วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามไปดู “พระนอน (พระพุทธรูป) มีหัวใจ....มันแปลกดีน่ะ!!



พระนอนมีหัวใจ

บทความ พร้อมภาพถ่ายสะสม โดย อ.เจริญ ตันมหาพราน นักประวัติศาสตร์ชุมชน และนักเขียน

พระนอน หรือ พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปที่พุทธศาสนิกชนเคารพสักการะมากที่สุดอีกปางหนึ่ง จึงมีการสร้างพระนอนขนาดใหญ่ไว้ตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ แต่บางแห่งก็มีคติความเชื่อแตกต่างออกไป เช่น พระนอนมีหัวใจองค์นี้ ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดบางพลีใหญ่ ในท้องที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งนอกเหนือจะมีขนาดใหญ่แล้ว ยังมีการออกแบบอาคารภายในองค์พระให้เกิดใช้สอยประโยชน์ได้หลากหลายอย่างน่าทึ่ง


พระนอนเป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอังคาร


วัดบางพลีใหญ่กลางเป็นวัดเก่าสร้างมานาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใครเป็นผู้สร้าง จากการสันนิษฐานอายุคงไม่ต่ำร้อยปีขึ้นไป เพราะมีพระอุโบสถเก่าหลังหนึ่งที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๗๒ มีหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ทุกคนรู้จัก และยังมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งที่น่าสนใจ แปลกกว่าพระพุทธรูปอื่นๆ ตรงที่เป็นพระพุทธรูปที่มีหัวใจ พระพุทธรูปปางนี้อยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแคงข้างขวา พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกายพระกัจฉะ(รักแร้) ทับบนพระเขนย(หมอน) อุ้งพระหัตถ์ขวาขึ้นประคองพระเศียรให้ตั้งขึ้น ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำวันของผู้ที่เกิดในวันอังคาร


พระนอนมีหัวใจองค์นี้ ประดิษฐานอยู่ในวัดบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

เหตุของการสร้างพระนอนในวัดนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว ท่านเจ้าคุณอรรถโกวิทคุณ(หลวงปู่กิ่ม) เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการได้ส่งพระใบฎีกาจำนงค์ สุเมโธ เข้ารับการอบรมหน่วยพัฒนาทางจิตมูลนิธิพระอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ที่จิตภาวัน จังหวัดชลบุรี ขณะที่ได้รับการอบรมอยู่ที่จิตภาวันนั้น พระใบฎีกาจำนงค์ได้เห็นการก่อสร้างของจิตภาวันใหญ่โตมีสง่าราศี สามารถโน้มน้าวจิตใจสาธุชนให้มาเข้าวัดได้ ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ.๒๕๑๐ พระใบฎีกาจำนงค์ได้มีความคิดที่จะสร้างถาวรวัตถุขึ้น เพื่อใช้เป็นสิ่งจูงใจบุคคลทั่วไปให้หันหน้าเข้าวัด นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมแก่สาธุชนอีกด้วย

 

หลังจากท่านมีความคิดริเริ่มก็ได้เที่ยวจาริกไปดูโบราณสถานที่เกี่ยวกับพุทธ ศาสนาทั่วประเทศ แม้ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ก็เคยได้ไปดูมาแล้ว ในที่สุดพระใบฎีกาจำนงค์มีความเห็นว่าถาวรวัตถุนั้น ควรเป็นพระสีหไสยาสน์ เช่น พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง, พระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์(วัดเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร)กรุงเทพฯ ที่สร้างกันมาแต่โบราณ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการสร้างอีกเลย ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง พระใบฎีกาจำนงค์ต้องการให้วัตถุชิ้นนี้ใช้สอยประโยชน์ได้หลายอย่าง จึงออกแบบภายในองค์พระเป็นห้องปฏิบัติกัมมัฏฐานได้อีกด้วย

 

แต่การสร้างพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก เมื่อขาดปัจจัยเป็นที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน พระใบฎีกาจึงค้นหาวิธีด้วยการสร้างพระอรหันต์จำนวน ๕๐๐ องค์ เพื่อให้ญาติโยมพุทธบริษัทได้เข้าวัดทำบุญ โดยสร้างพระอรหันต์อุทิศให้แก่ญาติโยมที่ล่วงลับไปแล้ว แทนการสร้างพระเจดีย์ดังแต่ก่อน วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง ปัจจัยที่ได้จากการสร้างพระอรหันต์ได้นำมาเป็นทุนในการสร้างพระพุทธไสยาสน์ นอกเหนือจากการบริจาคโดยทั่วไปของผู้มีจิตศรัทธา

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๑ มีการติดต่อผู้รับเหมาก่อสร้าง พร้อมทั้งอัญเชิญสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์พระพุทธไสยาสน์ การก่อสร้างดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีและใช้เวลานาน เนื่องจากมีอุปสรรคหลายอย่างในการก่อสร้างเป็นต้นว่าผู้รับเหมามักปล่อยงาน ให้ล่าช้าหรือไม่ทำงานไม่ทันตามสัญญา ในที่สุดก็ทิ้งงานหนีหายไป จนเป็นเหตุให้เสียเวลาหาช่างใหม่เข้ามาทำ

 

การบรรจุพระปัปผาสะ (ปอด)และพระยกนะ (ตับ) รวมทั้งพระหทัย (หัวใจ) สีทองเหลืองอร่าม เช่นประเพณีการสร้างพระพุทธรูปของพุทธศาสนิกชนภาคเหนือ

ภายในองค์พระพุทธไสยาสน์แบ่งออกเป็น ๔ ชั้นด้วยกัน คือ

ชั้นแรก มีห้องปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ๒๘ ห้องเรียงรายเป็นแถวยาว บรรยากาศสงบเงียบ มีทางเดินบันไดขึ้นชั้นสอง ปูลาดด้วยหินอ่อนสีขาวนวล มีรูปพระอุปัชฌาย์หลวงปู่กิ่มและรูปพระอริยสงฆ์

ชั้นสอง เป็นห้องโถงกว้างใช้ฝึกกัมมัฏฐาน

ชั้นสาม มีภาพเขียนแสดงเรื่องราวพุทธประวัติประเภทชาดกและยังแบ่งเป็นห้องนรก สวรรค์ รวมทั้งภาพเขียนเรื่องบาป-บุญกุศล เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พึงสังวรณ์ไว้ให้สร้างแต่ กรรมดี ภาพต่างๆ มากมายที่เขียนขึ้นภายในอาคารพุทธไสยาสน์นั้น ล้วนเป็นฝีมือของอาจารย์วัจฉละ สาเงิน ครูศิลปะจากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ ซึ่งเข้ามาอุทิศแรงกายแรงใจคิดค้นด้านศิลปะ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

ชั้นสี่ เป็นชั้นสุดท้าย อีกทั้งเป็นส่วนที่สำคัญของอาคารพุทธไสยาสน์ เพราะมีการบรรจุพระปัปผาสะ (ปอด)และพระยกนะ (ตับ) รวมทั้งพระหทัย (หัวใจ) สีทองเหลืองอร่าม ดังเช่นประเพณีการสร้างพระพุทธรูปของพุทธศาสนิกชนภาคเหนือ สิ่งที่จะขาดเสียมิได้ คือ การบรรจุหัวใจที่เปรียบเสมือนพุทธคุณขนานแท้ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับคนจะต้องมีหัวใจถึงจะมีชีวิตเคลื่อนไหวได้ บุคคลใดที่ไม่มีหัวใจย่อมไม่มีความสำนึกในบาปบุญคุณโทษ


 ภาพจิตรกรรมภายในอาคารพุทธไสยาสน์ ฝีมือของอาจารย์วัจฉละ สาเงิน ครูศิลปะจากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

โดย ชมวิวทิวทัศน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net