วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

: : แรงบันดาลใจ หาซื้อได้ที่ไหน : :



ตั้งใจจะเขียน blog มาหลายวันแล้ว หลังจากอัพครั้งล่าสุดเมื่อช่วงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็ยุ่งๆ อยู่กับภารกิจงาน ล่วงเลยมาเกินครึ่งปีได้พบเจอกับอะไรหลายสิ่งอย่างในชีวิตการทำงาน เนื่องจากเราได้เข้ามาสู่ระบบราชการอย่างเต็มตัว นับถึงขณะนี้ เป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้ว บอกได้คำเดียวว่าไฟเริ่มมอดลงเรื่อยๆ หรือคล้ายๆ กับคนที่แรงบันดาลใจเริ่มหายไป หากย้อนเวลากลับไป ในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวาย 3 ปีก่อน ยังจำภาพตัวเองในวันที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าได้ดีว่าอยากรับราชการ เนื่องจากอุดมการณ์ ณ ตอนนั้น ก็คือ อยากทำหน้าที่ตอบแทนประเทศชาติและแผ่นดินในฐานะที่เกิดเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง และเพื่อทำงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เพราะข้าราชการ หากแปลความหมาย ก็คือ ผู้ปฏิบัติงานให้พระราชา

 

แต่เมื่อ 3 ปี ผ่านไป การได้เข้ามาอยู่ในระบบ ทำให้เราต้องเรียนรู้ ปรับตัว และอดทนกับหลายสิ่งมากมาย ได้แก่ 

ประการแรก ต้องปรับตัวกับลักษณะเนื้องานของเรา ที่แต่ก่อนอยู่ภาคเอกชน งานทุกอย่างนั้น

เราทำให้กับเจ้าของบริษัท ทำเพื่อผลประโยชน์กำไรของคนๆ หนึ่ง และก็เพื่อความมั่นคงของเราด้วย แต่การทำงานราชการ จุดมุ่งหมายเนื้องานนั้นแตกต่างกัน เพราะงานทุกอย่างนั้น มีจุดมุ่งหมาย คือ เพื่อประชาชน และประเทศไทย

ผลประโยชน์ต้องเป็นของประเทศชาติ และประชาชน ไม่ใช่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เราจึงเรียนรู้ที่จะต้องทำงานด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพราะผลของงานที่ออกมา มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและประเทศชาติ 

ประการที่สอง ต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบราชการที่ลักษณะการทำงานมีกฎ ระเบียบ ขั้นตอนต่างๆ มาเกี่ยวข้องอย่างมาก รวมถึงสายบังคับบัญชา ที่มีมากซะเหลือเกิน ผู้บริหารมีเยอะ แต่ผู้ปฏิบัติมีจำนวนจำกัด ทุกคนรุมสั่งงานคนปฏิบัติ แต่ผลปรากฏว่า คนสั่งดันมีมากกว่าคนปฏิบัติ ผลก็คือ ไม่รู้ว่าจะต้องจะทำงานแบบไหน ให้ถูกใจหัวหน้าคนนี้ อีกคนต้องการแบบนี้ แต่อีกคนต้องการอีกอย่าง เรียกว่า ผู้ปฏิบัติเหนื่อย ซึ่งหากเปรียบกับภาคเอกชน เงื่อนไขดังกล่าว จะพบน้อยมาก ในลักษณะความสัมพันธ์ระดับหัวหน้าและลูกน้อง จะไม่ค่อยห่างเหินกันมากสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อคิดเห็นการทำงานได้ การทำงานค่อนข้างสะดวก และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ยึดติดกับระเบียบและพิธีการมากนัก เราจึงมักพบว่า หน่วยงานเอกชน มักจะพัฒนาไปล้ำหน้ากว่าระบบราชการตลอดเวลา 

ประการที่สาม ต้องปรับตัวให้เข้ากับบุคลากรในที่ทำงาน เนื่องจากความแตกต่างของช่วงวัยมีผลต่อความสัมพันธ์เป็นอย่างมาก เด็กรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ระบบราชการ มักจะมีลักษณะที่กล้าคิด กล้าแสดงออก แต่ผู้ใหญ่ (ที่มีทั้งรุ่นใหม่ และรุ่นเก่า) บางกลุ่ม มีลักษณะปิดกั้นความคิดตัวเอง ไม่ยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ยึดติดกับความคิดและระบบศักดินาเดิมๆ ไม่ชอบลักษณะของเด็กรุ่นใหม่ที่กล้าคิด กล้าแสดงออก กลับมองว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว สิ่งนี้ จึงนับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้บั่นทอนแรงบันดาลใจของเด็กรุ่นใหม่หลายๆ คน

ประการที่สี่ ต้องปรับตัวกับเรื่องการเขียนหนังสือราชการ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเขียนหนังสือราชการ นับเป็นศิลปะอีกขั้นหนึ่ง การถ่ายทอดเนื้อหา การเขียนบันทึกเนื้อความต่างๆ ต้องกลั่นกรอง และเกลามาอย่างดี เพื่อให้หนังสือฉบับนั้นเป็นทางการมากที่สุด มีเนื้อหาถูกต้องตามหลักการเขียนหนังสือราชการ ซึ่งในชีวิตข้าราชการนั้น ใครที่เขียนหนังสือราชการได้ดี จะได้รับการยกย่องชมเชยเป็นอย่างมาก ถือได้ว่า การเขียนหนังสือราชการ เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานในระบบราชการก็ว่าได้ แต่เราก็มักจะคิดเสมอว่า มันจะต้องเป๊ะขนาดนั้นเลยหรอ ต้องยึดตามแบบแผน ตามร่างหนังสือตอบที่ปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน บางทีเนื้อหาของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อถูกทุกอย่าง แต่หากมีคำสร้อยใดๆ ผิดไป ไม่ว่าจะเป็น ที่ ซึ่ง อัน ฯลฯ ก็จะต้องรื้อหนังสือแก้ใหม่หมด เสียเวลา เปลืองทรัพยากรกระดาษ อีกมากมาย จึงถือเป็นอีกเรื่องที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานในลักษณะนี้ด้วย บางครั้งบางที ก็ทำให้เรามองว่า มันไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ด้วยความละเอียดอ่อนของคำบางคำ บางทีก็ทำให้หนังสือราชการฉบับนั้น สื่อความหมายที่คลาดเคลื่อนออกไป จึงนับเป็นอีกเรื่องที่จะต้องเรียนรู้ และปรับตัว

ประการที่ห้า  การปรับตัวให้ยอมรับให้ได้กับระบบเส้นสาย ศักดินา และการแทรกแซงจากการเมือง สืบเนื่องจากประเด็นร้อนเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2555 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เซ็นคำสั่ง บช.น.ที่ 322/2555 เรื่องโอนข้าราชการ ถึงปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ตามที่หนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้อนุมัติการรับโอน ร.ท.ดวง อยู่บำรุง ผู้บังคับหมวด กองร้อยสารวัตรทหาร สารวัตรยุทธบริการทหาร กระทรวงกลาโหม ไปรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีคำสั่งรับโอน ร.ท.ดวง อยู่บำรุง ไปบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรแต่งตั้งให้มียศ ร.ต.ท. ดำรงตำแหน่ง รอง สว.ศูนย์ฝึกอบรม (รอง สว.ศฝร.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รับอัตราเงินเดือน ระดับ ส.1 ขั้น 16.5 (14,070 บาท) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป 


จากกรณีดังกล่าว จะขออธิบายถึงขั้นตอนในการโอนย้ายข้าราชการซักนิด

Step 1 หน่วยงานรับโอนออกหนังสือทาบทาม

Step 2 หน่วยงานต้นสังกัดเดิมตอบหนังสือไม่ขัดข้อง ให้โอนไปได้ตั้งแต่วันที่ ... (ระบุวันที่)

Step 3 หน่วยงานรับโอนออกหนังสือมีคำสั่งรับโอน ณ วันที่ ... (ระบุวันที่)

Step 4 (สุดท้าย) หน่วยงานต้นสังกัดเดิมออกหนังสือส่งตัว เป็นอันจบสิ้นกระบวนการโอนย้ายข้าราชการ

จากหนังสือฉบับนี้ ตอนนี้อยู่ระหว่าง Step 3 ซึ่ง Step 2 และ 3 หนังสือใช้เวลาดำเนินการแค่วันเดียว!!! ในขณะที่ข้าราชการปกติที่ขอโอนย้าย กว่าจะดำเนินการครบกระบวนการทั้ง 4 step อาจจะต้องใช้เวลานาน 2-3 เดือนขึ้นไป (อย่างเร็ว) บางคนอาจจะครึ่งปีหรือมากกว่านั้น(อย่างช้า) เรื่องนี้คงไม่ต้องพูดอะไรมาก สิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น ไม่รู้จะพูดยังไงดีค่ะเนื่องจากว่า ขณะนี้ โฮย่าเอง ก็อยู่ระหว่างขั้นตอนในการขอโอนย้าย หนังสือเข้ามาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมแล้ว จนขณะนี้ Step 2 ยังไม่ได้ดำเนินการเลยค่ะ  เห็นได้ชัดเจนว่า ระบบเส้นสาย ศักดินา และการแทรกแซงจากการเมือง มันเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับระบบราชการไทยมาตลอด และไม่มีวันจะหายไป เพราะการบริหารราชการประจำและการเมืองแยกออกจากกันไม่ได้ มันคงจะไม่เลวร้ายอะไรมาก หากประเทศของเรา มีนักการเมืองน้ำดีเป็นส่วนมาก!!!

ประการสุดท้าย เป็นเรื่องที่จะต้องทำใจยอมรับให้ได้อีกหนึ่งเรื่อง แต่โฮย่าเอง ไม่อยากทำใจยอมรับในเรื่องนี้ นั่นคือ การประเมินผลการปฏิบัติราชการ โดยรอบประเมินในแต่ละปี จะมี 2 ช่วง คือ ประเมินรอบแรก ช่วงระยะเวลาการปฏิบัติราชการตั้งแต่ ต.ค. – มี.ค. และประเมินรอบที่สอง เม.ย. – ก.ย. สิ่งที่โดนมากับตัวล่าสุดคือ คะแนนประเมินผลรอบแรก เราคาดหวังมากว่าจะอยู่ในระดับ “ดีมาก” - คะแนนมี 5 ระดับ คือ ดีเด่น ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง เนื่องจากโฮย่ามั่นใจว่า ระยะเวลาที่ผ่านมา เราปฏิบัติงานอย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท อีกทั้งได้รับมอบหมายงานพิเศษอื่นๆ หลายด้านจากผู้บริหาร และเราสามารถปฏิบัติสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่สุดท้ายภายหลัง ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เมื่อผู้บริหารในหน่วยงานทราบว่าเราจะโอนย้าย การให้คะแนนจึงมาจบลงด้วยเหตุผลตรงนี้ ได้แค่ “ดี” โดยผู้บริหารไม่ได้มองผลการปฏิบัติงานของเราที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นข้อจำกัดในเรื่องกรอบวงเงินสำหรับการเลื่อนขั้นเงินเดือน ที่สุดท้ายต้องหารเฉลี่ยกันให้ลงตัวมากที่สุด เป็นอันว่า การประเมินผลตัวชี้วัดตามที่ สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นผู้สร้างขึ้นมา ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลย สุดท้ายการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ก็เป็นเรื่องของความพอใจของหัวหน้าและผู้บริหาร กลายเป็น “ทำดีเสมอตัว ทำชั่วติดลบ” และที่น่าแปลกใจ ทำไมผู้ใหญ่ถึงคิดได้แค่นี้ การที่เราโอนย้าย ไม่ได้หมายความว่าเราลาออก แต่เราโอนย้าย เพื่อไปรับราชการ ณ อีกหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าเราจะไปรับราชการที่ไหน สุดท้ายเราก็คือ ข้าราชการ ผู้ซึ่งต้องปฏิบัติงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แต่คุณกลับให้เหตุผลในการประเมินผลการปฏิบัติราชการว่า เพราะเราจะโอนย้าย คะแนนก็เอาไปแค่นี้ล่ะกัน นี่หรือระบบราชการไทย!!!!

 

แต่ทั้งหมดนี้ ก็ถือว่าเป็นอีกบททดสอบหนึ่งของชีวิตที่เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้ พยายามคิดว่า ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวแน่นอนที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ สิ่งที่โฮย่ากำลังมองหา ณ ขณะนี้ คือ แรงบันดาลใจ เพราะไม่อยากให้อะไรๆ มาบั่นทอนจิตใจเราไปมากกว่านี้ ไม่อยากให้ไฟในการทำงานมอดลงไปเรื่อยๆ เพียงเพราะเราไม่สามารถปรับตัวปรับใจรับมือกับสิ่งเร้าต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดได้

 


Where has my Inspiration gone and how do I get it BACK?!

 

 

โดย โฮย่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net