วันที่ ศุกร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฝันกลางวัน... วีรบุรุษประชาธิปไตยบนหน้าจอ


หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แน่นอนว่าฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อาจจะรู้สึกเหมือนตนเองเป็นฝ่ายชนะ ทั้งๆ ที่การผ่าทางตันด้วยการทำรัฐประหาร หรือการปฏิวัติก็ตาม เป็นสิ่งที่แต่ละฝ่ายไม่พึงปรารถนาที่จะเกิดขึ้น แต่หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่า จากความคิดเดิมๆ ในตำราที่มองว่า รัฐประหารคือเผด็จการ

ในวันนี้ การทำรัฐประหารสามารถล้มล้าง “เผด็จการรัฐสภา” อย่างรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยมานานปี ด้วยวัฒนธรรม “โกงแต่ทำงาน” และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตั้งแต่ “เลือกพรรคไทยรักไทยผมจะดูแลเป็นพิเศษ” ทั้งนี้ฝ่ายต่อต้านยังเห็นว่า คมช. กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังไม่ได้มีพฤติกรรมส่อให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล ในสายตาฝ่ายต่อต้านทักษิณอย่างเห็นได้ชัด จึงให้เวลาเพื่อพิสูจน์ต่อไป ตามคำสัญญาหนึ่งปี ถึง หนึ่งปีหกเดือน

แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มบุคคลที่มีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ได้แสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร นำไปสู่การจัดตั้งม็อบสีดำ แน่นอนว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณ ย่อมอาศัยจังหวะนี้กดดันรัฐบาลและ คมช. เพื่อเปิดทางให้ทักษิณ กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง ด้วยการทำตัวเป็นแนวร่วมต่อต้านเผด็จการ

เนื้อหาเดียวที่สามารถเรียกร้องได้ คือ รัฐบาลที่ได้มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้ทำลายรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ารับฟัง แต่คงไม่ถึงกับทำให้ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นด้วยมากมาย เพราะความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะคนที่เข้าถึงข่าวสาร เข้าถึงข้อมูล และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ไม่ต้องการมีรัฐประหาร แต่เข้าใจในเหตุผลและปัญหา เมื่อครั้งเผด็จการรัฐสภาครองอำนาจในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่เข้าร่วมหรือสนับสนุนการชุมนุมครั้งนี้ ...
 
ในปัจจุบัน คนเข้าร่วมกับกลุ่มรักประชาธิปไตย (รูปแบบ) และ กลุ่มรักประชาธิปไตย (ของปลอม จากการว่าจ้างจัดตั้งม็อบของนักการเมือง) น้อยกว่าที่การประโคมข่าวและการโฆษณาชวนเชื่อเกินความจริง ถ้าไม่มีเหตุการณ์อื่น ๆ แทรกซ้อน หรือ องค์ประกอบอื่นๆ เพิ่มขึ้น เป็นตัวแปร ทำให้คนอยากจะเข้าร่วมเพิ่มขึ้น

สังคมอินเตอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลและ คมช.ที่มองว่าเป็นเผด็จการนั้น ผลจากการขอความร่วมมือจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในการควบคุมเนื้อหาทางการเมืองที่เผยแพร่ลงเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์บางแห่งที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เริ่มที่จะมีการเซ็นเซอร์ตัวเอง

อาทิ เว็บไซต์พันทิปด็อทคอม ห้องราชดำเนิน ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดการเมืองขนาดใหญ่ ปัจจุบันนี้ต้องทำการเซ็นเซอร์ตัวเอง ด้วยการให้เข้าชมได้เฉพาะสมาชิกที่มีล็อกอิน ส่วนบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าชมได้ นานวันเข้าพันทิปเริ่มมีมาตรการหนักขึ้น ด้วยการเปิด-ปิดห้องราชดำเนินเป็นเวลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมกระทู้ที่มีปริมาณไหลอย่างรวดเร็วได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาในช่วงกลางคืนซึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่ มักจะเป็นช่วงเวลาในการปล่อยข่าวต่างๆ ถึงกระนั้นสภาพของราชดำเนิน ก็ยังเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายสนับสนุนทักษิณ และพรรคไทยรักไทยเหมือนเช่นเคย

แต่ถึงกระนั้น ยังมีเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เคลื่อนไหวคู่ขนานกับการชุมนุมประท้วงรัฐบาลและ คมช. เข้ามาโต้ตอบกระทู้แข่งกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งวิพากษ์วิจารณ์ โจมตีเกี่ยวกับรัฐบาล คมช. รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ของรัฐบาลทักษิณ ออกสู่สาธารณะชน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเว็บไซต์ใต้ดินอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งคนที่จะเป็นสมาชิกได้จะต้องผ่านการรีครูทจากห้องราชดำเนิน เพื่อเป็นการสกรีนคนชั้นหนึ่งก่อน และต้องเข้ารหัสมากถึง 3 ชั้น จึงจะสามารถเข้าไปโต้ตอบกระทู้ในเว็บแห่งนั้นได้

รูปแบบในการนำเสนอข้อมูลของฝ่ายสนับสนุนทักษิณ ต่อต้านรัฐบาลและ คมช.นั้นยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การอ้างทฤษฎีประชาธิปไตยจากนักวิชาการ ซึ่งบางคนยังมีแนวคิดต่อต้านสถาบัน อาทิ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จากกลุ่มฟ้าเดียวกัน พิชิต ลิขิตสมบูรณ์, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ 2 นักวิชาการขาประจำที่มีแนวคิดต่อต้านพันธมิตร

รวมถึงการนำเหตุการณ์ที่ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ โชเฟอร์แท็กซี่ที่เคยสร้างวีรกรรมขับรถชนรถถัง และผูกคอเสียชีวิตมาสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มของตนเอง ไม่นับรวมการโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งเคยถูกโจมตีนับตั้งแต่ก่อนการทำรัฐประหาร กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังในการต่อต้านทักษิณ มาตั้งแต่ช่วงที่นายสมัคร สุนทรเวช วิพากษ์วิจารณ์พลเอกเปรมในช่วงปาฐกถาพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิตเมื่อปีที่แล้ว และในวันนี้ พลเอกเปรมยังถูกโจมตีว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ทหารกระทำการรัฐประหาร

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร บนเว็บใต้ดินมีการโพสต์ข้อความโดยการ “แต่งเรื่อง” และ “ตัดต่อภาพ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง แม้กระทั่งการตีความพระราชดำรัส ทั้งในช่วงที่ผ่านมาและในปัจจุบันเพื่อเข้าข้างตนเองหลากหลายวิธี ก็ยังมีมาแล้ว

และล่าสุดกับผลงานโจมตีรัฐบาลสุรยุทธ์ เกี่ยวกับบ้านพักบนเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ด้วยการตัดต่อภาพโบกี้รถไฟ ก็อปปี้ภาพคฤหาสน์พร้อมสระน้ำ ให้มีความรู้สึกในแง่ลบต่อรัฐบาลสุรยุทธ์ พร้อมอาศัยช่องโหว่เกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินนำมาโจมตี ตามมาด้วยการเปิดประเด็นโจมตีพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน กรณีจดทะเบียนสมรสซ้อน

รวมทั้งการนำเอกสารการสัมมนาต่างประเทศของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑะกา ผู้ว่า สตง. ทั้งเอกสารการออกตั๋วเครื่องบิน ใบแจ้งหนี้ค่าโดยสาร และการดัดแปลงข้อความโดยการอ้างถึงวิทยานิพนธ์ของนายกล้าณรงค์ จันทึก จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ด้วยการพิมพ์ข้อความคัดลอกเนื้อหาจากนักศึกษาเก่า แล้วนำมาถ่ายเอกสารก่อนทำการสแกน เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกว่าวิทยานิพนธ์ของนายกล้าณรงค์ลอกต่อกันมา

ขบวนการสร้างหลักฐานโจมตีจากเว็บใต้ดินดังกล่าว มุ่งหวังที่จะหาประเด็นมาโจมตีความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและ คมช. ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะอธิบายอย่างไรก็ตาม แต่บุคคลเหล่านี้ก็ยังนำมาบิดเบือน และดิสเครดิตโดยมุ่งหวังทำลายชื่อเสียง เพื่อให้เห็นว่าคนอื่นก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างอะไรกับทักษิณ นำไปสู่การหาแนวร่วมจากประชาชนที่ขาดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาเป็นพวกต่อต้าน คมช.ผ่านทางรูปแบบต่างๆ เช่น ใบปลิว หรือวีซีดี

นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ข่าวสารในลักษณะที่บิดเบือน อาจจะเป็นการนำข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศมาแปลแบบผิดๆ ถูกๆ และเสริมแต่งให้ทักษิณดูดี ซึ่งก็เคยบอกไปแล้วว่าขนาดคำว่า Sideline ยังแปลเป็นไทยว่า “ใส่ร้าย” เลย หรือหากเป็นความเคลื่อนไหวในข่าวภาคภาษาไทย ก็จะใช้วิธีเผยแพร่และดัดแปลงเนื้อหาบางส่วน ให้ภาพลักษณ์ที่กระทบต่อทักษิณมีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย หรือจะขยายความให้ฝ่ายรัฐบาลและ คมช.เกิดผลในแง่ลบอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อกลับมาอ่านข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีอะไรเลย ความในข่าวกับในกระทู้ที่แปะคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง

การเคลื่อนไหวคู่ขนานกับการชุมนุม หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงว่าจะเกิดเหมือนกรณีเหตุการณ์ในอดีต ข้อความต่างๆ ที่ถูกเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตจะเป็นการบ่งบอกถึงความไม่พอใจของประชาชน แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง การพยายามหาเรื่องประเภท “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง” ของขบวนการดิสเครดิตนั้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงศักยภาพและสติปัญญาของฝ่ายสนับสนุนทักษิณอย่างชัดเจน

ในขณะที่การทำงานของรัฐบาลและ คมช.ยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการตรวจสอบการทุจริตของ คตส. แต่เรื่องการขุดคุ้ยเพื่อย้อนเกล็ดของบรรดาฝ่ายสนับสนุนทักษิณ ยังไม่สามารถกระทำได้แบบที่สามารถเรียกพลังแนวร่วมจากประชาชนได้มากพอ ยังคงเป็นไปในรูปแบบสูตรเดิมๆ นั่นก็คือ การขุดอดีตที่ผ่านมาเพื่อดิสเครดิต หรือเอาเรื่องในบ้านแม้แต่ในมุ้งมาพูดกันให้สนุกสนาน

แล้วอย่างนี้ นี่หรือว่าที่ “วีรบุรุษประชาธิปไตย” วันนี้มองไปมองมามีแต่โชว์ลิเกมโนสาเร่ไปวันๆ พร้อมแต่งเรื่องทักษิณให้บรรดาสาวกปลอบใจ และสะกดจิตพวกเดียวกันอยู่ เราคงไม่อยากจะกล่าวอะไรกับคนที่มีความคิดอยู่เหนือเหตุผลเช่นนี้ ได้แต่ภาวนาและคิดไปถึงวันข้างหน้าว่า หากวันหนึ่งความจริงปรากฏขึ้น เขาจะยอมรับความเจ็บปวดกับสิ่งที่เขาได้สร้างขึ้นมาหรือไม่

หรือจะยังคงต้องสู้อยู่อย่างนี้ต่อไป โดยไม่สนใจเลยว่า อะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า และคำว่า "วีรบุรุษประชาธิปไตย" จะมีไว้เพื่อให้ตัวเองเรียกกันอย่างเท่ๆ หรืออยากลอกเลียนประวัติศาสตร์ด้วยความเชื่อที่ว่า "รัฐประหารคือเผด็จการ" เท่านั้นหรือ?

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net