วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สหรัฐฯหวังปลุกปล้ำ MRC ให้งัดข้อกับจีน


                           

แม้ว่าทางการสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยการริเริ่มความร่วมมือกับ 4 ประเทศสมาชิกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือ Mekong River Commission (MRC) ซึ่งประกอบด้วยลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามเมื่อปี 2009 ที่ผ่านมานี้ก็ตาม แต่การเดินเกมรุกครั้งล่าสุดของทางการสหรัฐฯ ที่มีขึ้นในระหว่างการประชุมร่วมครั้งที่ 5 ของรัฐมนตรีว่าการต่างประ เทศจาก MRC กับนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่กรุงพนมเปญในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ก็นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่สามารถทำให้ทางการจีนหวั่นไหวได้มิใช่น้อยเลยทีเดียว


ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าการเดินเกมรุกของทางการสหรัฐฯในครั้งล่าสุดนี้ นางฮิลลารี คลินตัน ไม่เพียงจะได้ตอกย้ำอย่างมุ่งมั่นถึงท่าทีของการคัดค้านต่อแผนการก่อสร้างเขื่อนทั้งหลายบนแนวแม่น้ำโขงทั้งที่อยู่ตอนบนและตอนล่างของสายน้ำเท่านั้น หากยังได้ประกาศแผนการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับ 4 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างเพื่อมุ่งสู่ปี 2020 หรือ Lower Mekong Initiative 2020 ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดเตรียมงบประมาณและจะประสานงานร่วมกับประเทศพันธมิตรอย่างเช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรปเพื่อทุ่มความช่วยเหลือให้กับลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนามมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งอีกด้วย


โดยถึงแม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะได้จัดเตรียมงบประมาณไว้สำหรับให้การช่วยเหลือแก่ MRC ในระยะเริ่มแรกของการดำเนินงานตามแผนการดังกล่าวนี้เพียง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นก็ตาม แต่การที่พันธมิตรของสหรัฐฯอย่างรัฐบาลญี่ปุ่นที่ได้จัดสรรงบประมาณถึง 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐไว้สำหรับให้ความช่วยเหลือแก่ 4 ประเทศใน MRC และพม่าด้วยนั้น ก็นับว่าเป็นปัจจัยที่สามารถตอกย้ำความหวั่นไหวให้กับทางการจีนอยู่ไม่น้อยอีกเช่นกัน


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าทางการจีนนั้น นอกจากจะไม่ได้เป็นสมาชิกและยังไม่เคยแสดงท่าทีว่าอยากจะร่วมเป็นประเทศสมาชิกของ MRC มาก่อนแล้ว จีนก็ยังมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกับประเทศใน MRC อยู่ไม่น้อยอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งจากแผนการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงในเขตจีนที่มีอยู่ 8 โครงการขนาดใหญ่นั้นยังแสดงถึง “สองมาตรฐาน” ของจีนในลุ่มน้ำโขงอีกต่างหาก


กล่าวคือเมื่อพูดถึงแผนการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงนั้น ทางการจีนก็มักจะกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเป็นการก่อสร้างอยู่ในเขตน่านน้ำที่เป็นอธิปไตยของจีนเท่านั้น แต่เมื่อพูดถึงเรื่องของการเดินเรือขนส่งสินค้าและโดยสารในแม่น้ำโขงเมื่อใดก็ตาม ทางการจีนก็มักจะหยิบยกเหตุผลที่ว่าแม่น้ำโขงสายนี้เป็นแม่น้ำสากลที่จะต้องพัฒนาเส้นทางการเดินเรือให้เชื่อมต่อกันได้ทั้ง 6 ประเทศในตลอดสายน้ำ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าจีนได้เล็งเห็นถึงผลประโยชน์อย่างมหาศาลที่จะได้จากการเดินเรือดังกล่าว


ส่วนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ MRC นั้นจะส่งผลกระทบต่อแผนการก่อสร้างเขื่อนของจีน เนื่องจากจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงของ MRC อย่างเคร่งครัดอันจะทำให้แผนการก่อสร้างเขื่อนให้ครบทั้ง 8 โครงการต้องสะดุดหยุดลงไปด้วยนั่นเอง


ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มองค์การอนุรักษ์แม่น้ำสากลนั้นต่างก็เชื่อว่าสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ระดับน้ำในแม่ น้ำโขงปรับระดับขึ้น-ลงอย่างผิดปกตินั้นเป็นเพราะว่าเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งบนแนวแม่น้ำโขงในเขตมณฑลหยุนหนาน กล่าวก็คือเขื่อนมันวาน เขื่อนต้าเฉาซาน เขื่อนเชียงรุ่ง และเขื่อนเสี่ยววานนั้นได้ปิดประตูเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำไว้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า และจะปล่อยน้ำลงมาตอนล่างก็เมื่อต้องเดินเรือขนส่งสินค้าจากหยุนหนานมาที่สามเหลี่ยมทองคำเท่านั้น


โดยเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งนี้จะต้องกักเก็บน้ำไว้ในปริมาตรรวมกันมากกว่า 17,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเลยถ้าหากเป็นในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่ปัญหาสำหรับในช่วงฤดูแล้งก็คือว่าน้ำที่หล่อเลี้ยงแม่น้ำโขงส่วนใหญ่นั้นมาจากการละลายของหิมะจากเทือกเขาทิเบตเท่านั้น ครั้นเมื่อมีเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 4 แห่งที่มาขวางกั้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้เช่นนี้ จึงทำให้การ ไหลของน้ำที่มาจากการละลายของหิมะดังกล่าวจะสามารถไหลลงมาสู่ตอนล่างได้ก็ต่อเมื่อมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเท่านั้น


แต่ถึงกระนั้น ทางการจีนก็ได้ตอบโต้การกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอดว่า ไม่เป็นความจริงเลยที่เขื่อนขนาดใหญ่ของจีนนั้นคือต้นเหตุของภัยแห้งแล้งในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขง เพราะปริมาตรน้ำที่ไหลจากเขตจีนลงสู่แม่น้ำโขงทั้งสายนั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 16% ของปริมาตรน้ำทั้งหมดตลอดปีเท่านั้น


ยิ่งไปกว่านั้น ทางการจีนก็ยังได้เน้นย้ำด้วยว่าเขื่อนในจีนสามารถที่จะช่วยบรรเทาภัยแห้งแล้งและภัยน้ำท่วมให้กับเขตตอนล่างอีกต่างหาก เพราะเขื่อนในจีนสามารถที่จะกักเก็บน้ำไว้ได้ในปริมาตรมากๆ โดยไม่ปล่อยน้ำลงมายังเขตตอนล่างในฤดูน้ำหลาก ส่วนในช่วงหน้าแล้งนั้นก็ยังสามารถปล่อยน้ำลงมาสู่เขตตอนล่างได้อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเขื่อนในเขตจีนจึงมีผลประโยชน์ต่อเขตตอนล่างมากกว่าผลกระทบในด้านลบนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สภาพของระดับน้ำที่ลดต่ำลงอย่างมากในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขงในฤดูแล้ง ก็น่าจะสามารถลบล้างการกล่าวอ้างถึงสรรพคุณดังกล่าวของเขื่อนในเขตจีนได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจนถึงทุกวันนี้จะยังคงไม่มีใครหรือฝ่ายใดได้ทำการศึกษาหาความจริงที่โต้เถียงไม่ได้ก็ตาม


นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมด้วยว่าทางการจีนไม่ได้มีเพียงเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งที่ว่านี้เท่านั้น หากยังได้วางเป้าหมายที่จะก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแนวแม่น้ำโขงในเขตจีนเพิ่มขึ้นอีก 4 โครงการเป็นอย่างน้อยเพื่อทำให้สามารถผลิตพลังงงานไฟฟ้าให้ได้รวมกันทั้งสิ้นถึง 25,000 เมกกะวัตต์อีกด้วย

โดยที่นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือเขื่อนนูจ้าตู้ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในเวลานี้ ซึ่งสามารถจะกักเก็บน้ำไว้ได้ในปริมาตรรวมกันมากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือมากกว่าปริมาตรน้ำที่เขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งสามารถกักเก็บไว้ได้ในเวลานี้เกินกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว


กล่าวสำหรับเขื่อนเสี่ยววานที่เพิ่งจะเดินเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 4,200 เมกกะวัตต์นั้นนับเป็นเขื่อนที่หวาดหวั่นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเขื่อนที่สูงกว่าระดับน้ำปกติในแนวแม่น้ำโขงถึง 292 เมตรเพื่อทำให้เขื่อนสามารถที่จะกักเก็บน้ำให้ได้ในปริมาตรถึง 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร


ส่วนเขื่อนนูจ้าตู้นั้น ถึงแม้ว่าจะไม่สูงเท่าเขื่อนเสี่ยววานก็ตาม แต่การที่วิศวกรของจีนได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เขื่อนแห่งนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ได้ถึง 5,500 เมกกะวัตต์นั้นก็จำเป็นที่จะต้องกักเก็บน้ำไว้ในปริมาตรรวมไม่น้อยกว่า 43,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเลยทีเดียว


ทั้งนี้โดยเขื่อนยักษ์ทั้ง 2 แห่งดังกล่าวของจีนต้องใช้งบประมาณคิดเป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 2 เท่าของมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายใน (GDP) ของลาวเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าใครหรือฝ่ายไหนจะวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีโครงการเขื่อนยักษ์บนแนวแม่น้ำโขงในเขตจีน อย่างไรก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ทางการจีนจะออกมาตอบโต้ด้วยการชี้แจงถึงสรรพคุณของเขื่อนยักษ์ของจีนทุกครั้งไป


ซึ่งด้วยความเห็นแก่ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวของจีนดังกล่าว จึงถือเป็นโอกาสของสหรัฐฯในอันที่จะแทรกตัวเข้ามาเสริมสร้างบทบาทในลุ่มแม่น้ำโขงให้มากขึ้นได้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้น ก็มีข้อจำกัดอยู่ตรงจุดที่ว่า 4 ประเทศใน MRC ไม่มีความเป็นเอกภาพกัน เพราะในขณะที่ลาวและกัมพูชากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุนจีน ทั้งลาวก็ยังมีแผนการพัฒนาไปเป็นหม้อไฟของเอเชีย (Battery of Asia) ที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนนับร้อยแห่งทั้งในลาวและบนแนวแม่น้ำโขงด้วยนั้น แต่เวียดนามกลับกำลังขัดแย้งกับจีนในเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีในเขตทะเลจีนใต้ ส่วนที่ตกอยู่ภายใต้สภาวะของการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็คือไทยเนื่องจากการที่ไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่กับทุกฝ่ายที่กล่าวมาทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่สหรัฐฯ จะสามารถปลุกปล้ำให้ MRC สามารถต่อกรกับจีนได้จริงๆ แต่สถานการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ นับแต่นี้เป็นต้นไปก็คือลุ่มแม่น้ำโขงจะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อยๆ !!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net