วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทัวร์พม่า 9-12 สิงหาคม 2555 ตอนที่ 1 สิเรียม เจดีกลางน้ำเยเลพญา พระอุปคุต


ช่วงวันแม่ปีหลังๆมานี่ ลูกๆย่ามักจะจัดทริปไปเที่ยวกันกับย่า โดยให้ย่าเป็นผู้เลือกว่าอยากจะไปที่ไหน
น้องเต๋าเสนอทริปพม่า ซึ่งตรงใจย่าพอดี เที่ยวพม่านี่ไม่พ้นเที่ยววัด เรียกว่าเป็นทัวร์ไหว้พระก็ไม่ผิดนัก
ในโปรแกรมทัวร์ครั้งนี้แน่นอนว่าต้องมี พระตาหวาน,เจดีย์ชเวดากอง,พระธาตุอินทร์แขวน เป็นหลัก

เรามาชมกันดีกว่าค่ะว่าย่าไปไหนมาบ้าง
วันที่ 9 เวลา 8.30 น.พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่กรุงย่างกุ้งเวลา 10.40 น.
ถึงสนามบินมิงกาลาดง กรุงย่างกุ้ง เวลาประมาณ 11.25 น.



เดินทางโดยสายการบิน เมียร์มาร์แอร์เวย์ เที่ยวบิน 8M336



จากนั้นเช็คอินเข้าที่พัก Yangon Hotel ขณะเดินทางฝนตกปรอยๆ สลับกับตกปานกลาง



จากนั้นไปทานอาหารไทยกันที่ บางกอกคิชเช่น ร้านนี้เปิดทำการเมื่อ 3 ธันวาคม 2549



ตกแต่งร้านออกสไตล์ไทยๆผสมกลิ่นอายพม่า อาหารอร่อยใช้ได้



sandy(ตี้)สาวพม่าหัวใจไทย มัคคุเทศน์อารมณ์ดี หยอดมุขฮาได้ตลอด ไม่ว่าคนในคณะเราจะยิงมุข
อะไรไปเธอโต้ได้หมด เป็นที่สนุกสนาน

คณะเรามีทั้งหมด 11 คนค่ะ ของย่า 4 คณะอาม่า 5อีกสองเป็นสองสามีภรรยา เจ้าของสวนปาล์มน้ำมัน

ขึ้นรถไกด์แนะนำตัวเองเรียบร้อยแล้ว เธอแนะนำให้ปรับนาฬิกา ถอยหลังไปหนึ่งชั่วโมง
(เวลาท้องถิ่นที่เมียนม่าร์ ช้ากว่าประเทศไทยครึ่งชั่วโมง) หุหุ ได้ย้อนเวลา 1 ชั่วโมงก็ยังดี



ฝนตกปรอยๆตลอดทาง หนูตี้(เธอเรียกตัวเองว่าตี้ค่ะ) ชี้ให้พวกเราดูอาชีพๆหนึ่ง คือช่างซ่อมร่มค่ะ
พม่าฝนคงตกบ่อยๆ ร่มใช้งานหนัก ส่วนใหญ่ตัวผ้าร่มจะขาดก่อน โครงร่มยังดีอยู่ ก็เอามาซ่อมใส่ผ้าร่มกัน
เมืองไทยหาที่ซ่อมร่มยากอยู่ ส่วนใหญ่ก็เลยต้องซื้อใหม่เอาค่ะ



ใกล้ถึงวัดแล้วทราบได้เพราะเห็นร้านขายกล้วย,มะพร้าว เรียงราย ผลไม้สำหรับไหว้พระค่ะ



แม่ชีน้อยระหว่างทาง ที่นี่พระ กับชีเยอะค่ะ

ฝนยังตกอยู่อย่างสม่ำเสมอ



ถึงแล้วศาลาท่าน้ำ



แม่ค้าขายดอกไม้ไหว้พระ หอบช่อดอกไม้อันประกอบด้วยแกลดิโอลัสและดอกบัวสายมานำเสนอ



ดอกไม้ไหว้พระยอดนิยมของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นพวงดอกสเลเต(มหาหงส์) ซึ่งเป็นพืชวงศ์ขิง กลิ่นหอมฟุ้ง



ส่วนเจ้านี้มัดเป็นช่อ เลือกเอาตามอัธยาศัย



วัดแรกที่เราจะไปไหว้พระกันอยู่ที่สิเรียม ซึ่งอยู่ห่างจากย่างกุ้งประมาณ 40 กิโลเมตร
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงเมืองสิเรียมนำท่านลงเรือไปชมเจดีย์เยเลพญา
เจดีย์นี้สร้างขึ้นบนเกาะกลางน้ำ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า"เจดีย์กลางน้ำ"



มีเด็กๆมามะรุมะตุ้มจูงลงเรือ เพื่อขอเงินค่าบริการ ต้องเดินกันอย่างระมัดระวังเต็มที่เพราะ
ทั้งโคลนและตะไคร่น้ำตรงขั้นบันใด ทริปนี้ไม่ว่าจะแวะวัดไหนก็ตามต้องถอดรองเท้าถุงเท้า
เดินเท้าเปล่ากันนะคะ กลับขึ้นรถเมื่อไหร่ทางทัวร์จะแจกผ้าเปียก(ผ้าเช็ดมือ ที่ใช้ตามภัตตาคาร)
ให้เช็ดเท้า ที่นี้้หลักปฎิบัติศาสนาเขาเคร่งมากค่ะ เข้าวัดต้องเดินเท้าเปล่าเข้าไปค่ะ



มีเรือข้ามฟากอยู่หลายรำ รับส่งผู้โดยสารไปกลับ



• เจดีย์เยเลพญา

• เจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ
เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่า
ให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะ
เจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น และเจดีย์แห่งนี้
ขึ้นชื่อในเรื่อง ไหว้พระขอพรทำธุระกิจทางการค้า

http://www.oceansmile.com/Phama/JadiYelepaya.htm



เรือลำที่พวกเราจะโดยสารจอดเทียบท่า



หลังคาศาลาท่าน้ำ



พวกเราลงเรือพร้อมกับช่อดอกไม้และเครื่องบูชาพร้อม ข้าวตอกอาหารสำหรับปลาดุก



ชั่วอึดใจเดียวก็ถึงยังวัดกลางน้ำ ระวังลื่นนะคะ



ลวดลายกระเบื้องสีเขียว โดยรอบ



ยักษ์รอบนอกพระเจดีย์



รูปปั้นทาสีทองเข้าใจว่าเป็นเทวดา ลวดลายอ่อนช้อยเหลืองอร่ามตา



องค์พระที่เจดีย์เยเลพญา



ลวดลายที่ขอบหน้าต่างวัด



รูปสลักสีทอง ศิลปะงดงาม



นมัสการพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิเก่าแก่ที่ประดิษฐานบนบัลลังก์ไม้แกะสลักปิดทองคำเปลว
ที่งดงาม ตัวองค์เป็นไม้สัก พระพักตร์และพระกรเป็นหยกขาว มีอายุนับพันปี ซึ่งเป็นที่สักการะบูชา
ของชาวพม่าและชาวต่างชาติ

พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในตู้กระจกเวลาถ่ายจะติดแสงสะท้อนของกระจก จึงทำให้ได้ภาพ
ไม่ค่อยแจ่มนัก ของจริงสวยงามมากค่ะ



กล้วหอมและมะพร้าวเป็นปัจจัยหลักในการไหว้พระ



ตู้บริจากหยอดเงินทำบุญหลังจากที่ไหว้พระเสร็จแล้ว



จากนั้นก็เดินไปยังศาลากลางน้ำ ผ่านฆ้องใหญ่ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก



ไหว้พระอุปคุตที่ศาลากลางน้ำ

-------
ชีวประวัติพระอุปคุต

เชื่อกันมาว่า พระอุปคุตมีอิทธิฤทธิ์ปราบพระยามาร มีเรื่องเล่ามาว่า ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 2
หลังพุทธปรินิพพาน ณ นครปาตลีบุตราชธานี (ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ ภาคใต้ของประเทศอินเดีย)
พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ครองราชสมบัติในขณะนั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
ได้ฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ทั้งหมดที่พระองค์สร้างอย่างยิ่งใหญ่ ตลอด 7 ปี 7 เดือน 7 วัน
แต่ถูกพระยามารมาผจญ ท่านจึงนิมนต์พระอุปคุตไปปราบพระยามารจนพระยามารยอมแพ้ จาก
นั้นพระอุปคุตก็มีชื่อเสียงในทางปราบมาร ท่านมีอีกชื่อว่า "พระบัวเข็ม"

ปัจจุบันยังมีความเชื่อในหมู่ชาวล้านนาว่า พระบัวเข็มหรือพระอุปคุตยังมีชีวิตอยู่ ในทุกวันขึ้น 15
ค่ำที่ตรงกับวันพุธ ชาวล้านนาจะเรียกว่าเป็น "วันเป็งปุ๊ด" พระอุปคุตจะออกบิณฑบาตในร่าง
เณรน้อย และจะออกมาเวลาเที่ยงคืน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีตักบาตรกลางคืนขึ้น

ประวัติในแง่ของพระเครื่อง

พระบัวเข็ม หรือ พระอุปคุต ในทางพระเครื่องมีประวัติว่า "พระบัวเข็ม" เดิมเป็นพระพุทธรูปมอญ
เข้ามาแพร่หลายในไทยช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระรามัญได้นำมาถวายท่านวชิรญาณภิกขุ (ต่อมา
คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) โดยเชื่อในพุทธคุณว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ก่อ
ให้เกิดลาภผล ความมั่งมี ขจัดภยันตราย และมีอิทธิฤทธิ์ในทางขอฝนอีกด้วย

ที่ปราจีนบุรี มีผู้พบพระพุทธรูป เป็นพระบัวเข็มที่แกะสลักด้วยไม้ลอยน้ำมา จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐาน
ที่ วัดใหม่ท่าพาณิชย์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

ขอบคุณข้อมูลจากwikipediaคลิ๊กค่ะ



จากนั้นก็นำข้าวตอกไปโปรยเลี้ยงปลาดุก เนื่องจากฝนตกหนักพวกเราจึงโปรยกันที่ทางเดินโดยยื่นมือ
ลอดซี่กรงโปรยลงแม่น้ำ ปลาดุกตัวใหญ่มาก แต่ไม่สามารถถ่ายรูปได้ หนุ่มยุ่นคนนี้ไม่กลัวเปียกฝน ลงไป
ที่ท่าน้ำโปรยอาหารปลาและถ่ายรูป



เก็บภาพลวดลายอัดสวยงามที่หน้าจั่ว



ขากลับผ่านองค์พระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ ขอเก็บclose up อีกสักหนึ่งภาพเล็งมุม
ที่ไม่สะท้อนแสงกระจกและถ่ายเจาะ



เก็บรายละเอียดที่เจดีย์เลเยพญา



งดงาม



ลายละเอียด



***



++



ู^0^



ระฆังคู่



เจดีย์กลางน้ำอยู่ที่สิเรียม เอาประวัติของเมืองนี้มาลงเพื่อเป็นความรู้ด้วยค่ะ

-----------
• สิเรียม (Syriem) สิเรียมเป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำหงสาและแม่น้ำย่างกุ้ง
ซึ่งในอดีตเมืองนี้ เป็นเมืองท่าสำคัญในการเดินเรือของชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเมืองสิเรียมเป็นเมืองอุตสาหกรรม
ชาวเมืองส่วนใหญ่ทำงานในโรงกลั่นน้ำมันหรือไม่ก็เป็นลูกจ้างในโรงเบียร์ ประชากรส่วนมากเป็นชาวพม่า
เชื้อสายอินเดีย เพราะในสมัยที่พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สิเรียมเป็นศูนย์กลางของเมืองท่าและยังเป็น
แหล่งผลิตอาหารส่งสู่กรุงย่างกุ้ง และอังกฤษต้องเกณฑ์แรงงานอินดียมาทำนา แล้วพากันมาปักหลักทำมา
หากินกันจนถึงปัจจุบนี้

•ประวัติศาสตร์เมืองสิเรียม

• สิเรียม พื้นที่มีสภาพเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เป็นแหล่งอูข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ทำให้เป็นที่หมาย
ปองของชาวต่างชาติในยุคล่าอาณานิคม มีชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอนลันดาต่างก็แย่งกันขยาย
อิทธิพลในภูมิภาคนี้

• หลังจากหมดยุคอันเกรียงไกรของอาณาจักรหงสาวดี สิ้นบุญพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าผู้สืบราชบัลลังก์
ต่อจากบุเรงนอง คือพระเจ้านันทบุเรง พระองค์ทรงอ่อนแอจนบรรดาประเทศราชประกาศแยกตัวเป็นอิสระ
แม้กระทั่งกองทหารและชาวบ้านก็หลบลี้หนีหาย จนอาณาจักรหงสาวดีที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรแทบกลายเป็น
เมืองร้าง กองทัพชาวยะไข่ จากรัฐอาระกัน ก็บุกเข้ามาปล้นสะดมแล้วเผาเมืองโดยง่าย พวกยะไข่มีกองทัพที่
เข้มแข็งและยังมีทหารรับจ้างเป็นชาวโปรุเกสที่เชี่ยวชาญการรบ เมื่อครั้นเคลื่อนพลมาหงสาวดีก็ตั้งกองทัพเรือ
ที่เมืองสิเรียม ครั้นเสร็จศึกสงคราม ก็ปูนบำเหน็จให้ทหารรับจ้างโปรตุเกสชื่อ ฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต เป็น
เจ้าเมืองสิเรียม ตั้งแต่นั้นมาเมืองสิเรียมก็เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลแทนหงสาวดี

• ฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต ปกครองเมืองสิเรียม 13 ปี ได้ทำลายดินแดนพระพุทธศาสนา ยึดทรัพย์สิน
และบังคับให้ชาวเมืองสิเรียมเข้ารีตเป็นชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอริก ให้ทำลายรูปปั้นในศาสนาอื่น โดย
เฉพาะวัดในพุทธศาสนา กอบโกยผลประโยชน์ทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเมืองสิเรียม จนพระเจ้าอนอคะเปตลุน
กษัตริย์พม่า มาล้อมเมืองสิเรียม จับ เดอ บริโต เสียบประจานรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกบิลเมืองพม่าที่กำหนด
ไว้สำหรับผู้ที่ปล้นวัดวาอาราม ทนทุกข์ทรมานอยู่สามวันจึงตาย

• หลังจากการตายของเดอ บริโต เมืองสิเรียมตกอยู่ในอำนาจของพม่าบ้าง มอญบ้าง ไทยบ้างกระทั่ง
พ.ศ.2428พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 อังกฤษได้พัฒนาเมืองสิเรียม
เป็นเมืองอุตสาหกรรมและแหล่งปลูกข้าวตราบจนปัจจุบัน

http://www.oceansmile.com/Phama/JadiYelepaya.htm



เป้าหมายต่อไปคือ เจดีย์โปตาทาวน์ โปรดติดตามชมนะคะ


ขออภัยหากภาพไม่ค่อยสวย ไปทริปหน้าฝน ฝนตกตลอด ท้องฟ้าก็ขมุกขมัว