วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เตือนใจในวันเกิด


ตอนที่ 50  เตือนใจในวันเกิด

วันนี้เป็นวันแรกในอายุวัย 51 ปี  ถึงแม้ว่าตั้งแต่ปีที่แล้วก็เริ่มรู้สึกตัวมีสติมากขึ้น เพราะถือว่า 50 ปี ก็ครึ่งชีวิตแล้ว และโอกาสที่จะอยู่ถึงร้อยปีก็คงไม่ใช่ง่ายๆ  ดังนั้นโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่นั้น มันคงไม่ยาวนานเท่าที่ผ่านมาแล้ว ในเดือนนี้ที่ผ่านมา มีทั้งความสุข ความทุกข์ ปะปนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องแรกคือโรงเรียนเก่าจัดงานรวมรุ่นเพื่อทำบุญให้คุณครูอาจารย์ และเพื่อนที่ล่วงลับไปแล้ว (จำนวนครูเกินร้อย จำนวนเพื่อนก็หลายสิบแล้ว บางคนเป็นหมอ แต่เสียชีวิต ด้วยโรคเสียเอง บางคนเครื่องบินตก บางคนเจอสึนามิ บางคนเป็นมะเร็ง บางคนจมน้ำตาย บางคนถูกทหารเมายิง (จริงๆ) บางคนไปเที่ยวแล้วเฮลิคอปเตอร์ตก) จึงเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรแน่นอน เราจะไปเมื่อใดก็ไม่รู้  นอกจากทำบุญแล้วก็มีการไหว้กราบพระคุณครูที่ยังอยู่ เป็นงานที่ถือว่าอลังการก็ได้  เพราะมีคุณครูอาจารย์มามากกว่า 60 ท่าน และรวมนักเรียนมาได้มากกว่า 300 คน เนื่องจากเป็นหนึ่งในทีมงานก็วิ่งวุ่นเกือบทุกวันจนเป็นไข้หวัดนานเกือบสองอาทิตย์ เสียงเป็นเป็ดไปนาน แต่ก็ดีใจ ภูมิใจ ที่ได้ทำให้คุณครูอาจารย์มาพบเจอกัน เพราะหลายๆท่านก็อายุมากแล้ว  อาจารย์ใหญ่ในตอนที่เรียนอยู่ ท่านกล่าวให้พร ท่านเรียกตัวเองว่ารุ่นพี่ เพราะเป็นรุ่นที่หนึ่ง ตายละ นับนิ้วกันใหญ่ เรารุ่น 40 ถ้างั้นท่านก็ต้อง 90 ปีแล้ว แต่ท่านยังคงความสง่างามและสวยงาม มีสติ มีความทรงจำที่ดีตลอดเวลา  เสียงนกกระจอกประมาณ 300 ตัวแซ่แซดในห้องประชุมเป็นระยะๆ  แต่พอท่านให้พร ทุกคนเงียบกริบ รับพรทันที หลังจากงานกลางวัน ช่วงบ่ายก็มีการปลูกต้นไม้ให้โรงเรียน เป็นที่ระลึก โดยนักเรียนเก่าช่วยกันบริจาคเงินซื้อต้นไม้มาปลูก ก่อนจะไปจบที่งานเลี้ยงตอนกลางคืน เห็นเพื่อนๆ เฮฮา เพราะบางคนไม่เจอกันมาสามสิบห้าปีแล้วก็ดีใจ  เห็นเพื่อนๆได้กราบครูอาจารย์ น้ำตาจะไหลให้ได้ นับเป็นวันที่มีความสุขที่สุด ทั้งที่วันนั้นไข้ขึ้นสูง จนนอนซมไปอีก 2-3 วัน แต่ก็เป็นความสุขในใจมากมาย  ต่อจากนั้น ก็มีเพื่อนส่งข่าวใน

เฟสบุ๊คว่า คุณครูที่โรงเรียนเก่าสมัยเด็กๆท่านไม่สบาย และท่านเอ่ยชื่อเรา  เคยโทรไปคุยกับคุณครูหลายครั้ง จะไปเยี่ยม คุณครูบอกมาไกล ไม่ต้องมาหรอก โทรคุยนี่แหละ  อาสาจะพาครูไปหาหมอตา ครูก็บอกไม่ต้อง ไปเองได้ คราวนี้ครูเป็นโรคหัวใจ  ก็กะว่าจะชวนเพื่อนสมัยเรียนที่อยู่ใกล้ๆกัน ไปเยี่ยมครูที่โรงพยาบาลซึ่งค่อนข้างไกลจากบ้าน กะกันว่าจะไปเยี่ยมครูแล้วก็จะไปทานข้าวกับเพื่อนโรงเรียนนั้นแหละที่ร้านอาหารของเพื่อน(โรงเรียนเดียวกันอีก)  นัดกันวันพุธ  พอวันจันทร์ไปธุระ ระหว่างกลับบ้าน มีข้อความในเฟสบุ๊คปรากฏว่า ครูย้ายโรงพยาบาลมาใกล้บ้าน ลงทางด่วนไปไม่ไกล  เพราะโรงพยาบาลเดิมไม่สามารถรับมืออาการคุณครูได้ ใจหายวาบ เลยตัดสินใจไปเยี่ยมครูวันนั้น  ครูอยู่ใน ICU  มีเครื่องช่วยระโยงระยาง  ทั้งน้ำเกลือ ท่อหายใจ  ไปกราบครู เรียกคุณครู คุณครูก็มีสติบ้าง แต่ลอยๆเล็กน้อย  เรียนคุณครูไปว่า หนูมาหาคุณครูแล้ว ครูพยักหน้า ดีใจจนน้ำตาไหล ตอนไปเผอิญยังไม่ใช่เวลาเยี่ยม ต้องอ้อนพยาบาลขอเข้าไปสักสิบนาที บอกว่ามาไกล พยาบาลจึงอนุญาต อยู่ได้สักครู่ก็กราบลาครู เรียนคุณครูว่าแล้วหนูจะพาเพื่อนมาเยี่ยมอีกนะคะ ครูน้ำตาคลอ จับมือ จูบมือครูไปแล้วก็ลากลับ  พอเช้าวันพุธ ยังไม่ทันตื่นดี เพื่อนโทรมาบอกว่าเพื่อนที่จะไปกินข้าวกันตอนเย็นลาโลกไปแล้ว ด้วยหัวใจวาย  เพื่อนคนนี้เพิ่งพาไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน สนุกสนานมาก เป็นการไปเที่ยวกับเพื่อนๆคนเดียวโดยไม่มีครอบครัวไปด้วย ความรู้สึกเป็นสุขและสนุกสนานมาก เหมือนไป detox ตัวเองเลย  เป็นเพื่อนที่น่ารักมาก น่ารักในอัธยาศัยของเธอ ความมีน้ำใจเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเพื่อนๆ ช่วยงานโรงเรียน  เพิ่งเจอกันตอนเดือนพฤษภาไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน เพิ่งไปงานโรงเรียนเตรียมเจอกันเมื่อต้นเดือน อะไรกัน นัดกันไว้ ยังโทรมาต่อว่าอยู่แหมบๆว่า นัดชั้นไม่ถามสักคำหรือเมื่อวันจันทร์ เพื่อนลาไปแล้ว เสียใจเป็นที่สุด  ยังไม่ทันทำอะไร เปิด เฟสบุ๊คตอนเก้าโมงเช้า คุณครูลาลับไปอีกคน เป็นวันที่เศร้าใจที่สุดเลย  เออหนอ ชีวิตมันแค่นี้จริงๆ เราจะอยู่หรือไปเมื่อไร ไม่มีใครบอกได้ ดังนั้นถ้าจะทำอะไรก็ทำเสียตั้งแต่ยังดีๆอยู่ อย่าไปคิดว่า พอเกษียณแล้ว ชั้นจะทำบุญ สวดมนต์ ศึกษาพระธรรม เข้าวัดเข้าวา  ถึงตอนนั้น อาจจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะยกมีอขึ้นพนมสวด หรือไม่มีเสียงที่เปล่งออกมา ไม่สามารถอ่านบทสวดมนต์  ไม่สามารถลุกไปใส่บาตรได้ ดังนั้นจงทำทุกอย่างตั้งแต่วันนี้เถิด เมื่อทุกคนยังมีโอกาส อย่าปล่อยเวลาให้สูญเสียไป ตั้งแต่วันพุธที่แล้ว ก็เลยต้องไปงานศพติดต่อกันเกือบทุกวัน สลับไปสลับมา วันเสาร์ไปงานฌาปนกิจศพคุณครูแล้วก็มางานสวดเพื่อนต่อ จนวันพุธที่ผ่านมานี้เองที่กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นลงได้  วันเสาร์(เมื่อวานนี้) จึงไปมีโอกาสทานข้าวกับเพื่อน ตามที่นัดกันไว้ แล้วก็ได้เจอเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เคยเจอกันมาเกือบ 40 ปีแล้ว โลกหนอโลก  ดังนั้นจึงอยากเขียนเรื่องนี้ในวันเกิดตัวเอง เพราะอะไรในโลกนี้ ล้วนไม่แน่นอน  กราบขอบพระคุณคุณครูและเพื่อนรักที่ให้มรณานุสติแก่เรา ด้วยความรักอาลัยทั้งสองท่าน   ดังนั้นวันเกิดวันนี้จึงทำให้คิดปลงมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่า ต่อไปนี้จะทำอะไรบ้าง ควรจะเตรียมตัวอะไรบ้าง สำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย เข้าพรรษานี้ก็คิดว่าจะพยายามถือศีลให้ได้มากที่สุด งดรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ทั้งหมด จะเริ่มงดข้าวเย็น  จะรักษากาย ใจ ให้เป็นสุข และบำรุงดูแลคุณแม่ ครอบครัว ญาติมิตรทั้งปวงทุกๆคน  เพราะไม่รู้ว่าจะมีเวลาเหลือในโลกใบนี้อีกกี่วัน

โดย กมลกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net