วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลงทุน - อัดฉีด


 กีฬาโอลิมปิก 2012 “ลอนดอนเกมส์” ที่เพิ่งจบลงไปแม้ฟุตบอลไทยจะไม่มีเอี่ยวไปร่วมแข่งขัน แต่ก็โดนกระทบชิ่งใส่อยู่ตลอด


            “บังยี” วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลไทย ที่สวมหมวกอีกใบไปทำหน้าที่ผู้ควบคุมการแข่งขันฟุตบอลหญิงดูจะโดนเต็มๆ


            ที่หนักสุดคงจะเป็นประเด็นที่ถูกลากโยงไปเปรียบเทียบกับ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่น


             “เสธ.อ้าย” ได้รับการชื่นชมว่าเป็นชายชาติทหารที่ลาออกจากตามคำสัญญา หลังนักชกไทยไม่มีเหรียญทองกลับบ้าน


            แต่ในความชื่นชมที่ว่า “บังยี” ถูกลากเข้าไปเกี่ยวด้วยในทำนองว่าไม่เห็นรับผิดชอบต่อผลงานของฟุตบอลไทยบ้าง


            บางคนเล่นหนักถึงขั้นบอกว่า “สมาคมนึงไม่ได้เหรียญทองในกีฬาระดับโลกแต่ลาออก ส่วนอีกสมาคมตกรอบแรกในระดับภูมิภาคแต่อยู่เฉย”


            ประเด็นตรงนี้ขออนุญาตไม่วิพาษก์วิจารณ์เพิ่มเติมนะครับ ท่านๆทั้งหลายใช้วิจารณญานพิจารณากันเองว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร


            นอกจากประเด็น “ลาออก” เพื่อรับผิดชอบต่อผลงานแล้ว ผลงานของทีมตัวแทนเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ก็ต้องเข้ามามีเอี่ยวด้วย


            คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเห็น “โสมขาว” และ “ซามูไร” ผ่านเข้าไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายลอนดอนเกมส์แล้วคงอดจะไม่คิดถึงฟุตบอลไทยไม่ได้


            บางคนถามไปถึงข่าวที่ว่ามีการยื่นฟ้อง “ศาลโลก” จากกรณีที่ทีมปรีโอลิมปิกไทยถูกปรับแพ้ ปาเลสไตน์ เพราะส่งนักเตะติดโทษแบนลงเล่น


            จริงๆประเด็นนี้จบไปนานแล้วว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่” แต่อาจเป็นเพราะใครยังไม่รู้เลยถามออกมาในช่วงที่เห็นชาติอื่นเตะโอลิมปิกพอดี


            นอกจากถามถึงเรื่อง “ศาลโลก” แล้วก็มีคำถามตามมาว่าแล้วเมื่อไรฟุตบอลไทยจะได้ไปโอลิมปิกกับเขาอีกบ้าง


            หรือไม่ก็ถามว่าเมื่อไรฟุตบอลไทยจะไล่หลัง เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น สองเพื่อนร่วมชาติในเอเชียได้ทัน เพราะตอนนี้ทั้ง 2 ชาติสปีดหนีไปไกลแล้ว


            ประเด็นนี้ถือว่าน่าสนใจครับ เพราะเป็นหน้าที่ของ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่จะต้องพัฒนาทีมชาติของตัวเองให้ก้าวหน้าต่อไป


            กรณีนี้โยงมาถึงเรื่องสุดท้ายที่ต่อเนื่องมาจากโอลิมปิกนั้นคือการ “อัดฉีด”


            แม้โอลิมปิกครั้งนี้นักกีฬาไทยจะพลาดเหรียญทองเป็นครั้งแรกในรอบ 16  ปี แต่ดูเหมือนการอัดฉีดคึกคักไม่แพ้ครั้งอื่นๆเลย


            สารพัดหน่วยงานและผู้คนให้ความสนใจแห่มาอัดฉีดนักกีฬาไทยในช่วงท้ายแบบจ่ายไม่อั้น


            บางรายถึงขั้นหอบเงิน 10 ล้านไปแจกถึงที่สนามบิน แบบที่หลายคนยังสงสัยว่าทำไมต้องรีบเร่งไปแจกกันถึงขั้นขนาดนั้น


            บรรดาพวก “กาฝาก” หรือพวกเกาะกระแสก็แสดงตัวกันให้พรึบในวันที่นักกีฬาไทยกลับบ้าน


            ถึงตรงนี้คนที่ทำกีฬาจริงๆเลยชวนให้สงสัยว่าตอนที่ลงทุนเตรียมนักกีฬาพวกนี้หายไปไหนหมด


            ที่โดนใจมากที่สุดคือ “คุณปู่ซู่ซ่า” เจริญ วรรธนสิน นายกสมาคมแบดมินตันที่ทวีตข้อความได้ถูกใจจริงๆ


            “ถ้าตอนเริ่มจับเด็กมาฝึก หาเงินส่งแข่งขัน ปลุกปั้นเด็ก มีคนฮือมาอัดฉีดแบบนี้ ป่านนี้ประเทศไทยได้เหรียญทองเท่าอังกฤษเจ้าภาพโอลิมปิกหนนี้ ชัวร์”


            นั้นคือข้อความจากทวิตเตอร์ของ “คุณปู่ซู่ซ่า” ที่ยิงแสกหน้าสังคมไทยได้อย่างชัดเจน


            ที่นี่วกกลับมาวงการฟุตบอลไทยบ้าง ประเด็นเรื่องของการอัดฉีดมีการพูดถึงมานาน โดยเฉพาะในยุคของ “บังยี”


            ต้องยอมรับว่า “บังยี” คือนายกที่กล้าสั่งอัดฉีดแบบไม่กลัวเจ๊งมากที่สุดนับตั้งแต่มีนายกสมาคมฟุตบอลมา


            แต่ถามว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและใช่เลยหรือไม่ คงต้องตอบตรงๆว่าไม่ใช่


            เหมือนกับที่ “คุณปู่ซู่ซ่า” ว่าไว้นั้นละครับ หากเอาเงินที่อัดฉีดมาเป็นทุนรอนในการเตรียมทีมน่าจะเกิดประโยชน์กว่ามั้ย


            สมาคมฟุตบอลฯไทยควรที่จะตระหนักและคิดถึงตรงนี้ด้วยเช่นกัน และควรจะเปลี่ยนนโบายในทำนองนี้ได้แล้ว


            การประกาศอัดฉีดเพียงอย่างเดียวก็เหมือนกับรอซื้อหวย ไม่รู้ว่าจะถูกหวยประสบความสำเร็จได้ตามเปล่าหรือไม่


            แต่การนำเงินงบประมาณมาลงที่การเตรียมทีมน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า


            เอาง่ายๆอย่างการเตรียมทีม ไม่เข้าใจว่าทำไมฟุตบอลไทยที่บุคคลากรทำงานถึงระดับโลกอย่าง “บังยี” ถึงมีปัญหาทุกที


            ล่าสุดเกมอุ่นเครื่องในวัน “ฟีฟ่าเดย์” ทำได้แค่เอานักเตะต่างชาติในไทยพรีเมียร์ลีกและดิวิชั่น 1 มารวมทีมเตะกับทีมชาติไทย


            ทั้งที่ไหนๆก็ยอมสลับโปรแกรมฟุตบอลถ้วยเพื่อให้ทีมชาติไทยได้เตะแล้ว แต่ทำไมไม่ลงทุนเชิญทีมดีๆที่มีคุณภาพมาเตะกับทีมชาติไทย


            การอุ่นเครื่องกับทีมปลาร้าปลาแจ่วอย่าง ออลสตาร์ไทยพรีเมียร์ลีก ที่เป็นแค่นักเตะเกรด 2 ของทีมไม่เห็นว่าจะเกิดผลประโยชน์อันใด


            คิดแล้วมันจึงแปลกใจ สมาคมฟุตบอลมีเงินประกาศอัดฉีดเยอะแยะมากมาย แต่ทำไมไม่แบ่งมาลงทุนเตรียมทีมบ้าง


            ไม่ใช่แค่ทีมชุดใหญ่ แต่ทีมน้องเล็กระดับเยาวชนทั้ง 16 และ 19 ปีมีปัญหาการเตรียมทีมเหมือนกัน


            ทั้ง 2 ทีมแทบไม่มีทัวนาเมนต์คุณภาพให้ได้ทดสอบฝีเท้า ทั้งทีมีคิวไปเตะเกมชิงแชมป์เอเชียเพื่อลุ้นไป “เยาวชนโลก” แท้ๆ


            ว่ากันว่าลงทุนกับนักเตะระดับเยาวชนยังไงก็ไม่เสียหายและขาดทุน เพราะในอนาคตน้องๆเหล่านี้จะก้าวขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติชุดใหญ่


            ด้วยเหตุนี้คงต้องบอกว่าสมาคมฟุตบอลควรเป็นแนวคิดและนโยบายใหม่ ลงทุนไปที่การเตรียมทีมเยอะๆน่าจะดีกว่ามาทุนที่การอัดฉีด


            ดูแล้วไม่มีประโยชน์ครับ ต่อให้อัดฉีดเป็นล้านๆ แต่ถ้าเตรียมทีมไม่ลงทุนก็คงไร้ค่า


            ไม่ได้พูดเพราะคิดเอง แต่ผลงานของทีมชาติไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามันเห็นๆกันอยู่ว่าอะไรคืออะไร....


***** บับเบิ้ล...บ้าบอล ในคมชัดลึก สปอร์ต วาไรตี้ 18 ส.ค. *****         

โดย บับเบิ้ล

 

กลับไปที่ www.oknation.net