic Torch คบเพลิง ยังไม่เกิดขึ้นในโอลิมปิกแรกที่ลอนดอน ส่วนครั้งที่สองไฟโอลิมปิกนั้นมาถึงแค่หนึ่งคืนก่อนหน้า ในครั้งนี้ ผู้ไปรับไฟมาจากกรีซตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นตัวแทนนักกีฬาจากทุกประเทศในเกรทบริเทน โดยมีคนสำคัญนำขบวน คือ HRH The Princess Royal ที่คุ้นในพระนาม Princess Anne ผู้ทรงผ่านการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้ว

Lord Coe หรือ Sebastian Coe ประธานจัดงานครั้งนี้ ที่ผ่านการแข่งขันและสร้างสถิติโลกในการวิ่งแข่ง

และ David Beckham ที่เต็มอกเต็มใจเป็นส่วนหนึ่งของการช่วงชิงตำแหน่งเจ้าภาพตั้งแต่เริ่ม ประสาไม่เคยปฏิเสธงานเพื่อชาติ และใจที่หวังพัฒนา East End of London ถิ่นบ้านเกิดของตนเองด้วย หน้าที่มากมายของ Becks ทำให้การไม่ปรากฏตำแหน่งใดในเกมไม่แปลก และยิ่งไม่แปลกหากจะมีบทบาทพิเศษในพิธีเปิด หรือไม่นานนัก Becks อาจจะกลายเป็น Sir David Beckham ตามที่สื่อมวลชนกรีกซ้อมเรียกเอาไว้

การรับเปลวไฟโอลิมปิกล่วงหน้าพิธีเปิด ถูกวางแผนไว้แล้วถึงสองปี

แค่เปลว Olympic Flame ของการเปิดสนามหนึ่งอัน บริทิชจึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ถึง 70 วัน

*

Olympic Flame ได้รับการจัดประเภทพิเศษเป็น Ceremonial Flame จาก Civil Aviation Authority จึงสามารถเดินทางได้อย่างถูกกฎหมายขณะที่ยังลุกโชนด้วยน้ำมัน smoke-free fuel ที่ไม่สร้างควัน บนที่นั่งแถวที่ 1 ของเครื่องบินลงลวดลายพิเศษให้ชื่อว่า The Firefly ในเที่ยวบินตัวเลขสวย BA2012 ของสายการบินแห่งชาติ British Airways เดินทางจาก Athens มาถึงกรุงลอนดอนโดยในวันที่ 18 พฤษภาคม  

วันรุ่งขึ้น ก็เข้าสู่กิจกรรม Torch Relay นำคบเพลิงสู่จุดสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์ และการกีฬารอบเกาะเกรทบริเทน ในระยะเวลา 70 วัน เริ่มเส้นทางจาก Land’s End ปลายตะวันตกเฉียงใต้ที่สุดของเกาะและออกนอกเกรทบริเทนไปเพียงหนึ่งจุดเพื่อแวะเยือน Dublin เมืองหลวงของไอร์แลนด์ รวมระยะทางประมาณ 8,000 ไมล์ โดยผู้ถือคบเพลิง 8,000 คน

*

ในจำนวนนั้น มีทั้งคนธรรมดาและบริทิชที่มีชื่อเสียงหลากหลายอาชีพ อย่าง เชฟ Heston Blumenthal กัปตันรักบี้ทีมชาติ Wales: Sam Warburton นักขับ F1: Lewis Hamilton นักพายเรือเหรียญทองโอลิมปิก Sir Steve Redgrave นักว่ายน้ำ Mark Foster และนักเทนนิสเยอรมัน Boris Becker ที่ยึดอังกฤษเป็นที่อยู่

*

*

*

*

23 กรกฎาคม เป็นวันที่ 66 ของการเดินทางของ Olympic torch relay ที่เริ่มเข้าสู่พื้นที่รอบในของกรุงลอนดอน ก่อนที่จะเข้าสู่กลางกรุงบริเวณ Westminster ในวันพฤหัสที่ 26 พร้อมสำหรับพิธีเปิดในวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม

*

ในยามที่ประเทศมีทั้งวิกฤติด้านเศรษฐกิจ ประกาศหยุดงานจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน Heathrow ก่อนวันเริ่มการแข่งขัน เพื่อให้รัฐบาลรับรู้ปัญหาจากการตัดงบประมาณและการบริหารงาน ภาวะการจราจรเบี่ยงเส้นทางที่กระทบทั้งลอนดอนเนอร์ส และคนขับแท็กซี่ที่ต้องเว้นจาก Games Lane เส้นทางพิเศษเฉพาะผู้แข่งขันและเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

กระทั่งประชาชนที่กลัวว่าโทรทัศน์จะถ่ายทอดการแข่งขันจนไม่ได้ดูรายการปกติ (ที่ไม่เคยมีอยู่แล้วในช่วงซัมเมอร์)

*

*

การต้อนรับของผู้คนที่มีต่อคบเพลิง สัญลักษณ์หนึ่งของกีฬาโอลิมปิกนี้ จึงดูเป็นแรงใจที่สร้างความกระฉับกระเฉงให้สังคมบริทิชได้ดี

ผลสำรวจความเห็นของประชาชนชี้ชัดว่า Diamond Jubilee ของ Queen Elizabeth II ช่วยยกระดับความรู้สึกของคนในชาติให้ดีขึ้นมาก่อนหน้าแล้ว สปิริตของกีฬาโอลิมปิกก็น่าจะเป็นแรงส่งให้ความรู้สึกโดยรวมของประชาชนดีขึ้นอีกแรง

*

ฝนที่ตกมากมายผิดฤดูกาลในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หยุดสนิทไปแล้ว นำเกรทบริเทนเข้าสู่ซัมเมอร์ที่มาช้าไปเดือนครึ่งได้ทันเวลาก่อนเกมเริ่ม

*

Lord Coe ส่งสัญญาณว่า หมดเวลาพร่ำบ่นแล้ว สองสัปดาห์จากนี้ คือช่วงเวลาครั้งหนึ่งในชีวิต ที่น่าจะนั่งเอนหลัง ชมการแข่งขันที่คงไม่มาเยือนถึงที่ได้บ่อยครั้ง และช่วยกันส่งต่อความรู้สึกที่จะจุดประกายให้เยาวชนรุ่นต่อไป

*

อย่างคำขวัญของ LONDON 2012 ที่ว่า

Inspire a Generation…

* * * * * * * * * 

การทุ่มเทในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง LONDON 2012 เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540

เป็นการร่วมมือจากทุก ‘ใจ’…‘หน้า’ และ ‘มุข’ ของบริทิชที่เป็นที่รู้จักกันดี

The Official London 2012 Olympics Film: Sport at Hearts

Uploaded by SportsceneTV

Reference:

สำนักข่าวแห่งชาติ BBC

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net