วันที่ อังคาร สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

'นิคม-เกชา'ตัดแต้ม'พิเชต'มาวิน ! : ขยายปมร้อน



          เปิดหน้าคู่ชก!! กันออกมาแล้ว สำหรับคู่ชิงตำแหน่ง “ประธานวุฒิสภา” หลังจาก “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร" ส.ว.สรรหา เจ้าของเดิม ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ เพราะสิ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 124 (4) หลังโดนศาลพิพากษาให้จำคุก แต่รอลงอาญา 2 ปี เหตุไปเซ็นขึ้นเงินเดือนตนเอง สมัยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน

          โดยฟากสรรหาพร้อมใจส่ง “พิเชต สุนทรพิพิธ” ดีกรี ส.ว.สรรหา 2 สมัยซ้อน-ประธานกรรมาธิการ-อนุกรรมาธิการ-ที่ปรึกษากรรมาธิการหลายคณะ และเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคนแรก

          ส่วนฝ่ายเลือกตั้ง “กลุ่มบ้านริมน้ำ” เคาะชื่อ “นิคม ไวยรัชพานิช" ส.ว.ฉะเชิงเทรา ดีกรี รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง 2 สมัยซ้อน และประธานกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา

          ขณะที่ “กลุ่มอีสานพัฒนา” หนุนหลัง “เกชา ศักดิ์สมบูรณ์" ส.ว.ราชบุรี ดีกรีประธานกรรมาธิการการคมนาคม อดีตกำนันแหนบทองคำปี 2541 ลงชิงชัย!  

          ซึ่งเหตุที่ “สายเลือกตั้ง” เจรจาไม่สะเด็ดน้ำ และส่ง 2 เสือลงตัดแต้มกันเอง เพราะ “นิคม” เบี้ยวเงื่อนไข ที่ต้องสละ “เก้าอี้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1” ซึ่งนั่งทับอยู่ เมื่อไม่เป็นไปตามเงื่อนไข “นักการเมืองสายอีสาน” ที่ไม่พอใจเป็นทุนเดิม จึงส่ง “เกชา” ลูกน้องคนสนิท ลงสกัด ขัดขา

          เมื่อ “เสือ 2 ตัวในถ้ำเดียว” คิดแข่ง-ชิงความเป็นใหญ่ การตัดแต้ม แย่งคะแนน ย่อมจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานนี้ “ฝ่ายสรรหา” จึงหวานหมู เชื่อขนมกินได้ว่า “ส.ว.พิเชต” สาวเท้าขึ้นแท่น “ว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่” ไปแล้ว

          แต่อย่าลืมว่า..“วุฒิสมาชิก” เป็นคนพันธุ์พิเศษ เพราะมีทั้งอดีตข้าราชการระดับสูง, นักปกครอง, นักบริหาร, ทนายความ, เอ็นจีโอ รวมไปถึงพ่อค้า นักธุรกิจ ดังนั้นการตัดสินใจให้คะแนนใคร ย่อมมีเรื่องของความศรัทธา และผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

          ดังนั้นจึงเป็นงานหนักของฝ่ายผู้สนับสนุน ที่ต้องเดินเกมล็อบบี้ ขอคะแนน!

          เมื่อเอกซเรย์คะแนนดิบ ทั้ง 148 แต้ม ยอมรับว่า “ฝ่ายสรรหา” เสียเปรียบ เพราะผลตัดสินแพ้-ชนะ รอบแรก "เบอร์หนึ่งสภาสูง” ต้องได้เสียงข้างมากเกินครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมประชุม หากไม่มีใครขาด เสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 74 คะแนน แต่ตอนนี้ “ภาคสรรหา” มีอยู่เพียง 72 คน ส่วน “ภาคเลือกตั้ง” มีครบ 76 คน ดังนั้นเป็นไปได้สูงว่า ต้องมีการลงคะแนนถึง 2 รอบ

          หากพิจารณาคะแนนรอบแรก ของ “นิคม” และ “เกชา” ที่ต่างฝ่ายต่างแย่งแต้มกัน

          โดย “ส.ว.เกชา” แม้ผลงานช่วง 4 ปี ไม่โดดเด่น แต่เป็นที่รู้กันว่า มี “นักการเมืองใหญ่สายอีสาน” เป็นแบ็กให้ ดังนั้นเสียงที่จะได้ส่วนหนึ่งจะมาจากทาง “ส.ว.เลือกตั้งสายอีสาน-สายเหนือ และภาคสรรหาบางกลุ่ม” ประเมินอย่างต่ำอยู่ที่ 40 เสียง

          แต่เหตุที่ “ส.ว.ราชบุรี” พรรษาการเมืองน้อย ผลงานไม่โดดเด่น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ “ส.ว.เสียงข้างมาก” หลายคนประเมินว่า “ยังไม่ถึงเวลาใหญ่!” ทางฟากของ “ส.ว.นิคม” ที่มีประสบการณ์สูง-มากบารมี-บุคลิกนักบริหารต่อรอง จึงสามารถรวมกลุ่มก้อนสายเลือกตั้งจังหวัดปริมณฑล-อีสานบางกลุ่ม-เหนือบางกลุ่ม และส.ว.สรรหาภาควิชาชีพ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมได้ระดับหนึ่ง “ประเมินคะแนนจะอยู่ที่ 40+” แต่ติดปัญหาเรื่องการแสดงความเห็นที่เลือกข้างรัฐบาล ทำให้กลุ่ม ส.ว.ฝั่งตรงข้าม และฝ่ายที่ไม่อิงการเมือง อาจพิจารณาให้ตก ตั้งแต่รอบคัดเลือก

          เมื่อลองมาตรวจสอบประวัติ คู่ชกทั้ง 3 คน พบว่า แต่ละคนมีที่มาไม่ธรรมดา!

          “พิเชต” ปัจจุบันอายุ 71 ปี ตามประวัติก่อนได้รับการสรรหา เป็นสมาชิกวุฒิสภา.. เคยผ่านการทำงานในส่วนราชการ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไต่เต้าจากตำแหน่งเศรษฐกรตรี สังกัดกองโครงการปฏิบัติ กรมวิเทศสหการ, ผู้อำนวยการกองวิชาการ กรมวิเทศสหการ, ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมวิเทศสหการ และอธิบดีกรมวิเทศสหการ ตามลำดับ ซึ่งก่อนลาออกจากราชการได้นั่งในตำแหน่ง รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และภายหลังลาออกในปี 2543 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา คนแรกของประเทศไทย

          “นิคม” ในวัย 65 ปี ก่อนหน้าจะมาดำรงตำแหน่ง “ส.ว.” ผ่านการทำงานภายใต้สังกัดกรุงเทพมหานคร ในระดับผู้อำนวยการ 2 เขต (เขตคลองสาน และเขตสาทร) 5 สำนัก (สำนักผังเมือง, สำนักสวัสดิการสังคม, สำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร, สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล, สำนักการคลัง, สำนักสิ่งแวดล้อม) และก่อนลาออกจากราชการ นั่งอยู่ตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร

          “ส.ว.เกชา” วัย 59 ปี ก่อนหน้าที่จะรับเลือกเป็น “ส.ว.ราชบุรี” ได้ดำรงตำแหน่งกำนัน ต.ท่าราบ จ.ราชบุรี ช่วงดำรงตำแหน่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นกำนันยอดเยี่ยม (แหนบทองคำ) เมื่อปี 2541

          ต้องยอมรับว่าประวัติการทำงานระดับบริหารนั้นสูสี ส่วนใครจะได้ใจ..ได้ครอง “เก้าอี้ประธานวุฒิสภา” วันที่ 14 สิงหาคม รู้กัน

 

....................................

 

"วิสัยทัศน์ว่าที่ประธานวุฒิสภา"


พิเชต สุนทรพิพิธ


          "จะพยายามดึง ส.ว.ไปสู่ความเป็นกลางทางการเมือง ทำให้สถาบันวุฒิสภาได้รับความไว้ใจจากสังคม ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น และพัฒนาให้วุฒิสภาประเทศไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวุฒิสภาอาเซียนของประชาคมอาเซียน ส่วนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองต้องทำให้เกิดฉันทามติจากประชาชน ขณะนี้ประชาชนไม่รู้รายละเอียดของกฎหมายปรองดอง เพราะคนไม่อ่าน ดังนั้นต้องให้สังคมมีความรู้ ความเข้าใจเสียก่อน"


นิคม ไวยรัชพานิช

 

          "คนที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ต้องมีประสบการณ์ มีคุณธรรม และทำให้สถาบันวุฒิสภาเป็นที่พึ่งของประชาชน ส่วนการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ไม่ทำให้เกิดความปรองดองได้แท้จริง เราต้องย้อนไปสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ว่าเขาได้รับการดูแล การปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เสมอภาค"


เกชา ศักดิ์สมบูรณ์


          "จะทำหน้าที่โดยปราศจากอคติ ดำรงตนเป็นกลางทางการเมือง ให้เกียรติสมาชิกทุกคน เพื่อประโยชน์สูงสุดของสถาบันและประเทศชาติ ส่วนเรื่องปรองดองจะใช้การพูดคุยส่วนตัว ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จากนั้นจะนัดมาคุยรวมกัน โดยใช้เวทีของวุฒิสภาเป็นตัวกลาง ประสาน ส่วนภาคประชาชน หากฝ่ายการเมืองปรองดองกันได้ ภาคประชาชนก็จะมีความปรองดองเกิดขึ้น"


..........................

(หมายเหตุ : ศึกชิง 'เก้าอี้ประธานวุฒิสภา' : 'นิคม-เกชา' ตัดแต้ม 'พิเชต' มาวิน ! : คอลัมน์ขยายปมร้อน โดย 'ขนิษฐา เทพจร' http://www.komchadluek.net/detail/20120814/137577/ศึกชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภา.html)
 

โดย คมชัดลึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net