วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปกันบ่อย แต่ไม่ทราบว่า พอทราบเรื่องราว วัดพระธาตุหริภุญชัย กันหรือยัง?




บทความเรื่อง : วัดพระธาตุหริภุญชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดย เจริญ ตันมหาพราน


ไปกันบ่อย แต่ไม่ทราบว่า พอทราบเรื่องราว วัดพระธาตุหริภุญชัย กันหรือยัง?

บทความเรื่อง : วัดพระธาตุหริภุญชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดย เจริญ ตันมหาพราน

วัดพระธาตุหริภุญชัย เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนโดยทั่วไป ทั้งยังเป็นวัดพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีระกา แต่เดิมนั้นเป็นหนึ่งในแปดพระธาตุที่กษัตริย์ล้านนาทุกพระองค์จะต้องมาสักการะบูชาเมื่อได้ขึ้นครองราชย์ โดยมีตำนานการก่อสร้างพระธาตุดังนี้

 

เมื่อครั้งพุทธกาลสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้นได้เล็งเห็นด้วยญาณว่า มีสถานที่แห่งหนึ่งเลียบริมฝั่งแม่น้ำปิงไปทางทิศเหนือในอนาคตจะมีพระธาตุอุบัติขึ้น ผู้คนทั้งหลายจะพากันไปชุมนุมกันที่นั้น อันจะส่งผลให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองยาวนาน พระพุทธองค์จึงได้เสด็จมาพร้อมกับพระอานนท์ พระโสณะและพระอุตระ

 

เมื่อเสด็จมาถึงชัยภูมิแห่งหนึ่งตรงบริเวณที่จะมีพระธาตุอุบัติขึ้น เพียงแค่พระศาสดาทรงมีพระประสงค์ประทับนั่งบนพื้นดินที่ราบเรียบก็มีศิลาก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นมา เพื่อให้พระพุทธเจ้าประทับนั่งและวางบาตร ในช่วงเวลาเดียวกันท้าวชมพูนาคราชโผล่ขึ้นมาจากใต้พิภพ พญากาเผือกก็บินมาจากป่าหิมพานต์เข้ามาอุปัฏฐาก (รับใช้) พระพุทธเจ้า ส่วนพรานป่าชาวลัวะผู้หนึ่งพอทราบว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาในละแวกนั้น จึงได้นำผลสมอมาถวายพระพุทธเจ้าได้เสวยสมอผลนั้นแล้ว เม็ดที่เหลือก็ทิ้งลงบนดินปรากฏเป็นสิ่งอัศจรรย์ขึ้น เม็ดสมอหมุนดังประทักษิณาวรรตพระศาสดา ๓ รอบ

 

ฝ่ายพระอานนท์ได้เห็นดั่งนั้น จึงทูลถามเหตุนิมิตจากพระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วตรัสเป็นพุทธทำนายว่า ดูก่อนอานนท์ พระพุทธเจ้าอุบัติมาแต่ละพระองค์ย่อมมีสุวรรณเจดีย์องค์ละหลัง หลังจากเราตถาคตนิพพานไปแล้ว ในฐานะที่นี้จะมีพระนครหนึ่งชื่อว่า“นครหริภุญชัย” จักเป็นที่ตั้งแห่งสุวรรณเจดีย์บรรจุธาตุกระหม่อม อุรังคธาตุ ธาตุดูกนิ้วและธาตุย่อยจะมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้ “เมื่อใดพรานป่าผู้ที่นำผลสมอมาถวายเราตถาคต อานิสงส์จะจุนเจือให้ไปจุติเป็นพระยาอาทิตยราชเสวยนครหริภุญชัย เมื่อนั้นธาตุตถาคตจะออกมาปรากฏตั้งอยู่ในฐานะที่นี้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย โดยมีพระยาอาทิตยราชเป็นประธาน สิ้นกาลอันช้านานแล”

 

เมื่อสิ้นพุทธพยากรณ์ของพระบรมศาสดาแล้ว พระอรหันต์สาวก ท้าวชมพูนาคราชและพญากาเผือกต่างพร้อมใจกันกราบทูลขอ“พระเกศาธาตุ”จากพระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาใช้พระหัตถ์ขวาลูบพระเศียรได้“พระเกศาธาตุ”เส้นหนึ่งยื่นประทานให้ พระอรหันต์ ท้าวชมพูนาคราช พญากาเผือกได้ช่วยกันนำพระเกศธาตุเส้นนั้นใส่กระบอกไม้รวก บรรจุใส่โกศแก้วใหญ่ที่พระอินทร์เนรมิตให้ แล้วประดิษฐานไว้ในถ้ำใต้ศิลาที่ประทับนั่ง จากนั้นศิลาที่ประทับนั่งก็จมลงสู่ใต้พื้นดินดังเดิม

 

ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าและอรหันต์สาวกพากันกลับสู่เมืองพาราณสีไป ท้าวชมพูนาคราชและพญากาเผือกที่ได้ยินพุทธทำนาย ต่างพากันปลื้มปีติยิ่งนัก โดยท้าวชมพูนาคราชได้ขอให้เจ้าปู่เตโคและเจ้าปู่สุริโย บริวารแห่งท้าวเวสสุวรรณช่วยปกปักรักษา ส่วนพญากาเผือกได้แต่งตั้งกาผู้เป็นหลานตัวหนึ่ง พร้อมกับกาบริวารช่วยกันเฝ้ารักษาที่นั้นไว้ เพื่อป้องกันมิให้คนหรือสัตว์มาสร้างความสกปรกได้

 

กาลเวลาล่วงมาถึง พ.ศ.๑๔๔๐ นครหริภุญชัยได้มีการเปลี่ยนเจ้าผู้ครองนครองค์แล้วองค์เล่า จนกระทั่งในสมัยพระยาอาทิตยราช กษัตริย์ลำดับที่ ๓๓ ขึ้นปกครองชาวเมืองหริภุญชัย โดยมีนางปทุมวดีเป็นพระมเหสีและเกิดศึกสงครามกับกรุงละโว้หลายครั้ง แต่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ ทำให้ศัตรูปราชัยทุกครั้งไป จึงได้ดำริสร้างปราสาทราชมณเฑียรไว้เป็นการเฉลิมพระเกียรติ แล้วปลูกสร้างหอจัณฑาคารที่ลงพระบังคน(ถ่ายทุกข์หนักและเบา)ไว้ที่ใกล้ปราสาทนั้น โดยที่ไม่มีอำมาตย์ผู้ใดทราบความเป็นมา แต่ทุกครั้งที่พระยาอาทิตยราชเสด็จลงพระบังคนที่หอนั้น กาที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาพระธาตุไว้ มักบินมารบกวนเป็นที่น่ารำคาญอยู่เสมอ เพื่อมิให้เสด็จไปใช้หอจัณฑาคารได้ จนพระยาอาทิตยราชทรงกริ้วและรำพึงว่า“กูจะใช้หอจัณฑาคารคราใด เหตุไฉนกาตัวนี้ต้องบินผ่านหน้ากูถึง ๒-๓ ครั้ง มิให้กูไปใช้หอจัณฑาคารได้ ชะรอยจะมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งในฐานะที่นี้เป็นแน่” พระยาอาทิตยราชมีรับสั่งให้อำมาตย์ราชบุรุษช่วยกันทำบ่วงคล้องจักตัวตัวนั้นให้ได้ ฝ่ายไพร่พลได้พยายามใช้เครื่องดักต่างๆจับกาตัวนั้นอยู่หลายวันก็ไม่สำเร็จ จนเป็นที่ประหลาดพระทัยยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้กระทำการบวงสรวงเทพยดาที่เฝ้ารักษาพระนคร ช่วยดลบันดาลให้จับกาตัวนั้นให้ได้ พอบรรดาเทพยดาอารักษ์ได้รับการบวงสรวง ก็ดลบันดาลให้กาตัวนั้นถูกจับอย่างง่ายดาย

 

ครั้งแรกพระยาอาทิตยราชดำริจะสังหารกาตัวนั้นทันที แต่ก็ยังคลางแคลงพระทัยอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ระงับการสังหารหาไว้ก่อน แล้วขังรอเวลาการตัดสินพระทัยอีกครั้งหนึ่ง ราตรีกาลนั้นขณะที่พระยาอาทิตยราชยังบรรทมอยู่ในที่สิริไสยาสน์ เทพยดาที่รักษาพระธาตุของพระพุทธเจ้ามาเข้าสุบินนิมิตว่า“ถ้าพระองค์ใคร่ทรงทราบเหตุที่มีอยู่ใน”ฐานะ“ที่นี้ไซร้ให้พระองค์จงทรงนำทารกที่เกิดได้ ๗ วันมาไว้อยู่ใกล้กา ๗ วัน แล้วนำออกมาไว้กับคน ๗ วัน สลับกันเช่นนี้นานประมาณ ๗ ปี แล้วให้พระองค์มีรับสั่งให้เด็กน้อยนั้นถามกาดู พระองค์ก็จะทรงทราบเหตุที่มีอยู่ใน “ฐานะ” ที่นี้อย่างแท้จริง”

 

ครั้นพระยาอาทิตยราชทรงตื่นจากบรรทม จึงมีรับสั่งให้จัดหาทารกเกิดใหม่มากระทำตามคำเล่าของเทพยดา บรรดาอำมาตย์ราชบุรุษรับสนองพระบรมราชโองการ นำความนี้ไปปฏิบัติตามทุกประการ กาลเวลาผ่านไปครบ ๗ ปี ทารกน้อยเจริญเติบโตขึ้นก็รู้ภาษากา พระยาอาทิตย์ราชมีรับสั่งให้เด็กน้อยถามกาดูเรื่องราวครั้งหนหลังที่สร้างความขุ่นเคืองพระทัย กาผู้เฝ้ารักษาพระธาตุได้ยินเด็กน้อยถามก็ได้อธิบายว่า“อันสถานที่พระองค์ได้ทรงสร้างหอจัณฑาคารนั้น เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระเกศธาตุ อุรังคธาตุแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอดีตกาลพญากาเผือกผู้เป็นอัยกาของข้าพเจ้านี้ ได้สั่งให้อยู่เฝ้ารักษาสถานที่นี้ คอยป้องกันมิให้ผู้คนและสัตว์มาทำสกปรก พระองค์ไม่ทราบว่าเป็นที่มงคล จะมาลงพระบังคนกระทำให้ไม่สะอาด ตัวข้าจึงต้องทำการขัดขวางทุกครั้งไป” พระยาอาทิตยราชได้สดับคำทั้งหมด ก็ทรงมีพระหฤทัยโสมนัสยิ่งนัก จึงตรัสว่า“หากเป็นเช่นนั้น เจ้าจงไปเชิญพญากาเผือกมาเถิด”

 

กาตัวนั้นได้บินไปสู่ป่าหิมพานต์ เพื่อพาพญากาเผือกผู้เป็นปู่มาเฝ้าพระยาอาทิตยราช โดยแจ้งแก่พญากาเผือกว่า“พระยาอาทิตยราชให้ข้ามาเชิญปู่ไป ณ บัดนี้” ต่อจากนั้นกาหนุ่มสองตัวก็คาบท่อนไม้ตัวละข้าง ให้พญากาเผือกจับเกาะตรงกลางท่อนไม้นั้น มีกา ๕๐๐ ตัวเป็นบริวารบินนำไปเบื้องหน้า ตามหลัง ๕๐๐ ตัว ข้างขวา ๕๐๐ ตัว ข้างซ้าย ๕๐๐ ตัว เบื้องบน ๕๐๐ ตัว เบื้องต่ำ ๕๐๐ ตัวพากันบินมาสู่ปราสาทพระยาอาทิตยราช ณ นครหริภุญชัยในวันนั้น

 

พระยาอาทิตยราชทรงให้พระยากาเผือกจับอยู่ที่อาสนะทองคำ กระทำสักการะพญากาเผือกแล้ว เลี้ยงข้าวน้ำโภชนาหารแก่หมู่กาอันเป็นบริวาร เสร็จแล้วให้เด็กน้อยถามพญากาเผือก พญากาเผือกได้เล่าถึงเหตุการณ์หนหลังให้ทรงทราบทุกประการ และแสดงธรรมแก่พระยาอาทิตยราช เมื่อพระยาอาทิตยราชทรงสดับฟังถ้อยคำทั้งมวลแล้ว พระหฤทัยบังเกิดชื่นชมยินดีนัก โปรดให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายรื้อปราสาทราชมณเฑียรของพระองค์ออกไปเสียจากที่นั้น ชำระมลทินนำดินที่ไม่ดีไปทิ้งที่นอกพระนคร แล้วนำดินที่ดีมาถม สถานที่บริเวณนั้นกระทำเป็นปริมณฑลรอบกว้าง ๓๐ วา โปรยด้วยทรายและข้าวตอกดอกไม้ให้หนาได้หนึ่งศอก ประดับประดาด้วยสุคนธชาติ ของหอม ประดับโคมไฟล้อมรอบทั้งสี่ด้าน จักแต่งเมืองหริภุญชัยให้งดงามเหมือนดั่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

ต่อมาพระยาอาทิตยราชได้ประกาศให้ชาวเมืองทราบทั่วกัน ทำให้ทุกคนตื่นเต้นเป็นการใหญ่ ต่างปรารถนามาร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุทั้งสิ้น ทุกคนเตรียมดอกไม้ธูปเทียนมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อตระเตรียมทุกอย่างครบถ้วน ชาวหริภุญชัยต่างคุกเข่าลง ยกมือตั้งไว้เหนือกระหม่อมน้อมนมัสการ โดยมีพระยาอาทิตยราชเป็นประธานนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระปริตรมงคล อันเป็นที่ชอบใจแก่เทพยดา เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและมหาสมัยสูตร เป็นต้น พระยาอาทิตยราชร่วมกับพญากาเผือก ได้ช่วยกันอ้อนวอนอาราธนาขอให้ “พระธาตุของพระพุทธเจ้า” ได้โปรดเสด็จออกมาปรากฏให้เห็น

 

ในขณะนั้นธาตุของพระพุทธเจ้าก็พาทั้งโกศออกมาพ้นแผ่นดิน แล้วเหาะขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศสูงประมาณช่วงต้นกาล เปล่งฉัพพรรณรังสีแผ่กระจายไปทั่วนครหริภุญชัย พระยาอาทิตยราช พญากาเผือก ชาวหริภุญชัยทั้งมวลได้เห็นดังนั้น ก็มีใจอิ่มเอิบชื่นชมโสมนัส กระทำการสักการบูชาและเปล่งเสียงสาธุการ ธาตุของพระพุทธเจ้าได้ลอยอยู่ในอากาศนานถึง ๗ วัน ค่อยเสด็จลงประดิษฐานบนแผ่นดินเหมือนเดิม พระยาอาทิตยราชมีรับสั่งให้คนขุดเอาโกศธาตุและธาตุพระพุทธเจ้า ยิ่งขุดลึกลงไปเท่าใด ธาตุและโกศพระธาตุก็เลื่อนไหลลงไปเท่านั้น พระองค์จึงทรงทำการสักการบูชาขออาราธนา ฉับพลันนั้นพระธาตุก็พาทั้งโกศผุดโผล่ออกจากในดินขึ้นมาสูงได้ ๓ ศอก เปล่งฉัพพรรณรังสีสุกสว่างไปทั่วเมือง เสมอดั่งสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ และทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ฉันนั้น

 

พระยาอาทิตยราชมีพระทัยโสมนัสยิ่งนัก จึงให้บรรเลงดุริยางค์สมโภชพระธาตุพระพุทธเจ้าตลอด ๗ วัน ๗ คืน อีกทั้งทรงสั่งให้หาช่างทองคำมาทำโกศทองคำลูกหนึ่ง มีน้ำหนัก ๓,๐๐๐ คำ(บาท) สูง ๓ ศอก ประดับด้วยรัตนะทั้ง ๗ ประการ ครอบโกศพระธาตุพระพุทธเจ้าที่พระอินทร์นำเอาลงในครั้งกระโน้น ส่วนช่างทั้งหลายได้สร้างปราสาทหลังหนึ่ง มี ๔ เสา มีโขง(ประตูโค้ง)ทั้ง ๔ ด้าน สูง ๑๒ ศอก ปราสาทหลังนี้ก่อด้วยอิฐดิน อิฐเงิน อิฐทองคำ แต่ละก้อนมีน้ำหนัก ๑,๕๐๐ วิจิตรด้วยรัตนะ ๗ ประการ สร้างครอบโกศทองคำอีกชั้นหนึ่ง แล้วพระองค์ก็ทรงกระทำการสักการบูชาและถวายทานเป็นอันมาก ได้ทรงถวายทานทาสไว้ปฏิบัติพระธาตุจำนวน ๔ ครัวเรือน พญากาเผือกก็แนะนำให้พระยาอาทิตยราชดำรงอยู่ในศีล ๕ และอุโบสถแล้วก็อำลากลับคืนสู่ป่าหิมพานต์ อันเป็นที่อยู่แห่งตนในวันนั้นแล

 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระบรมธาตุหริภุญชัยกลายเป็นปูชนียสถานสำคัญของจังหวัดลำพูนที่เก่าแก่ที่สุด เพราะสร้างมานานถึง ๑,๐๙๗ ปี แม้จะสร้างในสมัยพระยาอาทิตยราช แต่ก็มีการเสริมสร้างต่อๆ กันมา ทั้งองค์พระเจดีย์และถาวรวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระเจดีย์ตลอดมาตามลำดับ เมื่อถึงวันวิสาขะบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (ตรงกับเดือน ๖ ในภาคกลาง) อันเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ชาวลำพูนจะจัดงานสมโภชพระธาตุขึ้นทุกปี โดยเรียกงานนี้ว่า “ประเพณีสรงน้ำพระธาตุเจ้า ๘  เป็ง” นับว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีของจังหวัดลำพูน

 

น้ำที่นำมาสรงพระธาตุฯ เป็นน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานมาร่วม รวมกับน้ำทิพย์จากดอยขะม้อ ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมืองลำพูน โดยน้ำทิพย์นี้ตักมาจากบ่อลึกบนภูเขาสูง บ่อนี้ไม่มีใครทราบจะลึกสักเท่าใด เพราะหยั่งไม่ถึง เหตุที่ชาวลำพูนเชื่อกันว่าเป็นน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากมีกฎข้อห้ามว่า ผู้ที่เป็นสตรีเพศห้ามเข้าใกล้ ผู้ใดฝ่าฝืนน้ำจะกลายเป็นน้ำเน่ามีหนอนขึ้นทันที จนกว่าจะนิมนต์พระภิกษุขึ้นไปสวดชัยมงคลคาถา น้ำทิพย์ก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม นอกจากนั้นมีน้ำสุคันธ์ (น้ำหอม) ของประชาชนที่ศรัทธาพากันหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดปีระกา โบราณจารย์ถือว่าพระธาตุหริภุญชัยเป็นที่บรรจุดวงของเขา ดังนั้นคนที่เกิดปีระกาควรหาโอกาสมากราบนมัสการพระธาตุหริภุญชัยให้จงได้ จะบังเกิดเป็นสิริมงคลแก่ตนเองอย่างยิ่งใหญ่

 

คำไหว้พระธาตุหริภุญชัย อะหัง วันทามิ สุวัณณะเจติยัง หริภุญชัยฏฐัง วรโมลี ธารัง อุรัฏฐิ เสฏฐัง สหอังคุลิฏฐ กจจายเนนานิตปัตตะปูรัง สีเสนะ มัยหัง ปณมามิ ธาตุอะหัง วันทามิ สัพพทา สิริสา นะมามิฯ ของทำบุญประจำปีเกิด คนเกิดปีระกา(ไก่) สร้างเว็จจะกุฎี เป็นทาน ผู้ว่าฯ ลำพูนอัญเชิญนํ้าพระราชทาน สรงพระบรมธาตุหริภุญชัย นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประกอบพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมพระราชปัญญาโมลี รักษาการเจ้าคณะจังหวัดลำพูน และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย ประกอบพิธีทางศาสนา และพิธีเปิดงานสรงน้ำพระบรมธาตุฯ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

 

ทั้งนี้ การจัดพิธีสรงน้ำ พระบรมธาตุเจ้าหริภุญชัย เป็นการสักการะพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่ โบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวลำพูน เพราะประชาชนชาวจังหวัดลำพูนถือว่าเจดีย์พระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นเสาหลักเมือง เมื่อทำพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย จึงเท่ากับได้ทำบุญเสาหลักเมืองลำพูน พระบรมธาตุเจ้าหริภุญชัย ถือเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งของจังหวัดลำพูนเป็นจอมเจดีย์องค์หนึ่งในจำนวนแปดแห่งของประเทศไทย

 

ประเพณีสรงน้ำพระธาตุเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดลำพูน และจังหวัดใกล้เคียง ประเพณีนี้ยึดถือและปฏิบัติมาเป็นประจำทุกปี สำหรับประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย จัดขึ้นในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ หรือที่ชาวเหนือเรียกว่าวันแปดเป็ง (ราวเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ของภาคกลาง) หรือวันวิสาขบูชา จะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๙ ค่ำ เป็นต้นไป ในส่วนของทางวัดจะมีการเตรียมงานและกิจกรรมที่จัดขึ้นถึง ๗ วัน ๗ คืน ได้แก่ การแข่งขันตีกลองหลวง การแข่งขันกลองบูชา การประกวดฟ้อนพื้นเมือง การประกวดจัดโต๊ะหมู่บูชา โคมวิสาขะ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๙ พ.ค.-๕ มิ.ย.๒๕๕๕

โดย ชมวิวทิวทัศน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net