วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สัมภาษณ์พิเศษปลัดเชื้อ ฮั่นจินดา บุรุษจากพื้นที่สีแดง.. (จบ)


บทสัมภาษณ์..ต่อจากตอนที่แล้ว

                ผู้เขียน : ทราบว่า ประเด็นความต้องการ ยกร่างระเบียบ การจ่ายค่ารักษาพยาบาลโดยตรง เป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจของข้าราชการ พนักงาน และจนท. อบต. ?     

                       
                 ป.เชื้อ ฮั่นจินดา :    “ ในเรื่องการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตรง เหมือนช้าราชการพลเรือนนั้น ผมว่า ยังไม่สมควรครับ เพราะผมคิดว่าจริงๆแล้วท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาเรื่องนี้ การจัดการกันเองย่อมดีที่สุดแล้ว การที่ให้ท้องถิ่นไปทำข้อตกลงกับ สปสช. แล้วโอนเงินไปให้นั้น เหมือนท้องถิ่นไปยกอำนาจให้กับ สปสช. โดยมอบเงินเป็นก้อนๆไป ใช้จริงไม่ใช้จริงยังไม่รู้แต่ต้องจ่ายไปเป็นก้อนก่อน ผมเห็นว่าจริงๆกระทรวงมหาดไทย หรือท้องถิ่นควรมาจัดการกันเอง เหมือนกองทุนบำเน็จบำนาญท้องถิ่นเป็นหลัก ทำไมต้องให้กระทรวงอื่นเขาทำ ร่าง พรก.จัดตั้ง กำหนดที่มาของคณะกรรมการเพื่อจัดการเป็นกองทุนค่ารักษาพยาบาล ทำนองนี้น่าจะเหมาะสมกว่า “     

               ผู้เขียน :  คิดยังไงกับตัวชี้วัด ของ คอร์ทีม ที่มีผลกับการปรับระดับพิเศษของปลัด อบต. จาก 7 ไป 8 


               ป.เชื้อ ฮั่นจินดา : วันนี้ตัวชี้วัด มันเยอะไป มีการเพิ่มเติมมากกว่าเดิม และผมไม่มีปัญหาที่การตรวจธรรมาภิบาลหรือ คอร์ทีม จะตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดโดยคนของกรมส่งเสริม ซึ่งเป็นข้าราชการภูมิภาค  แต่ผมไม่เห็นด้วยที่เอาผลงานของปี 2554 ที่มาเป็นหลัก แต่กำหนดเอาตัวชี้วัดใหม่ใน 2555 มาตรวจ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง คุณควรประกาศตัวชี้วัดในปี 2555 เพื่อให้ท้องถิ่นเขาไปดำเนินการวางแผนงาน ลงมือปฏบิติให้เป็นไปตามตัวชี้วัดในปี 2556 คุณจึงชอบธรรมที่จะมาตรวจผลการดำเนินงานของปี 2556 ใน ปี 2557 ตามตัวชี้วัด ที่กำหนดล่วงหน้าแล้วในปี 2555 ถึงจะถูก พูดง่ายๆคือ ต้องประกาศหลักเกณฑ์ตัวชี้วัดล่วงหน้า ไม่ใช่ตรวจผลงานเก่า โดยใช้เกณฑ์ใหม่ ซึ่งมันไม่เป็นธรรม กับผู้ปฎิบัติ  
               ส่วนในการปฏิบัติหน้าที่จริง ของคณะกรรมการที่ลงมาตรวจ หรือที่เรียกว่าคอร์ทีม ผมไม่ซีเรียส หากมีการกำหนดตัวชี้วัดล่วงหน้า แล้วให้ท้องถิ่นมาดำเนินการตามกรอบตัวชี้วัด และให้ข้าราชการภูมิภาคที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการทำตามหน้าที่ ไม่กลั่นแกล้ง ใส่อคติ เพราะกลัวท้องถิ่นเขาจะโตเร็วกว่า นั่นคือประเด็นสำคัญ


               ผู้เขียน :  มีนโยบาย เกี่ยวกับความร่วมมือประสานงาน  และช่วยเหลือ กับพนักงาน จนท. อบต.ในสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างไร


               ป.เชื้อ ฮั่นจินดา : “ในส่วนการประสานงานกับองค์กร ข้าราชการในสามจังหวัดฯกับสมาพันธ์ ผมไม่มีปัญหา เรามีเว็บไซด์ มีเฟซบุ๊ค มีเว็บเพจผมเอง บางที่ปัญหาต่างๆมาโพสมาทิ้งไว้ บางที่ผมไม่ได้ตอบ แต่จะจดทุกคำถามไปหาคำตอบให้  รวมไปถึงทุกคนสามารถยกหูถึงกรรมการสมพันธ์ ยกหูตรงถึงผมได้เลย รู้กันทั่วประเทศ  กรรมการสมาพันธ์เรามีทีมงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ มีทุกฝ่าย ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายคดีความ กฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีไว้เสร็จสรรพ เพราะตัวผมเองก็เป็นคนในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ทุกวันนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ผมจะทราบข่าวทันที ไม่เกินชั่วโมง เพื่อนๆจะรายงานถึงผมตรงตลอด ผมยินดีเสมอ โดยเฉพาะตอนนี้ สามจังหวัดฯจะได้คะแนน 40 คะแนน พิเศษทันที สำหรับเกณฑ์การปรับระดับปลัด อบต.จาก 6 ไป 7 และ 7 ไป 8 นั่นคือผลงานสมาพันธ์และพวกเราที่ช่วยๆกันผลักดัน เร็วๆนี้ ผมจะผลักดันให้ลูกจ้างประจำในสามจังหวัดเป็นข้าราชการให้หมด เพราะเป็นที่ทราบๆกัน ว่า ลูกจ้างประจำในพื้นที่สามจังหวัด นั่นแหละคือ คนทำงานจริงๆ ยึดติดพื้นที่จริง ส่วนข้าราชการเรา บางที่ก็เข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะเสี่ยงอันตรายนั่นเอง ผดด.ทำงาน 5 ปี ยังบรรจุได้ ทำไมลูกจ้างประจำทำงานเป็น 10 ปี จะบรรจุไม่ได้ “ 


               ผู้เขียน :  คิดยังไงกับ พรบ.ยกฐานะ อบต.เป็นเทศบาล ?   

                
               ป.เชื้อ ฮั่นจินดา : “ในเรื่อง พรบ.ยกฐานะ อบต.เป็นเทศบาล ทั่วประเทศ ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะผมว่า อบต.มีเสน่ห์ในตัวมันเอง การที่มีตัวแทนทุกหมู่บ้าน มันเป็นเรื่องที่ดี มันมีมาแค่ 15-16 ปี มันยังน้อย มันต้องให้มีการพัฒนาตามขั้นตอนของมันไป อย่าไปเร่ง อย่าไปดัน  ใครที่พร้อม เป็นเขตเมือง ก็มีช่องทางให้ทำ ให้ยกฐานะกันไป ส่วนที่ไม่พร้อม คุณจะไปบังคับให้ยกฐานะกันไปแบบเหมาโหล ผมว่าไม่เหมาะเท่าไหร่นัก และผลเสียมันจะเกิดในวันข้างหน้า ผมคิดอย่างนั้น”


               ผู้เขียน :  ความคาดหวังอย่างไร ในเรื่องการบริหารงานบุคล ของ อบต. หรือ เทศบาลในอนาคต

               ป.เชื้อ ฮั่นจินดา : “ความคาดหวังของผมนั้น ผมอยากเห็นร่างกฎหมายท้องถิ่นที่มันเป็นธรรมกับคนที่ใช้ คนท้องถิ่นที่ใช้ขีวิตกับพรบ.หรือระเบียบการนั้นๆควรมีโอกาสให้ตัวแทน ออกไปยกร่างกฎหมายนั้นๆ ไม่ใช่ให้หน่วยงาน หรือใครที่ไม่เกี่ยวข้อง มาออกกฎหมาย ออกกติตาให้คนที่ต้องใช้ชีวิต ต้องปฏิบัติประจำ ซึ่งเป็นผู้ที่รู้ปัญหาของเขาเอง ซึ่งหลักของท้องถิ่น คือ ท้องถิ่นดูแลตนเอง เกิดที่ไหน โตที่นั่น ฉะนั้นกติกาที่ทำให้เขาเกิด เขาโตนี่ เขาต้องมีส่วนด้วย ผมมองอย่างนั้น ”

                ก่อนจะจบบทความ บันทึกบทสัมภาษณ์ของปลัดเชื้อ ฮั่นจินดา ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ผู้เขียนก็ขอเกริ่นความเพิ่มความเข้าใจของผู้อ่านในตอนท้าย ว่า จริงๆแล้วสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรแรกๆ ที่เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับพนักงานส่วนตำบล ซึ่งในอดีต องค์การบริหารส่วนตำบล มีเพียง “ปลัดฯ คลัง ช่าง” หรือ "สามทหารเสือ" เป็นองค์กรที่จัดตั้งโดยพรรคการเมือง ที่ต้องการลดกระแสการกระจายอำนาจโดยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่ก็เป็นเจตนาที่เกิดขึ้นแบบ "ให้เกิดได้ แต่ไม่ให้โต" ทำให้ในยุคแรกๆสามทหารเสือ หรือ ปลัด ช่าง คลัง ต้องทำงานภายใต้ปัญหาอุปสรรคร้อยแปดด้าน เพื่อให้สามารถเอาตนเองให้รอดและคงไว้ซึ่งประโยชน์ของพื้นที่ท้องถิ่น เป็นที่ยอมรับของสังคม การรวมตัวในรูปแบบสมาพันธ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็น!!

                   ปลัดอำนาจ แดงกุล, ปลัดสถิตย์ ฉัตรแก้วชูไทย และปลัดศักดิ์สิทธิ์ แย้มศรีถือเป็นแกนหลักในช่วงเวลาแรกเริ่ม ที่เรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงานส่วนตำบลได้รับการยอมรับตามลำดับ จนเกือบจะเท่าเทียมกับข้าราชการพลเรือน จนมาถึงยุคของปลัดเชื้อ ฮั่นจินดา เมื่อ 6-10 ปีที่แล้ว ปลัดทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ใน 4 ปีผ่านมา สิทธิบางอย่างข้าราชการ และพนักงาน อบต. ยังได้รับสิทธิประโยชน์สูงกว่าข้าราชการประเภทอื่นด้วยซ้ำ

ปลัดอำนาจ แดงกุล (ใส่เสื้อสูตร)

ปลัดสถิตย์ ฉัตรแก้วชูไทย

ปลัดศักดิ์สิทธิ์ แย้มศรี

ปลัดทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล

                   วันนี้ปลัดเชื้อ ฮั่นจินดา กลับมาอีกครั้ง มาด้วยคำเรียกร้องของสมาชิกทั่วประเทศ ด้วยปณิธานที่ว่า สมาพันธ์ปลัดองค์กรบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ควรได้รับการเชิดชู และควรได้รับการสืบทอดเจตนารมณ์ อย่างมั่นคงยั่งยืน เป็นที่พึ่งของพนักงานส่วนตำบลทั่วประเทศ พร้อมกับช่วยยกมาตรฐานการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สูงยิ่งขึ้น อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชนนั่นเอง  ซึ่งหากเป็นไปได้ดั่งที่ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยตั้งปณิธานไว้ ความก้าวหน้าในภาพรวมของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม และการเมืองในทุกระดับ ผู้เขียนคิดว่าคงอยู่ไม่ไกลเกินฝันแน่นอน.. ศณีรา รายงาน 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net