วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เยือนเมืองขุนแผน : สุพรรณบุรี # บางส่วนของ "วัดไผ่โรงวัว"


“พระกะกุสันโธ”

สุพรรณบุรี เป็นจังหวัดใกล้ ๆ ทีต้องยอมรับว่า ผ่านไปผ่านมามากที่สุด แต่ก็แทบไม่ได้แวะเวียนไปเที่ยวเสียเลย ขนาดว่าได้ไปทำงานที่สุพรรณบุรีตั้งหลายเพลา ก็แทบไม่ได้แวะเที่ยวแต่อย่างใด จนกระทั้งโครงการแนะนำศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) บังเกิดขึ้นในชุมชน ผู้มีอิทธิพลอย่างเราจึงพลาดไม่ได้ที่จะต้องเข้าร่วมกับเขาเสียหน่อย (ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้รู้ว่าเขาให้ไปทำอะไร ฮ่า)

รถนัดหกโมงเช้า แต่มาจริง ๆ เสียเก้าโมงเล่นเอาอีฉันของขึ้น เดือดปุด ๆ จะเดินกลับบ้านอยู่รอมร่อ ดีที่ว่าหันไปเห็นรถมาพอดี สอบถามไปมาคนรถว่าลืมวัน ไม่เป็นไรงั้นครั้งหน้าอีฉันก็จะลืมจ้างคุณเช่นกัน

ด้วยความที่ไปทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้โปรกง โปรแกรมใด ๆ มาสอบถามได้ความก็ตอนรถออกเดินทางไปได้พักหนึ่งแล้ว (ส่วนหนึ่งเพราะยังนั่งควันออกหูอยู่ หน้ามืด) ได้ความว่าสถานที่ ๆ เราจะไปสัมนากันนั้น คือ ที่ตลาด ๑๐๐ สามชุก แต่ก่อนหน้านั้นเราจะแวะเที่ยวชมกันที่ "วัดไผ่โรงวัว"

"วัดไผ่โรงวัว" กับฉันนั้น เป็นวัดที่ได้ยินชื่อเสียงมานานนม อีกทั้งนั่งเรือด่วนไปก็สามารถไปถึงในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันเรือด่วนเจ้าพระยาวิ่งไม่ถึงวัดไผ่โรงวัวเสียแล้ว แต่มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ฉันได้มีโอกาสไปเยือนวัดไผ่โรงวัว ซึ่งนั้นก็นานจนลืมไปแล้ว

สิ่งเดียวที่จำได้เกี่ยวกับวัดไผ่โรงวัวคือ มีรูปปั้น "นรก-สวรรค์-เปรต" โดยเฉพาะ "เปรตวัดไผ่" เป็น "เปรต" แรกที่ฉันรู้จัก รู้จักกันก่อน "เปรตวัดสุทัศน์" เสียอีก จำได้แค่นั้นจริง ๆ วันนี้เมื่อรถจอดปุ๊บ อีฉันจึงลงปั๊บไปยืนจังก้าส่องดูเสียทั่วบริเวณด้วยสายตา เพื่อประเมินว่าเวลาไม่ถึง ๓๐ นาทีที่มีอยู่นี้ จะใช้ชมสถานที่ใดได้บ้าง

ฉันแลมองหาเจ้า "เปรตวัดไผ่" สองตัวที่ตัวเมียทิ้งมือลงข้างลำตัว ส่วนตัวผู้ยกมือท่วมหัวไหว้ ไม่เจอเสียแล้วในวันนี้ ถามจากคนในบริเวณนั้น ก็ว่าอยู่อีกฟากหนึ่งของวัด แล้วฉันจะหาเจอมั้ยหละนี่ หรือจะยอมตกรถดี คิดไปคิดมา อย่ากระนั้นเลย หารถกลับลำบาก เอาเท่า ๆ ที่มองดูมองเห็นได้นี่ก็แล้วกัน

สิ่งเดียวที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้าฉันในขณะนี้คือ “พระกะกุสันโธ”  พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ และไม่แน่ใจว่า จะใหญ่กว่า พระใหญ่ที่อ่างทองหรือไม่ แต่ก็ช่างเถอะใครจะสนหละ ในเมื่อพระพุทธรูปสีขาวที่ตั้งเด่นอยู่ตรงนี้ ก็คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวกัน  ฉันกราบนมัสการท่านด้วยสองมือแทนเครื่องบูชาใด ๆ เพราะตอนนั้นผู้คนเริ่มขึ้นไปแยะแล้ว

ฉันเปลี่ยนเส้นทางเดินออกจากองค์พระเพื่อมุ่งหน้าไปยังสิ่งก่อสร้างสำคัญอีกประการของวัดไผ่โรงวัว นั่นคือ “สังเวชนียสถาน 4 ตำบล”  อันได้แก่ สถานที่ที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน โดยเริ่มจาก เจดีย์พุทธคยา ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับองค์พระนั่นเอง

เดินต่อมาได้ไม่นาน ก็มาเจอบ่อ "พุทธบริษัท ๔"

ลุมพินีสถาน หรือ สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า

รูปปั้นเจ้าชายสิทธัตถะ

หมู่นางฟ้า เทวดาแซ่ซ้อง

เป็นปูนปั้นลงสีได้อย่างสวยงามและดูมีชีวิตชีวามาก

ฉันเดินเรื่อยเปื่อยต่อไปยังสถานที่ตั้งพระพุทธรูปขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งพระพุทธรูปนี้เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (อีกแล้ว) พระนามว่า “พระพุทธโคดม” ซึ่งศาลาด้านหน้าขององค์พระนั้นประดิษสถานพระกรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ รวมทั้ง "โลกุตตระ" ขนาดใหญ่ไว้ด้วยกัน

“พระพุทธโคดม”

ไม่ไกลจากนั้นมากนัก ที่ด้านหลังพระพุทธโคดม เป็นวิหารเก่า ๆ มีรูปปูนปั้นต่าง ๆ มากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ

พระพุทธรูปปูนปั้นปางต่าง ๆ

และเมื่อเดินกลับมาเป็นวงกลม (ใครจะเดินเป็นสี่เหลี่ยมก็ไม่ว่ากัน) ก็จะได้พบกับเจดีย์ปรินิพพาน ซึ่งภายในมีพระพุทธไสยาตร ปางปรินิพพานประทับอยู่ ซึ่งทั้งองค์ได้รับการปิดทองจนเหลืองอร่ามไปทั้งองค์

พระพุทธไสยาตร ปางปรินิพพาน

ที่เท้าของพระพุทธรูปมีพระคาถาม ๑๐๘ อยู่กลางฝ่าเท้าทั้งสองข้าง

ฉันได้เข้าไปกราบนมัสการเพื่อความเป็นสิริมงคล และเมื่อดูเวลาก็ได้เวลาที่เราจะต้องออกเดินทางผ่าแดดร้อนเปรี้ยง ๆ กันต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเวลาแวะชมรูปปั้นต่าง ๆ ภายในวัด ซึ่งส่วนใหญ่ที่อยู่ในบริเวณนั้น จะเป็นประเภทสุภาษิตคำพังเพย

หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว

ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด

ทางเดินที่มีรูปปั้นพระสงค์เดินธุดงค์

สุภาษิตพังเพยอื่น ๆ

กลับมาที่ลานหน้า “พระกะกุสันโธ”  อีกครั้งเพื่อขึ้นรถเตรียมเดินทางต่อไป

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net