วันที่ อังคาร สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จับแล้วโจรชิงทองทับสะแก..แถมยังยกนิ้วชมตร.ว่าเก่ง


คดีนี้เป็นข่าวครึกโครมเมื่อ2เดือนที่แล้ว ...ได้เกิดเหตุ2โจรควบรถฮอนด้า ซุปเปอร์โฟร์ ควงปืนเข้าปล้นร้านทองในพื้นที่อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ทองไปมากกว่า200บาท และได้เกิดการยิงตู้สู้กันระหว่างหลานเจ้าของร้าน แต่สุดท้ายเจ้าโจรทั้งสองคนก็สามารถเล็ดลอดด่านตรวจออกนอกพื้นที่หนีไปกบดานได้นานถึง2เดือน 

งานนี้เรียกว่าสามารถหนีด่านตรวจออกมาได้ด้วยปฏิภาณและไหวพริบของโจรทั้งสองเริ่มตั้งแต่หลังจากปล้นเสร็จก็มาเปลี่ยนรถในจุดที่ไม่ไกลนักโดยเปลี่ยนจากรถจักรยานยนต์มาเป็นรถกระบะเก่าๆบรรทุกขี้วัว(ประมาณว่าปลอมตัวเป็นชาวสวน)และน่าจะมีการซ่อนทองไว้ในกองขี้วัวหลังรถเพื่ออำพรางจุดตรวจซึ่งก็เป็นไปตามแผนสามรถหนีรอดออกมาได้ ต่อจากนั้นไปพักรักษาตัวที่รีสอท์ของพี่สาวในอ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เรียกว่าไปเสวยสุขที่แม่ฮ่องสอนพักหนึ่งก็กลับมาที่กทม.จนสุดท้ายตร.ไทยก็ไม่เบาตามตัวจนพบและเกิดการยิงต่อสู้กันระหว่างจับกุมจนคนร้ายถูกยิงที่ขาไป1นัดแต่พี่แกก็ยังอุตส่าห์หนีต่อไปได้ ไปกบดานต่อที่ชลบุรีจนในที่สุดก็ถูกจับกุมเพราะเดี้ยงจนขาเดินไม่ได้....นี่ถ้าไม่เดี้ยงพี่แกก็คงหนีต่อไปเรื่อยๆ

หลังจากที่พบรถคนร้ายจอดทิ้งไว้ตำรวจก็รีบหาหลักฐานและเบาะแสต่างๆแต่ชุดสืบสวนพยายามหาที่มาที่ไปของรถจักรยานยนต์คันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ก็ไม่ได้อะไรมากเท่าที่ควร จนกระทั่งจุดสังเกตของรถจักรยานยนต์คันนี้อยู่ที่บริเวณยางล้อรถจักรยานยนต์ไม่ใช่เป็นยางล้อที่ออกมาจากโรงงานผลิต แต่เป็นยางล้อใหม่แล้วต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น
 
                เบาะแสของยางล้อนำเข้าทั้งสองวง ชุดสืบสวนหาข้อมูลจนกระทั่งทราบว่ามีร้านรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่งใน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี สั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ หลังจากนั้นจอดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวติดป้ายขายไว้ริมถนนแล้วมีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 25- 30 ปี มีรอยสักที่หัวไหล่แล้วเจาะหูใส่ตุ้มหู ขับรถกระบะสีแดงแบบมีราวเหล็กท้ายกระบะขอซื้อในราคา 9 หมื่นบาท โดยผู้ชายคนนี้บอกว่าจะมาเอาใบเสร็จและเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ภายหลัง

งานนี้ตำรวจไทยเก่งเพราะตามสืบจับคนร้ายจากยางของรถฮอนด้า ซุปเปอร์โฟร์ ซึ่งเป็นยางรุ่นที่ไม่มีผลิตในไทยต้องสั่งนำเข้ามาเท่านั้น  ส่วนหลักฐานอื่นๆที่เกี่ยวกับตัวรถคนร้ายจัดการลบและทำลายเสียหมด...แถมคนร้ายยังได้เปลี่ยนสีรถจากสีน้ำเงินมาเป็นสีแดง...

หลังจากที่โดนจับได้คนร้ายยังยกมือชูนิ้วโป้งชมว่าตำรวจไทยเก่งที่สามารถตามจับได้เพราะตนได้มีการวางแผนใปนอย่างดี..

2หนุ่มจนมุม ชิงทองทับสะแก ยกนิ้วชมตร

ภาค 7 แถลงจับ 2 คนร้ายจี้ร้านทองทับสะแก พบวางแผนมาเป็นอย่างดี ก่อเหตุมาแล้วหลายพื้นที่ สารภาพเป็นเพื่อนซี้กันในคุก ก่อนพ้นโทษออกมาก่อเหตุ ขายทองได้กว่า 2 ล้าน เอาไปซื้อรถ เล่นพนัน เที่ยวเตร่ จนหมด...

ภาพบนนายสาธิต   พรหมแก้ว  ภาพล่าง นายอำพล  นามกร ...ทั้งสองบอกว่ารู้จักกันในคุก โดยที่นายสาธิต มีประวัติปล้นมาหลายคดีแล้ว


เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 ส.ค. ที่สำนักงาน ตร.ภ.7 พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบก.สส.ภ.7 พล.ต.ต.วิเชียร ตันตะวิริยะ ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.อนุพันธ์ จันทร์พฤกษ์ รองผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมชุดสืบสวนภาค 7 สืบสวน ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกันเปิดแถลงข่าวจับกุม 2 คนร้ายคดีใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์ร้านทองงามศิลป์ 2 ในพื้นที่ สภ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ทองรูปพรรณไป 250 บาท มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท หนีไปได้ลอยนวล เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2555 จน ตร.ตามจับกุมตัวได้คือ นายสาธิต หรือไม้ พรหมแก้ว อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 1 ต.ท่าหิน อ.สวี จ.ชุมพร และนายอำพล หรือพล นามกร อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76/2 หมู่ 2 ต.ทุ่งระยะ อ.สวี จ.ชุมพร พร้อมของกลางรถ จยย.ฮอนด้า ซุปเปอร์โฟร์ ขนาด 400 ซีซี ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เครื่องเป่าไฟหลอมโลหะ 2 ชุด แก๊สกระป๋อง 2 กระป๋อง มาตรวัด 1 อัน กระเป๋าเสื้อผ้าขนาดต่างๆ รวม 5 ใบ อาวุธปืนลูกซองยาวตัดพานท้าย ยี่ห้อเรมิงตัน 870 ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก หมวกกันน็อกเต็มใบ สีดำ 2 ใบ โดยตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา



พล.ต.ท.หาญพล เปิดเผยถึงการตามล่าจับกุมว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2555 เวลา 15.18 น. ได้มีชายคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย. ฮอนด้า ซุปเปอร์โฟร์ ขนาด 400 ซีซี สีแดงดำ ไม่ติดทะเบียน สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ สวมถุงมือใช้อาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก และอาวุธปืนสเต็น มาร์คทู 1 กระบอก บุกเข้าชิงทรัพย์ร้านทองงามศิลป์ 2 ในตลาดเทศบาลทับสะแก อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ทองคำรูปพรรณ น้ำหนัก 200 บาท มูลค่า 5 ล้านบาท ในระหว่างเข้าจี้ในร้านทองนั้น พลเมืองดีได้เข้าช่วยใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่คนร้ายหลายนัดและมีการยิงตอบโต้กัน หนึ่งในคนร้ายถูกกระสุนปืนหลายนัดที่พลเมืองดียิงเข้าใส่ แต่คนร้ายก็ยังคว้าทองและหลบหนีไปได้ จากนั้นตนได้สั่งการให้ติดตามขับกุมตัวมาให้ได้ เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญ ปล้นกลางวันแสกๆ และคนร้ายยังใช้อาวุธปืนยิงใส่ชาวบ้านกลางชุมชน โดยมอบหมายให้ชุดสืบสวน ภาค 7 ร่วมคลี่คลายคดี



กระทั่งวันที่ 8 ก.ค. 2555 เวลา 12.43 น. ตร.ชุดสืบสวนภาค 7ได้ติดตามจนพบว่า รถ จยย.ที่คนร้ายใช้ขี่ไปชิงทรัพย์นั้น เป็นรถฮอนด้า ซุปเปอร์โฟร์ ขนาด 400 ซีซี สีแดงดำ จอดล้มทิ้งอยู่ในป่ารก ใกล้บริษัทอุดมชัยแพลน บ้านคอกม้า หมู่ 8 ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากร้านที่เกิดเหตุ 2 กม. จึงยึดมาตรวจสอบหลักฐานการนำเข้าและทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงพยานแวดล้อม จนทราบว่าเป็นรถ จยย.ของคนร้ายที่ก่อเหตุ จากนั้นก็ตามสืบหาร้านที่ขายจนทราบว่ารถคันดังกล่าว ไปซื้อมาจาก จ.สุราษฎร์ธานี ในราคา 1 แสนบาท ไม่มีทะเบียน ผู้ซื้อคือนายสาธิตและนายอำพล และยังพบว่าทั้ง 2 มีประวัติเคยต้องโทษมาแล้วในคดีจี้ชิงทรัพย์หลายรายในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี จึงออกตามล่าตัวไปที่บ้าน แต่ไม่พบทั้ง 2 คน จึงขออนุมัติศาล จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง

ต่อมาวันที่ 12 ส.ค. 2555 เวลา 14.00 น. ตำรวจชุดสืบสวนภาค 7 สืบทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสองหลบหนีไปพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 404 ชั้น 4 ห้องเช่า ดาลี เรสซิเดนท์ เลขที่ 364/22 ซอยรามคำแหง 53 (ซอยสันประดิษฐ์) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. จึงนำกำลังเข้าปิดล้อมจับกุม แต่ผู้ต้องหาทั้งสองไหวตัวทัน ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนยิงตอบโต้ 1 ใน 2 คนร้ายได้รับบาดเจ็บที่บริเวณสะโพกและขา คือ นายสาธิต แต่ทั้งสองก็ยังแหกวงล้อม ตร.ไปได้ แล้วจี้แท็กซี่ที่จอดอยู่ข้างถนนหลบหนีไปยัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เข้ารักษาบาดแผลที่ รพ.แห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา

หลังจากนั้นวันที่ 19 ส.ค. 2555 เวลา 15.00 น. ตำรวจชุดสืบสวนได้ประสานไปยัง ตร.ภาค 2 ตรวจสอบ ก็พบว่ามีคนมารักษาบาดแผลถูกยิง จึงเชื่อแน่ว่าเป็นคนร้าย จึงเดินทางไปตรวจสอบ แต่ไม่พบตัวแล้ว จึงออกตามสืบหาจนพบว่าทั้งสองแอบไปเช่าบ้านพักอยู่ใน อ.ศรีราชา จึงเข้าทำการจับกุม นำตัวมาสอบสวนที่ สนง.ตร.ภ.7 โดยนายสาธิตต้องใช้รถเข็นเพราะอาการบาดเจ็บจากการถูกยิง จึงเดินไม่ไหว



จากการสอบสวน ทั้งสองให้การรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือชิงทรัพย์ร้านทองงามศิลป์ 2  โดยนายธาริต บอกว่า ในวันบุกเข้าจี้ ตนเป็นคนใช้อาวุธปืนลูกซองตัดท้ายบุกเข้าปล้นเบิกทาง โดยยิงใส่กระจก แล้วเข้าไปเป็นคนกวดทอง ส่วนนายอำพลเป็นคนคุ้มกันใช้ปืนสเต็นคุม และถูกพลเมืองดียิงใส่ 5 นัด ที่บริเวณลำตัวและหลัง ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ถึงกับสาหัส เพราะใส่เสื้อเกราะไว้ข้างในและยิงตอบโต้พลเมืองดี แต่กระสุนปืนเกิดขัดลำกล้อง เลยยิงตอบโต้ไปได้เพียงแค่ 2 นัด ส่วนตนเมื่อกวาดทองจากตู้มาแล้วเห็นนายอำพลตะโกนปืนขัดลำ จึงยิงเปิดทางออกจากร้านมากระโดดขี่ จยย.ที่จอดอยู่หน้าร้าน ส่วนนายอำพลเดินกะเผลกตามมาขึ้นซ้อนท้ายแล้วหลบหนี นำรถไปทิ้งที่ป่ารกใกล้แพลนปูนทิ้ง เปลี่ยนรถเป็นรถกระบะที่จอดทิ้งไว้หลบหนี โดยกระบะคันที่เตรียมไว้นั้น ท้ายกระบะบรรทุกขี้วัวแห้ง เพื่อตบตา ตร.ให้นึกว่าเป็นพวกเกษตรกร จึงหลบเลี่ยงด่านตรวจมาได้


จากนั้นก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยัง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ไปพักอยู่กับญาติและรักษาตัวนายอำพล ที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ทะลุเสื้อเกราะให้หาย นำทองไปหลอมนำไปซื้อรถเก๋ง 1 คัน ซึ่งขายทองทั้งหมดที่ชิงทรัพย์มาได้ แบบขายเร็ว ได้ 2.3 ล้านบาท ไปหาความสุขเล่นการพนัน เล่นบอลจนหมด จึงเดินทางกลับมาเพื่อจะหาที่จี้ใหม่ โดยเลือกเอารายใหญ่ๆ เมื่อกลับมาได้เพียงแค่ 1 เดือน ตร.ก็ตามกลิ่นจนพบ และตามล่าจนถูกจับกุมได้ดังกล่าว

นอกจากนี้ ทั้งสองยังรับสารภาพอีกว่า อาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ ปืนสเตน ที่นายอำพลยิงแล้วขัดลำกล้องนั้น ถอดเป็นชิ้นนำไปทิ้งในคลองชลประทาน ริมถนนในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่วนรถกระบะนั้นไปขายทิ้งที่เต็นท์รถแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ขณะที่รถเก๋งที่ซื้อใหม่นั้นจอดอยู่ที่บ้านญาติใน อ.ปาย ปืนลูกซองสั้นทิ้งอยู่ที่เดียวกันกับที่ทิ้งรถ จยย.ในป่ารก ส่วนทองทั้งหมดที่จี้มาได้นั้นใช้ไปหมดแล้วจากการเสียพนัน หลังรับสารภาพเสร็จนายสาธิตและนายอำพลก็ยกนิ้วให้กับ ตร. ยอมรับว่า ตร.เก่ง สืบจนรู้ ทั้งๆ ที่พวกตน วางแผนมาอย่างดี ปกติรูปร่างผอม แต่ต้องทำให้เป็นคนอ้วน โดยใช้กระสอบพันลำตัวแล้วสวมเสื้อทับ ให้ ตร.เขว ทางหนีทีไล่ก็ดูจากแผนที่กูเกิ้ล พร้อมกับยอมรับว่าเคยศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัย แค่ปี 1 คณะนิติศาสตร์ จึงมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์บ้าง และดูจากหนังวิดีโอ เอามาศึกษา แต่ก็ยังถูกจับ



พล.ต.ท.หาญพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้กำลังตามยึดของ ไม่ว่าจะเป็นปืนและรถยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุและได้มาหลังก่อเหตุอยู่ นอกจากนี้ จากการสอบสวนยังพบว่าทั้งสองก่อคดีจี้ชิงทรัพย์มาหลายรายในพื้นที่ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ฯ จ.ชุมพร จะเลือกเอารายใหญ่ ก่อนหน้าที่จะจี้ร้านทองที่ อ.ทับสะแก เมื่อเดือน พ.ค. 2555 ก็ทำในลักษณะเดียวกัน บุกเข้าจี้ร้านทองที่ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ได้ทองไปประมาณ 200 บาท นำไปขายได้ 1.6 ล้านบาท ด้วยวิธีเดียวกัน และหลบหนีมาได้ จากนั้นก็มาเข้าจี้ที่ร้านทองที่ทับสะแกอีก โดยทั้งสองยังเคยถูกจับในคดีลักทรัพย์ในท้องที่ จ.ชุมพร เมื่อปี 2552 ทั้งสองซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ไปเจอกันในเรือนจำจังหวัดชุมพร เลยเป็นคู่ซี้ และได้รับการปล่อยตัวออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2554 และมาก่อเหตุดังกล่าว.

 ขณะแถลงข่าวคนร้ายยังชมตำรวจภาค 7 ด้วยการยกนิ้วโป้งให้ว่า "ตำรวจสืบสวนภาค 7 เก่งมาก ที่สามารถติดตามจับกุมพวกตนได้ เพราะได้วางแผนและทำลายหลักฐานจนหมดแต่ก็ยังจับได้ ถือว่าเกมนี้พวกผมแพ้ และยอมรับผิด"

สังเกตสีหน้าคนร้ายมิได้มีอาการสะทกสะท้านแต่อย่างไรในขณะแถลงข่าวแถมยังพูดว่า..."ถือว่าเกมนี้พวกผมแพ้ และยอมรับผิด"  นี่โจรทั้งสองคงคิดว่าการปล้นและถูกจับเป็นเกมส์ไปเสียแล้ว..กรรมจริงๆๆๆ....

..และสุดท้ายไม่รู้ว่าเจ้าของร้านผู้โชคร้ายจะได้ของกลางคืนมาบ้างไหม...ยังไงก็ขอให้ได้คืนมาบ้างเถอะ...

 

ขอบคุณสำหรับรูปภาพ เนื้อข่าว  http://www.thairath.co.th/    http://www.manager.co.th  http://www.komchadluek.net/   http://www.dailynews.co.th/thailand/150553  และ ช่อง3

โดย นกน้อยแห่งโพหัก

 

กลับไปที่ www.oknation.net