วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุดยอดสารคดี 2475


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


หลังจากสารคดี 2475 ของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ออกอากาศตอนสุดท้ายจบลงในวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา อ. ดำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ หนึ่งในผู้ถูกสัมภาษณ์ในสารคดี ถึงกับต้องโพสต์สเตตัสบนหน้าเฟสบุ๊คของตนเอง (ส่วนหนึ่ง) ว่า

เธอ (ผู้บรรยาย) จบว่า "อย่าใช้ "เรา" เป็นเครื่องมืออีกเลย" และ

เช่นกัน ข้าพเจ้าขอบอกว่า

อย่าใช้ "ข้าพเจ้า" เป็นเครื่องมืออีกเลย

ผมไม่อยากจะกล่าวถึงความเลวร้ายของสารคดีชุดนี้มากนัก เพราะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ไว้มากแล้วโดยเฉพาะในเครือข่ายสังคมออนไลน์ การนำคำให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการหลายคนมาตัดต่อ บิดเบือนความคิดที่นักวิชาการบางคนตั้งใจนำเสนอไปอีกทางหนึ่ง ให้เป็นอย่างที่ผู้สร้างสารคดีมุ่งหมายจะนำเสนอ เป็นการกระทำที่น่าละอายและปราศจากจิตสำนึกของนักทำสารคดีโดยสิ้นเชิง

ผมจึงไม่คิดว่าสารคดี 2475 ชุดนี้สามารถจัดเป็น “สารคดี” ได้จริงอย่างที่โฆษณา

การรับชมสารคดีชุดนี้ทำให้ผมรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะตอนแรกๆ ที่โฆษณานั้น มีการตีข่าวว่าสารคดีถูกเซ็นเซอร์บ้าง อะไรบ้าง เหมือนกับมีการพยายามพูดความจริงแต่ถูกห้าม

แต่ผลที่ปรากฏออกมา เรื่องของการเซ็นเซอร์นั้นก็กลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่ควรพูดถึง เพราะเห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าผู้สร้างต้องการตีความ 2475 ไปทางไหน

เริ่มตั้งแต่การชี้นำผู้ชมว่า “ประชาธิปไตย” เป็นสิ่งนำเข้า เป็นเครื่องมือของนักล่าอาณานิคม และไม่ใช่สิ่งที่เป็น “ธรรมชาติ” ของสังคมไทย

ตอกย้ำตลอดเวลาว่าคนไทยถูกกระทำย่ำยี (โดยใคร?) ตอกย้ำด้วยประโยคที่ซ่อนนัยยะ (ไว้อย่างไร้ชั้นเชิง) ว่าการอภิวัฒน์ 2475 เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และมาก่อนเวลา

กลับเข้าสู่วาทกรรม “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่ผมหลงคิดว่าสูญพันธุ์ไปนานแล้วเสียอีก

นอกจากนั้นยังสร้างภาพของคณะราษฎรให้เป็นประดุจโจรร้าย ที่จับตัวพระบรมวงศานุวงศ์เป็นตัวประกันแลกกับการยอมจำนนของรัชกาลที่ 7

ยิ่งกว่านั้น ยังโยงใยกลับไปหาเรื่องบาปบุญคุณโทษแห่งการอกตัญญูต่อพระราชา ดังคำให้สัมภาษณ์ของศรีศักร วัลลิโภดมที่ว่า

“คุณรู้ไหมตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเนี่ยนะ คนที่เปลี่ยนแปลงการปกครองถือน้ำพิพัฒน์สัตยาทั้งนั้น แล้วตายไม่เหลือเลย...”

และเมื่อเรารู้ๆ กันอยู่ว่าศรีศักร วัลลิโภดมนั้นมีคุณวุฒิเป็นถึงนักวิชาการที่สำคัญยิ่งคนหนึ่งในสังคมไทย ผมคิดว่าประโยคนี้คงทำให้หลายๆ คนรู้สึกเศร้าใจเอามากๆ

(อย่างไรก็ตาม เกษียร เตชะพีระ ได้ตอบโต้ประโยคนี้ของศรีศักรไว้อย่างขบขันบนหน้าเฟซบุ๊คของตนเองในเวลาต่อมาว่า “เอ...แต่พวกกบฎบวรเดชก็ตายไม่เหลือเหมือนกันนะครับอาจารย์”)

สารคดีชุดนี้เขียนบทและกำกับภาพด้วยท่วงทำนองโรแมนติค ทั้งดนตรีที่บรรเลงประกอบก็เป็นดนตรีที่แฝงกลิ่นอายโรแมนติคแบบ kitsch music สาธารณ์ธรรมดาๆ ที่ไม่มีกลิ่นอายของสังคมไทยในช่วง 2475 ผูกติดอยู่เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความเคลื่อนไหวของสไตล์ดนตรีในสยามช่วงนั้นก็เป็นไปอย่างเข้มข้นและโดดเด่นไม่แพ้เรื่องอื่นๆ

ทั้งหมดนี้ชวนให้เชื่อว่าผู้จัดทำคงไม่ได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นไปของดนตรีในช่วง 2475 เลยแม้แต่น้อย

เพลงปิดท้ายสารคดีชุดนี้ขึ้นต้นเนื้อร้องว่า

ถนนสายนี้ที่ทอดยาว ผ่านเรื่องราวที่ยาวนาน เธอจะพาฉันไป ณ ที่ใด

เนื้อร้องนี้เป็นเนื้อร้องที่สุดแสนโรแมนติค ฟังดูแทบไม่ใช่เรื่องการเมือง น่าสนใจว่าผู้แต่งคิดว่า “เธอ” นั้นหมายถึงใคร และ “ฉัน” นั้นหมายถึงใครกันแน่

ยิ่งในท่อนสร้อยที่ว่า

ฝัน ฝันถึงวันสวยงาม ฟ้าจะเป็นสีคราม ความเกลียดจะจางหายไป

รัก รักจะบานในหัวใจ ไม่ว่าจะนานสักเท่าไร ฉันมั่นใจ ต้องมีสักวัน

ยิ่งเป็นท่อนที่ฟังไม่รู้เรื่อง และไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลยว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับการอภิวัฒน์ที่นำประชาธิปไตยมาสู่สยาม น่าแปลกใจว่าผู้แต่งคิดอะไรอยู่ขณะที่พูดถึง “ความเกลียด” และคิดอะไรขณะที่พูดถึง “ความรัก”

ที่น่าสนใจที่สุดคือ เพลงปิดท้ายนี้จงใจขับร้องด้วยสำเนียงดนตรีบลูส์ ซึ่งเป็นดนตรีที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์​ 24 มิถุนาฯ โดยสิ้นเชิง

การนำสำเนียงบลูส์มาใช้ในที่นี้ จึงไพล่ไปเหมือนกับการทำเพลงประกอบสารคดีเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสียมากกว่า เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าทรงโปรดเพลงบลูส์เป็นพิเศษ

ยังมีอะไรๆ อีกหลายอย่างที่ผมไม่อยากพูดถึงในสารคดี (ที่ไม่ใช่สารคดี) ชุดนี้ แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับตัวอุดมการณ์เบื้องหลังของทีมงานผู้สร้าง เพราะเท่าที่ผมผ่านตามาทั้งสามตอน ดูเหมือนผู้สร้างจะเน้นย้ำตลอดเวลาว่าประเทศไทยไม่เหมาะกับระบอบประชาธิปไตย และเน้นย้ำเป็นนัยๆ ว่าเพราะประชาชนชาวไทยไม่เข้าใจการปกครองระบอบนี้ ที่เป็นของฝรั่ง

ก็คือว่าเห็นประชาชนทั้งหลายเป็น “ควาย” นั่นเอง - ทัศนคตินี้ช่างล้าหลังและนับเป็นการดูถูกพี่น้องร่วมชาติอย่างน่าละอายใจที่สุด



โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net