วันที่ พุธ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จดหมายเหตุเที่ยวละไม.....เยือนสุโขทัย แดนมรดกโลก


            เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้รับความไว้วางใจให้เป็นวิทยากรพิเศษ นำผู้สนใจในประวัติศาสตร์จำนวนกว่า 30 คนจากรายการวิทยุรายการหนึ่ง ไปท่องเที่ยวและทัศนศึกษา ณ เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย กลุ่มเมือง สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร ในวันฟ้าใส เป็นใจ

           การเดินทางในแต่ละครั้ง ทำให้ผมได้มีโอกาสได้ "เรียนรู้" ในมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งหลายครั้งก็ขัดกับประวัติศาสตร์ในกรอบสวยหรูของสังคมไทย และเผลอ ๆ บางครั้งก็ขัดกับความเข้าใจเดิม ๆ ของตัวเองเคย ”สรุป” ไว้ด้วยซ้ำ

..

            ประวัติศาสตร์โหดมันฮาของ Blog จึงเริ่มต้นจากตรงนี้ ตรงที่เราได้เที่ยว ได้คิด ได้ค้นหา”ความจริง” ในมุมมองเชิงมานุษยวิทยา ผมจึงมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้พบหลักฐาน “ที่ไม่ตั้งใจ” ที่หลายคนมองข้ามไป

 

             ในขณะที่ปากก็ทำหน้าที่วิทยากรอธิบายเรื่องราวในประวัติศาสตร์หลักของมรดกโลกอย่างไม่ผิดเพี้ยนจากตำรา เรื่องราวที่ผมพบใหม่ทันทีทันใดนั้นก็จะตามติดออกมาด้วย ผู้ทัศนศึกษาทั้งหลายก็จำต้องกลายเป็น "ผู้ช่วย" จำเป็น ที่ต้อง “มีส่วนร่วม” ในการค้นพบเรื่องราวนั้นไปพร้อม ๆ กัน ก็สนุกสนานไปอีกแบบครับ

....

           จึงอยากบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นมาเก็บเป็นความทรงจำไว้อีกครั้งใน Blog เผื่อผู้สนใจในการเที่ยวแบบอินเดียน่าโจนส์  (แต่ไม่หยิบฉวยของโบราณ สนับสนุนการซื้อ Souvenirs ทุกพิพิธภัณฑ์เพื่อใช้ในการพัฒนา นำไปสู่การเรียนรู้ของเยาวชนผ่านพิพิธภัณฑ์อย่างสมบูรณ์กันเสียที)

            เราเดินทางตอนเช้า จากกรุงเทพฯ ไปถึงเมืองพิษณุโลกก็ปาไปเกือบบ่ายโมง รับประทานอาหารกันที่ริมแม่น้ำน่าน ที่พิษณุโลกมีชื่อในสมัยโบราณว่า "เมืองสองแคว"  ก็เพราะเมืองโบราณสองแควตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสายคือแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย

...

         หลังจากรับประทานอาหารจนอิ่มหนำสำราญ คณะของเราก็เริ่มการทัศนศึกษา ที่วัดพระมหาธาตุเมืองพิษณุโลก รสบัสใหญ่แล่นไปจอดทางด้านทิศตะวันออก ใกล้ ๆ ที่ตั้งของวิหารพระอัฐฐารสยืน ในคติความเชื่อของพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทลังกาวงศ์

 

....

         วัดมหาธาตุเมืองพิษณุโลก น่าจะเคยเป็นปราสาทแบบเขมรโบราณและเคยเป็น "อโรคยศาลา" ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ก่อนการเปลี่ยนแปลงมาเป็นมหาธาตุในสมัยหลัง หลักฐานสำคัญอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์วัดมหาธาตุ คือรูปสลักของพระไภษัชยคุรุไวทูรยประภาในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรคภัย

        วิหารพระอัฐฐารสยืน เดิมเป็นวิหารหลักของปรางค์มหาธาตุ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตามคติโบราณนิยม เนื่องด้วยพระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นนัยยะแห่งการ “ รู้แจ้ง หรือ”แสงสว่าง” แทนความหมายด้วยทิศตะวันออก

....

          ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 – 22  รัฐสุโขทัยมีเมืองพิษณุโลกสองแควเป็นศูนย์กลางสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยา แต่ก็มิได้หยุดการสร้างสรรค์ศิลปกรรมในตระกูลช่างสุโขทัยอย่างที่เข้าใจในประวัติศาสตร์สายหลัก ที่มักจะยกความสวยงามเหล่านั้นไปอยู่ในสมัยสุโขทัยโบราณเสมอ

..

            ที่ผมพูดเช่นนี้ ก็เพราะว่า "พระพุทธชินราช" พระพุทธรูปศิลปะงดงามเป็นเอกของวัดมหาธาตุในปัจจุบัน ไม่น่าสร้างขึ้นในช่วงสมัยสุโขทัยโบราณหรือในสมัยพญาลิไทตามที่เข้าใจกัน เพราะในสมัยสุโขทัยโบราณนั้น มีวิหารพระพุทธรูปอัฐฐารสยืนเป็นประธานหลักของวัด และยังไม่มีการวางแผนผังวิหาร 4 อิริยาบถ อย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด วิหารพระพุทธชินราชหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทางแม่น้ำน่าน การสร้างพระหันหน้าไปทางทิศนี้มีความหมายนัยยะอะไร ?

            หรือเป็นการสร้างพระพุทธปฏิมาถวายเป็นพุทธบูชา เพราะเหตุ ....การ"การสวรรคต"  ของกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งที่มีความสำคัญของเมืองพิษณุโลกสองแคว 

..

           "อาจจะ" เป็นพระที่พระนเรศวรราชธิราช ทรงโปรดให้หล่อสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระมหาธรรมราชา ผู้เป็นเชื้อสายกษัตริย์แห่งสุโขทัย – พิษณุโลก ในครั้งที่พระองค์กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้งในฐานะของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา จึงมีเรื่องเล่ากันว่า ใบหน้าของพระพุทธชินราชก็คือเค้าหน้าขององค์พระนเรศวร แต่ผมว่า เป็นเค้าหน้าของพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระองค์เสียมากกว่า

..

            วิหารพระอัฐฐารสในปัจจุบัน มีการบูรณะใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยใช้งบประมาณของวัด

ซึ่งก็ได้สร้าง "ปัจจุบันสถาน" ขึ้นใหม่ หินชนวนเรียงพื้นในยุคสุโขทัยโบราณก็ถูกรื้อทิ้งและนำหินทรายสระบุรีที่มีสี  "คล้าย" กันมาปูพื้นวิหารแทน หากมองแบบนักท่องเที่ยวทั่ว ๆ  ก็คงจะเฉย ๆ และดูว่าสวยงามเรียบร้อย สมบูรณ์ดี แต่ถ้ามองในมุมมองของผม นี่คือการทำลาย "หลักฐาน" ด้วยการสร้างใหม่ให้เป็นปัจจุบันสถาน ทั้งยังขาดความเข้าใจในบูรณปฏิสังขรณ์ อีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย

....

        จากพิษณุโลกสองแคว คณะของเราเดินทางไปยังเมืองศรีสัชนาลัย เมืองมรดกโลก ที่ได้รับการชื่นชมในการจัดการภูมิทัศน์อันดับหนึ่งของประเทศไทย แวะเข้าเมืองเชลียง เมืองเริ่มแรกก่อนขยายตัวไปเป็นเมืองศรีสัชนาลัย เนื่องด้วยกระแสน้ำของแม่น้ำยม “โค้งตวัด” ย้อนกลับมา กัดเซาะแผ่นดินเมืองเชลียงจนต้องย้ายเมืองหนี!!!!

.

         เมืองเชลียง มีพระปรางค์ใหญ่อยู่ใจกลางเมือง และด้วยยังคงมีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ภายในโดยสมบูรณ์ วัดมหาธาตุเมืองเชลียงจึงยังถือเป็นพระมหาธาตุที่สำคัญของประเทศไทย หากมีโอกาสไปเที่ยวชม ก็อย่าลืมเครื่องหอมบูชาพระบรมธาตุไปด้วย

.. 

         อย่าลืมนะครับว่าโบราณสถานเพื่อการท่องเที่ยวในโลกแห่งเศรษฐกิจนั้น อีกหน้าที่หนึ่งก็คือ “วัด” ในพระพุทธศาสนา ที่เราควรให้ความเคารพบูชาอย่างถูกต้อง อย่ามัวแต่หลงเป็น "นักท่องเที่ยว” จนลืมตัวกันนะครับ

... 

        ที่วัดมหาธาตุเมืองเชลียงนี้ มีพระพุทธรุปคู่หนึ่งในวิหารด้านหน้าสุดของวัดรุ่นใหม่ เป็นที่เคารพของชาวศรีสัชนาลัย และใกล้เคียง มีชื่อว่า  " พระร่วง – พระลือ " กรมศิลปากรได้นำองค์จริงไปเก็บซ่อนไว้ในพิพธภัณฑ์ อ้างว่ากลัวหายหากยังอยู่กับชาวบ้าน แล้วนำรูปจำลองมาประดิษฐานแทน เป็นเหตุให้ชาวบ้านเมืองเชลียงยังไม่เข้าใจกรมศิลปากรมาจนถึงทุกวันนี้

.... 

 

...

          เล่ากันมาว่า หากใครต้องการมีบุตร ก็ให้มาขอพระร่วง-พระลือได้ แต่หากจะให้สัมฤทธิ์ผลแน่นอนแล้ว ก็ควรนำว่าวจุฬา-ปักเป้า มาถวายเป็นเครื่องบูชาด้วย เราจึงยังเห็นว่าว เป็นเครื่องบูชาอยู่ในวิหารในวันนี้

...

          เราเดินลอดผ่านประตูศิลาแลงแท่งใหญ่อันน่าอัศจรรย์ใจ เป็นรูปแบบศิลปะประตูและกำแพงที่ไม่มีใครเหมือน มียอดของพระมหาไวโรจนะพระพุทธเจ้าสูงสุด พร้อมพระชินพุทธะ 4 ทิศ ในคติของมหายานที่เป็นคตินิยมในบุคนั้น แต่หลายคนก็ยังคงอธิบายให้เป็นพระพรหมในคติฮินดูบ้าง จาตุมหาราชิกา (ผู้รักษาโลกทั้ง 4 ทิศ) ในไตรภูมิของเถรวาทบ้าง ก็เห็นจะต้องตามแต่ใจกันไป ห้ามมิได้

...

..

          วิหารด้านหน้าของพระปรางค์หันไปทางทิศตะวันออก มีพระพุทธรูปปางลีลา (เดิน) องค์เล้กองค์หนึ่งทางด้านซ้ายติดกับองค์ปรางค์ มีข้อสันนิษฐานโดยนายกริสโวลด์ ที่ฮือฮาในวงการโบราณคดีมานานแล้วว่า “เป็นเค้าหน้าของพ่อขุนรามคำแหง”  ซึ่งมีข้อโต้แย้ง....ถกเถียงกันในเวลาต่อมาในหลาย ๆ แง่มุม

..

..

        ส่วนความเห็นของผม ก็คือ มันมีร่องรอยของการก่อสร้างเพิ่มเติมพระองค์นี้ในสมัยหลัง ในคติความเชื่อแบบลังกาวงศ์ ในช่วงการบูรณะวัดมหาธาตุเมืองเชลียงครั้งใหญ่นี้ในสมัยอยุธยา ซึ่งความนิยมในการสร้างพระปางลีลา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสมัยสุโขทัยโบราณเท่านั้น ช่างโบราณเขาสามารถสร้างงานศิลปะโดยลอกเลียนประยุกต์แบบคลาสลิคในยุคก่อนมาใช้กันได้

..

 

        ในวัดมหาธาตุเมืองเชลียง มีการสร้าง  "พระเจดีย์มหาธาตุ"  ในยุคต่อมา สร้างต่อไปทางด้านหลังปรางค์เดิม เป็นวัดใหญ่เรียงแถวต่อไปทางทิศตะวันตก ก็มาพบปริศนาพระวิหารของพระอัฐฐารสยืน สูง 18 ศอก ( อัฐฐาแปลว่า 18 ) ด้วยการวางตำแหน่งของวิหารหันหน้าไปทางทิศเหนือและตั้งอยู่เยื้องหน้าวิหารใหญ่ไปทางข้างวัด

..

        การวางตำแหน่งที่ไม่อยู่ในแผนผังหลักของวัด ?  หรือพระอัฐฐารสยืน จะเป็นพระยืนที่นิยมสร้างกันตามคติ “ พระพุทธสูง 18 ศอก ” ของลังกาวงศ์ในสมัยหลัง ? คือสมัยอยุธยา ไม่ได้นิยมสร้างในสมัยสุโขทัยโบราณอย่างที่เข้าใจกันแต่เดิม

            จากวัดมหาธาตุเมืองเชลียง คณะทัวร์ของเราก็เดินท่องเที่ยวเมืองศรีสัชนาลัยกันในยามเย็น แวะเที่ยววัดต่าง ๆ ตั้งแต่วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว และชมปูนปั้นที่วัดนางพญา กว่าจะเสร็จสิ้นหลายคนก็ต้องลากขากลับมาที่รถอย่างเหนื่อยอ่อน

 

..

            เรารับประทานอาหารเย็น(ค่ำ)กันอย่างเอร็ดอร่อยที่ร้านสินวนารีสอร์ท ทั้งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโบราณสุโขทัยและพักผ่อนนอนหลับกันที่โรงแรมไพลิน โรงแรมที่ผมคิดว่าดีที่สุดหากท่านต้องการรับรองเพื่อนชาวต่างประเทศมาเที่ยวมรดกโลกที่เมืองไทยหรือแม้กระทั่งตัวของท่านเอง

..

            ในตอนเช้า เราเดินทางไปเที่ยวชม วัดพระพายหลวง หลายคนในคณะก็ถามถึงความหมายของชื่อวัด ก็คงต้องเล่าว่า ชื่อของพระพายหลวง และเหล่านามวัดโบราณต่าง ๆ ในเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัยนั้น มาจากการบอกเล่า(แต่ง) โดยนายต่อ ไกด์ผู้นำทางพารัชกาลที่ 6 ในสมัยที่ยังเป็นพระบรมฯ เสด็จเที่ยวเมืองสุโขทัย รัชกาลที่ 6 ก็บันทึกชื่อไว้ตามนั้นในงาน ”เที่ยวเมืองพระร่วง” ก็เลยต้องเรียกกันเลยตามเลยมาถึงจนทุกวันนี้

 

..

            วัดพระพายหลวง เดิมเคยเป็นปราสาทแบบเขมรโบราณในพุทธศตวรรษที่ 17 ก่อนการเกิดเมืองสุโขทัยโบราณ และได้ถูกสร้างเพิ่มเติม เปลี่ยนมาเป็นปราสาทสามยอด เช่นเดียวกับปรางค์สามยอดที่ลพบุรี เป็น”โรงพยาบล” หรือ”อโรคยศาลา” 

           ปราสาทสามหลังแทนความหมายของพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรคภัยคือ “พระไภษัชยคุรุไวทูรยประภา” ถือหม้อยาไว้ในมือปางสมาธิ (ขุดพบหลักฐานที่วัดพระพายหลวงนี้เอง) พระจันทร์หรือนางปรัชญาปารมิตา อันเป็นพลังเบื้องหลัง พระอาทิตย์หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ผู้เป็นพลังเบื้องหน้า ปรากฏในคัมภีร์ของลัทธิวัชรยาน อันเป็นคตินิยมก่อนหน้าสมัยกรุงสุโขทัยโบราณ

...

 

           ในสมัยต่อมา ก็ได้มีการดัดแปลงเป็นศาสนาสนถานในลัทธิเถรวาทลังกาวงศ์ อันเป็นคติสำคัญของบ้านเมืองสุโขทัยในยุครุ่งเรือง พระโพธิสัตว์และมนุษยพุทธะหายไป พุทธประวัติ ชาดกและพระพุทธเจ้าใน 5 กัลป์ เข้ามาแทนที่ ในรูปแบบของปูนปั้นประดับองค์ปรางค์

..

          วัดศรีชุม เป็นอีกจุดหนึ่งที่คณะของเราได้เข้าไปทัศนศึกษา ใบหน้าและองค์พระอัจนะใหญ่ในมณฑปพังทลายจนแทบไม่เหลือเค้าหน้าเดิม แต่ก็มีการบูรณะในปี 2510 โดยนำใบหน้ามาจากพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยคลาสลิคมาปั้นเติมให้ใหม่  หลังจากการตากแดดและฝนมาได้ระยะหนึ่ง คราบราเมือกและผงฝุ่นตามสายน้ำฝนได้ทำให้องค์พระกระด่างกระดำ มีเสน่ห์และกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญไปซะงั้น  จนเป็นภาพโฆษณาการท่องเที่ยวไปทั่วโลก

         จนวันหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ กรมศิลปากรได้พยายามขัดล้างองค์พระให้ขาวใสอีกครั้ง เคลือบด้วยน้ำยาคุณภาพ ( ต่ำ) จากประเทศญี่ปุ่น และโอ้อวดว่า จะทำให้พระอัจนะวัดศรีชุมนี้ ขาวไปตลอดกาล

 

        ในที่สุดพระอัจนะ วัดศรีชุม ก็กลับมาเป็นฝ้าด่างดำอีกครั้งในคราบรุ่นใหม่ เพราะผู้มีอำนาจในการบูรณะดันเชื่อโฆษณาน้ำยาบำรุงผิวพรรณมากเกินไป จนลืมไปว่า "ถูกหลอก" หรือตัวเอง "แกล้งโง่" (เพื่ออะไรบางอย่าง) ก็ไม่อาจทราบได้

         จากวัดศรีชุม เราเดินทางมาชมพิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เมืองมรดกโลกที่น่าสงสารในสภาวะบ้านเมืองปัจจุบันที่เศรษฐกิจกำลังผันผวน  มีการตกแต่งออกแบบห้องนิทรรศการภายในอย่างสมบูรณ์แบบ สวยงามน่าเที่ยวชม แต่ดันขาดงบประมาณในการเปิดเครื่องปรับอากาศ !!!!

 

          ภายในพิพิธภัณฑ์มุมหนึ่ง ผมได้พบกับรูปเคารพหินทรายปริศนาแปลกตารูปหนึ่ง มีคำอธิบายว่าเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ แต่มันไม่ใช่เช่นนั้นแน่ครับ รูปเคารพดังกล่าวนุ่งกางเกงขาสั้น สถาพถูกทุบทำลาย ลักษณะของรูปที่เหลือของแข้งแบบกล้ามเนื้อคน บอกได้อย่างเดียวว่า นี่คือรูปสลักของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ที่ต้องเคยประดิษฐาน ณ แห่งใดแห่งหนึ่งในโบราณสถานแบบปราสาทก่อนเกิดกรุงสุโขทัย และ ถูกทุบทำลายในสมัยต่อมาอย่างตั้งใจ

 

      

           ยังมีความตั้งใจในการปิดบัง "รากฐาน" ของบ้านเมืองก่อนเป็นกรุงสุโขทัย ด้วยการอธิบายเปลี่ยนให้รูปสลักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ให้กลายเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเสีย ซึ่งคงอยู่ในช่วงสมัยหนึ่งของการสร้างประวัติศาสตร์แบบชาตินิยม และพยายาม "แบ่งแยก" ให้สุโขทัยของ "คนไทย" โผล่ขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่สามารถปลดแอก ประกาศเอกราช จากชาติขอมได้สำเร็จ ดังเรื่องนิทานสนับสนุนเรื่องพระร่วงส่วยน้ำ หรือขอมดำดิน

           หลังจากพาลูกทีมแวะสนับสนุนร้าน Souvenir ของพิพิธภัณฑ์เพื่อสนับสนุนค่าแอร์ให้กับทางราชการ ที่ยังขาดการจัดการบริหารมรดกโลกทางวัฒนธรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นมืออาชีพแล้ว ผมก็พาเดินลัดและผ่านเนินปราสาท สถานที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ได้จาริกแสวงบุญมาพบ หลักศิลาจารึก (เจ้าปัญหา) และพระแท่นมนังคศิลาบาท ไปยังวัดมหาธาตุ ศูนย์กลางแห่งนครสุโขทัย

          

          วัดพระมหาธาตุสุโขทัย เป็นพระมหาธาตุสำคัญอีกองค์หนึ่งของประเทศไทย ที่เชื่อว่ายังคงบรรจุพระบรมธาตุไว้โดยมิได้สูญหายไปตั้งแต่ครั้งอดีต

..

 

           ภายในวัดมหาธาตุมีร่องรอยการก่อสร้าง ดัดแปลงและเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัยหลายสมัย

            เริ่มต้นจากที่วัดมหาธาตุเคยเป็นปราสาทแบบเขมรโบราณ ก่อนถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ให้กลายเป็นเจดีย์ มีปรางค์ล้อม 4 ด้าน และดัดแปลงใหญ่อีกครั้งโดยการสร้างเจดีย์มุมขึ้นทั้ง 4 ทิศ  กลายเป็นเจดีย์ 5 ยอด ตามคติเขาพระสุเมรุ  แล้วจึงมีการสร้างวิหารพระอัฐฐารสยืนขึ้นทางซ้ายขวาในสมัยหลังสุด

..  

         หลักฐานสำคัญของวัฒนธรรมปราสาทแบบเขมรโบราณ คือ "บรรณาลัย"  ศิลาแลงขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ทั้งทางด้านซ้ายและขวาของเจดีย์ประธาน มีร่องรอยของฐานรูปเคารพหินทราย กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป หินศิลาแลงที่เคยเป็นใช้เป็นโครงสร้างของปราสาทหลักและบรรณาลัยน่าจะถูกเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงมาสร้างเป็นพระเจดีย์ในคตินิยมของสมัยต่อมา

..

..  

         ฐานรูปเคารพหินทรายขนาดใหญ่ ตั้งอยู่หน้าพระเจดีย์ เป็นหลักฐานสำคัญของคติปรัชญาในศาสนาพุทธลัทธิวัชรยานตันตระ ที่นิยมสร้างรูปเคารพบนฐาน 3 รูป โดยมีความหมายถึง พระหลักของศาสนาสถาน พระผู้เป็นพลังเบื้องหน้าหรือพยาน และพระผู้เป็นพลังเบื้องหลัง หรือเป็นพลังของพระหลักแห่งศาสนสถานนั้นทั้งคู่  ซึ่งคติพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์ในยุคสุโขทัยโบราณไม่นิยม  วัดมหาธาตุจึงน่าจะเคยเป็นศาสนาสถานแบบวัชรยานตันตระ(มหายาน)มาก่อนอย่างแน่นอน

..

        

..

         ที่มุมทางขวามือสุดของกลุ่มเจดีย์รายรอบ หากมองจากทางด้านหน้าของวัด เป็นเจดีย์ที่มีการพบ "กรุ"  ทั้งสี่มุม บรรจุพระพุทธรูปในศิลปะแบบสุโขทัยและอู่ทอง  เพดานกรุด้วยหินชนวนสลักลายดอกบัวบาน  ( มีการจำลองแบบเจดีย์และกรุ เป็นนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติรามคำแหงด้วย )

..

..

          เล่ากันว่า มีการพบกรุโดยความบังเอิญในหน้าฝนหนึ่ง คนสวนของอุทยานประวัติศาสตร์กำลังขึ้นไปถอนวัชพืช แล้วตรงที่ยืนเกิดทรุดเข้าไป โชคดีที่เป็นเวลากลางวันและคนทำสวนคนนั้น ไม่ใช่คนโลภมาก ไม่งั้นเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นพระพุทธรูปเหล่านั้นในพิพิธภัณฑ์เป็นแน่

...........

          ในขากลับ คณะของเราเดินทางมาเที่ยวเมืองกำแพงเพชรโบราณ หนึ่งในเมืองมรดกโลก เยือนเขต "อรัญวาสี " เช่นวัดช้างรอบ วัดพระสี่อิริยาบท แล้วก็เข้าเขตเมืองชมวัดพระแก้วน้อย

           เมืองกำแพงเพชร กลายเป็นเมืองป้อมปราการขนาดใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยแม่น้ำปิงเป็นเส้นทางเดินทัพสำคัญของพม่าในทุกครั้งที่รุกรานเข้าสู่ภาคกลาง จึงมีป้อมปราการแบบฝรั่งใหญ่โตไว้ตั้งปืนใหญ่ ตั้งป้อมเมืองขนาบ ขนานไปกับแม่น้ำ  เมืองอีกฝั่งหนึ่งเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุนครชุมอันเป็นหลักของเมือง ซึ่งผมก็ได้พาคณะเข้าไปนมัสการเป็นการส่งท้าย

..

..

          สายน้ำเย็นของแม่ปิงในวันนี้ ไหลพัดพาอดีตที่ไม่รู้จบมากมายมาให้เราเราได้มีโอกาสพูดคุยสังสรรค์และรู้จักกันในอาหารมื้อเย็นริมแม่น้ำปิง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ ด้วยความเหนื่อยอ่อน

..

..

         ประวัติศาสตร์หลากเรื่องนั้นมากมายและยาวนาน ช่วยให้ความสัมพันธ์ของเรานั้นยั่งยืน........เมื่อเราได้มาพบกัน เช่นนี้

...

         ขอบคุณที่เพียรพยายามอ่านจนจบครับ....

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net