วันที่ อังคาร สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Exclusive Interview ทักษิณ ชินวัตร ในลอส แอนเจลิส


รายหน้าหน้าหนึ่ง : Exclusive Interview ทักษิณ ชินวัตร ในลอส แอนเจลิส


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สยามทาวน์​ยูเอส เมื่อเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2012 ณ สวนหย่อมในโรงแรมเพนนินซูล่า เบเวอร์ลี ฮิลส์




เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2012 ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปเยือนวัดไทย แอลเอ และอีกหลายๆ วัด จนเป็นเหตุให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มเสื้อสีต่างๆ ต้องแยกย้ายกันไปชุมนุมรอ “ขับไล่” อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวของไทยกันเป็นที่จ้าละหวั่นนั้น เจ้าตัวกลับรับประทานอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์กับเพื่อนชาวเกาหลีที่ชื่อ “มิสเตอร์ลี” โดยมีคนใกล้ชิดจำนวนหนึ่งร่วมโต๊ะอยู่ในห้องอาหารหรูระยับของโรงแรมระดับห้าดาว ชื่อ เดอะ เพนนินซูลา เบเวอร์ลี ฮิลส์ อันเป็นสถานที่พักของเขาตลอดเวลาสี่วันในลอส แอนเจลิส

 

 

          สยามทาวน์ยูเอส โดยการประสานงานของ คุณนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ หนึ่งในทีมประสานงานของอดีตนายกฯ ในช่วงเยือนแอลเอ ได้คิวสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังอาหารเช้าที่โรงแรมดังกล่าว โดยอดีตนายกฯ เป็นผู้เลือกว่าจะนั่งสนทนากับเราที่สวนหย่อมเล็กๆ ของโรงแรมหรูแห่งนั้น...

          การสัมภาษณ์แบบ Exclusive ครั้งนั้น แม้จะใช้เวลาเพียง 25 นาที... แต่ก็ได้เนื้อหาที่ครอบคลุมเรื่องต่างๆ ที่เป็นประเด็นอยู่ในเวลานี้ได้ครบถ้วนพอสมควร ซึ่งเราขอนำมาถ่ายทอดแบบไม่มีการตัดทอนใดๆ ดังนี้...

          สุขภาพ

          “สังคมไทยเป็นสังคมข่าวลือ แล้วก็ข่าวลือจริงๆ แปลว่าข่าวที่คนปล่อยอยากให้เป็น แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็น ก็ไปปล่อยว่าผมไม่สบาย เป็นมะเร็งบ้าง จะตายแล้วบ้าง เพื่อจะให้กองเชียร์ได้ท้อใจ อย่าไปเสียเวลาเลยทำนองนี้ แต่จริงๆ แล้ว เราต้องเข้าใจก่อนว่า คือเราน่าจะอยู่กันอย่างสร้างสรรค์มากกว่านี้ ถ้าสังคมไทยเรายังเป็นอย่างนี้ เราไม่สามารถสู้ใครเขาได้ในโลกนี้ คือแค่ลำพังเป็นคนชาติเดียวกันยังทะเลาะกันจนไม่มีอะไรเหลือ แล้วเราจะไปแข่งขันกับใครได้ คนที่คิดเรื่องพวกนี้ต้องเริ่มกลับไปคิดว่า เอ๊ะ สิ่งที่เราทำ ทำเพื่อตัวเองหรือทำเพื่อบ้านเมืองแน่”

          ได้วีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ อย่างไร มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนหรือไม่

          “คืออย่างนี้ครับ ไอ้พวกไม่รู้มันก็พูดเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอ้พวกคนที่รู้แล้วก็ยังไม่ฉลาดอีก คือให้รู้ก่อนว่าสนธิสัญญาในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี่ ทุกประเทศที่เขาเซ็นสัญญานี่ เขายกเว้นเรื่องของคดีการเมือง คดีที่เกี่ยวกับการเมือง คดีของผมเป็นคดีที่ตัดสินโดยศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมือง อันนี้มันก็คือการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องที่สอง เราเป็นภาคีร่วมของสหประชาชาติที่จะไม่รับศาลเดียว แล้วเราก็ใช้ศาลเดียวตัดสิน แล้วเราก็ไปบอกประเทศอื่นที่ไม่รับศาลเดียวเหมือนกันว่าให้ดำเนินการด้วย เขาก็รับไม่ได้ แต่ที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องของการขอความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลด้วยกัน รัฐบาลที่แล้ว ต้องยอมรับว่าเขามองเห็นผมเป็นศัตรู ก็เลยพยายามไปขอความร่วมมือเขาไปทั่วไปหมด เขาก็ไม่อยากไปมีเรื่องกับรัฐบาลในชุดนั้น เขาไม่อยากทะเลาะด้วย เขาก็ร่วมมือ เขาก็บอกผมว่าอย่าเพิ่งมาได้ไหม ก็แค่นั้นเอง และบางประเทศที่ผมเข้าไปเขาก็ไม่เคย เพราะมันไม่สามารถที่จะจับกุมหรืออะไรได้ตามสนธิสัญญา เพราะสนธิสัญญาเขายกเว้นเรื่องการเมือง เพราะฉะนั้น ไอ้ที่มาพูดกันเย้วๆ นี่ คือพูดด้วยอารมณ์ หรือพูดด้วยความที่... พูดด้วยเขลาน่ะ คือไม่เข้าใจว่ากฎหมายมันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ไม่มีหรอกครับ ไม่มีข้อตกลงแลกเปลี่ยน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น”

          การเข้าสหรัฐฯ มีผลประโยชน์อะไรหรือไม่

          “ก็ต้องยอมรับว่า ผมเรียนหนังสืออยู่อเมริกามาสี่ปี ทั้งปริญญาโทและเอก รวมกันสี่ปี ลูกชายก็เกิดที่อเมริกา ก็ความผูกพันต่อความรู้สึกที่มาในอเมริกามันมีอยู่แล้ว ก็อยากมา อยากมาเยี่ยม และเพื่อนฝูงก็เยอะ ทั้งเพื่อน ทั้งผู้สนับสนุนคนไทยที่เขาอุตส่าห์เหนื่อยกันมาหลายปีเพื่อร่วมสู้ เพื่อความยุติธรรม เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย ก็อยากจะมาเยี่ยมเขา มาขอบคุณเพื่อให้กำลังใจกัน และก็ได้พบเพื่อนฝูงเก่าๆ บ้าง

          อย่างผมไปนิวยอร์ค ก็ได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองระหว่างประเทศกับท่านเฮนรี คิสซิงเจอร์ (อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ในสมัยริชาร์ด นิกสัน และเจอรัลด์ ฟอร์ด) ก็คุยกันชั่วโมงกว่า แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหตุการณ์ในอาเซียน ในเอเชีย เรื่องพม่า เรื่องอะไรต่อไร ก็คุยกันเยอะ เรื่องจีนกับอเมริกา ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้น ก็ได้มีโอกาสมาพบกับนักธุรกิจ กับพวกอาจารย์เก่าๆ ผมที่ฮิวส์ตันนะครับ แล้วก็พบคนไทย ที่ในนิวยอร์คก็ได้พบคนไทย ลาสเวกัส ก็พบ ซานฟรานก็ได้พบ แล้วมาที่นี่ (แอลเอ) ก็จะพบกับคนไทย ก็จะได้เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน”

          มีผลอะไรหรือไม่ ในเชิงสัญลักษณ์

          “สัญลักษณ์ก็ไม่มีอะไรครับ มีก็เพียงบอกให้รู้ว่า ผมไปได้ทุกที่ เหลือประเทศไทยที่เดียว แสดงให้เห็นว่าทั้งโลกเขาไม่ยอมรับกับสิ่งที่ประเทศไทยทำกับผม เพราะเขามองว่าสิ่งที่ทำกับผมมันเป็นเรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องไม่มีความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเขาถึงรับผมในทุกที่ ที่รับไม่ได้ก็คือประเทศไทย เพราะว่าการที่กลั่นแกล้งทางการเมืองจนเละเทะ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เสียดาย เสียดายประเทศไทยจริงๆ ผมไม่เป็นไร ตอนนี้ผมเฉยๆ แต่ผมเสียดายประเทศไทย” 

          นอกจาก เฮนรี คิสซิงเจอร์ แล้ว พบใครอีก

          “พบพวกนักธุกิจ จำนวนมาก บริษัทใหญ่ๆ หลายคน“

          ชักชวนไปลงทุนเมืองไทย

          “ครับ ส่วนใหญ่แล้วก็จะชวนไปลงทุนที่เมืองไทย กับที่พม่า เพราะพวกนี้เขากำลังสนใจเรื่องพม่า เรามาที่นี่ ไม่พูดเรื่องพม่าไม่ได้ เพราะเขาก็สนใจพม่า ทีนี้บังเอิญว่าพม่ากับเราก็ใกล้ชิดกัน ถ้าพม่าเจริญ พม่ามั่งคั่งขึ้นมาก็เป็นประโยชน์กับประเทศไทย เพราะเรามีสัมพันธ์ใกล้ชิด เป็นเพื่อนบ้านกัน เราต้องเข้าใจถึงเรื่องการที่จะให้เเพื่อนบ้านมีฐานะที่ดี เราก็จะดีด้วย”

          การขึ้นปราศรัยกับคนเสื้อแดงที่ไทยแลนด์พลาซ่า มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง และคิดว่าจะมีผลสะท้อนกลับไปที่ประเทศไทยอย่างไร

          “ผมไม่มีอะไร ผมเอาหัวใจพูด เอาความจริงพูด เพราะว่าคนเรา ถ้าเราโกหกครั้งหนึ่ง คนเขาจับได้ เพราะฉะนั้นเราพูดความจริง เอาหัวใจพูดดีกว่า เพราะทุกอย่างมันมี record หมด อย่าง (การสัมภาษณ์ครั้งนี้) ก็ record ไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตกับปัจจุบันนี่้ เราต้องมีเหตุผลว่า เอ๊ะ ทำไมจุดยืนเราเปลี่ยนไป หรืออะไรพวกนี้ ต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นเราพูดความจริงดีที่สุด”

          มีการเตรียมหัวข้อไหม

          “ไม่ได้เตรียมเลยครับ สบายๆ ก็พูดไป นึกอยากเล่าเรื่องอะไรก็เล่า เพราะฉะนั้นเรื่องที่ถามในวันนี้ก็อาจจะไม่ต้องถามเลย เดี๋ยวมีคำตอบอยู่ในการพูดของผมครั้งนี้”

          เรื่อง พ.ร.บ ปรองดอง มีวัตถุประสงค์เหมือนอย่างที่ทางฝ่ายค้านหรือ พธม.บอกหรือเปล่า

          “คือฝ่ายค้านนี่คิดอย่างเดียว กลัวผมอย่างเดียว ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ผมก็ไม่ได้ คือสร้างผมให้เป็นเหมือนกับเป็นผีขึ้นมาตัวหนึ่ง เสร็จแล้วกลัวผีที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ซึ่งผมไม่ใช่ผี และก็ไม่เห็นต้องกลัวผมเลย มันก็เป็นเรื่องที่ถ้าทุกคนยอมรับกติกา ยอมรับกติกาว่า กติกาว่าอย่างนี้ เราแข่งขันกันไป ใครชนะก็ต้องยินดีกับผู้ชนะ ใครแพ้ก็ทำหน้าที่ไปฟิตตัวเองใหม่ แล้วคราวหน้าสู้กันใหม่ มันก็เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นไร แต่บังเอิญว่าคู่แข่งขันผมเป็นประเภทที่ ไม่สามารถแข่งขันในกติกาได้ และพยายามทำให้ประเทศต้องเสียกติกา และก็ตัวเองเข้าสู่อำนาจโดยระบบที่กติกาเสียหายมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมันเป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือเปล่าล่ะ อันนี้ก็ต้องคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราสามารถที่จะรักษากติกาได้ ผู้รักษากติกาเป็นธรรมได้นี่ บ้านเมืองไม่วุ่นวายอย่างนี้หรอกครับ”

          คิดว่า พ.ร.บ.ปรองดองต้องเดินหน้า หรือจะหยุด

          “คืออย่างนี้ เรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง เราต้องการจะส่งสัญญาณให้รู้ว่า หันหน้าเข้าหากันเถอะ เราทะเลาะกันมานานแล้ว เรามีคนที่ unfortunate กับเหตุการณ์มาเยอะ ไม่ว่าจะตาย หรือบาดเจ็บ หรือพิการ หรือว่าติดคุกติดตาราง บางคนเป็นไทยมุงก็ถูกจับเข้าคุก ติดคุก 20 ปีอะไรแบบนี้ ซึ่งมันเป็นอะไรที่เลวร้าย มันเลวร้ายมากแล้ว แล้วก็ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นผู้สั่งฆ่าเขา เราก็เลยคิดว่า เอ๊ะ เป็นไปได้ไหมที่เราจะเริ่มต้นกันใหม่ คนที่ unfortunate ก็เยียวยากันซะ ตอนนี้เราก็เริ่มกันด้วยกระบวนการเยียวยา เพื่อให้คนที่โชคร้ายต้องเสียหายไปในช่วงนั้นได้รับการเยียวยา ส่วนคนที่มีปัญหาอยู่ ก็เอา เราเริ่มต้นกันใหม่ เราหันหน้าเข้าหากันดีกว่า เพราะประเทศเราจะได้เดินได้สักที ไม่เช่นนั้นประเทศมันเดินไม่ได้ อันนั้นก็คือหลักการนะครับ หลักการมันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็มีความรู้สึกว่า อ้าว กลัวผมกลับ แล้วก็คิดว่าตัวเองนี่มีคนช่วย เพราะฉะนั้น ยังไงก็ไม่ติดคุกหรอก เพราะฉะนั้นก็ไม่เห็นต้องไปกลัวเลย อีกฝ่ายหนึ่งโดน แต่ฝ่ายตัวเองไม่โดน แต่เวลาโดนเดี๋ยวก็ร้องเอง เพราะว่ามันมีปัญหาคือว่าตัวเองทำผิดแล้วนี่ มันยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่ทำผิด ถ้าทำผิดจริงๆ ผลสุดท้าย ความจริงก็ปรากฏนะครับ อย่างของผม ผมทำไม่ผิด เลยจนป่านนี่ ความจริงก็ปรากฏแล้วว่า ทั้งโลกเขามองเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เขาไม่สนใจไง นะครับ ที่ผ่านมา ที่เขานี่ ก็เพราะว่ารัฐบาลที่แล้วนี่ การต่างประเทศคือการตามสกัดผมอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ทำอะไรเลย กระทรวงทั้งกระทรวงเสียงบประมาณไปปีละเท่าไหร่ ทำงานอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ทำแค่อย่างเดียว สกัดผมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือทำให้ความเสียหายประเทศมันเยอะ พอมาถึงรัฐบาลนี้ เขาก็ถือว่าไอ้สิ่งที่มันเป็นการเมืองก็อย่าไปยุ่งกับมันเลย ทำงานไปให้บ้านเมืองดีกว่า มันก็ไม่มีอะไร”

          ห่วงรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ไหม 

          “สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่าเป็นการทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งเหมือนกับวางกับระเบิดไว้ทั่วไปหมด อันนั้นคือสิ่งที่น่าห่วง แต่เห็นพอเขาเดินแล้วนี่ เขารู้อะไรคือกับระเบิด หลีกเลี่ยงกับระเบิดได้นี่ ก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่ห่วงแล้ว แต่ว่าห่วงผู้สนับสนุนทั้งหลาย อาจจะว่าบู๊ ไม่บู๊ ไม่มัน คือเราเป็นรัฐบาล บู๊ไม่ได้ เป็นรัฐบาลนี่ต้องเดินให้สุขุมรอบคอบที่สุด บู๊ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายค้านไปนะครับ”

          ผลงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

          “ผมคิดว่าวันนี้นี่ รัฐบาลทำงานได้ดี ทำงานได้ดีเยอะมาก ปีกว่านี่ ถ้าเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่แล้วนี่เทียบกันไม่ได้ รัฐบาลที่แล้วนี่ต้องยอมรับว่าเป็นรัฐบาลที่ชวนทะเลาะกับคนอย่างเดียว มันไม่ได้ทำงานกัน เพราะฉะนั้นก็ถือว่ารัฐบาลนี่ มาถึงขั้นนี้ถือว่าทำได้ดีมากๆ สำหรับเรื่องของเศรษฐกิจก็ถือว่า ในสภาวะที่รับประเทศในสภาวะที่มีปัญหามาเยอะแยะนี่ แล้วทำได้ขนาดนี่ก็ถือว่าดีมาก แต่ว่ายังไม่ดีเต็มที่ เพราะเนื่องจากว่าบางอย่างมันต้องใช้เวลา อย่างเช่นว่าเรามาถึง งบประมาณเราก็ไม่ได้เป็นคนจัด ก็ต้องใช้งบประมาณเก่า งบประมาณใหม่กว่าจะออกก็ช้า เพราะเนื่องจากว่ามันเข้ามาในช่วงที่ปีงบประมาณเดิมมันผ่านไปเยอะแล้ว พอมาถึงตอนนี้นี่ เราคิดว่าตั้งแต่ตุลานี้ไปนี่ รัฐบาลจะสามารถใช้งบประมาณที่ตัวเองตั้งได้แล้ว เพราะฉะนั้น ก็จะทำให้ตั้งแต่ตุลานี่ไป ทุกอย่างก็จะเคลื่อนเร็งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการลงทุนภาครัฐ”

          ถามเรื่องการปรับ ครม. พอบอกได้ไหมว่าใครจะมา-จะไป บ้านเลขที่ 111 จะมาสักเท่าไหร่

          “เท่าที่ผมคุยกับท่านนายกฯ นี่ ก็ 111 คงมีเข้าไปบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะเนื่องจากว่าชุดนี้เขาก็ หลายคนเขาก็ทำงานกันดี ก็คงมีผลัดเปลี่ยนบ้าง แต่ก็คงไม่มากเกินไป”

          บอกได้ไหมว่าจะปรับรัฐมนตรีฝ่ายไหน ฝ่ายเศรษฐกิจ?

          “ไม่ได้หรอกครับ อันนี้ต้องแล้วแต่ท่านนายกฯ เพราะตอนนี้ท่านนายกฯ เองก็พยายาม ดูการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละท่านอยู่”

          ณ เวลานี้ประเทศไทย มีประเด็นอะไรน่าเป็นห่วงที่สุด

          “ประเด็นการทะเลาะกันเองของคนไทย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ความจริงแล้วนี่ เรื่องทั้งหมดมาจากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทย ที่สู้กันมา แล้วพรรคไทยรักไทย ประชาชนเลือกมากทุกครั้งที่เลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะมีอารมณ์ค้างจากการแข่งขันทุกครั้ง ก็เลยใช้กรรมวิธีนอกสภาเยอะเกินไป เลยวุ่นวายไปหมด นี่คือสิ่งที่เป็นห่วง แล้วมันก็ spill over ไปยังประชาชน ทำให้เกิดเหลืองเกิดแดงอะไร มันเป็นสิ่งที่มันไม่น่าจะเกิดสำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองพุทธ เมืองที่ผู้คนเป็นเมืองยิ้ม มีอัธยาศัยต่อกัน มีน้ำใจต่อกัน แต่วันนี้ผมว่าทำไมต้องมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าทุกคนหันกลับไปบอกว่า เอ้า ทุกคนไปเข้ากติกาสิ นะ เลือกตั้ง ประชาชนเขาก็ตัดสินใจแล้วต้องเคารพประชาชน ถ้าเราเหมือนกับคนที่อยู่ในอเมริกา เราก็เห็น แม้ว่าตอนนั้น จอร์จ บุช กับ อัล กอร์ มาสู้กัน เหลือสองพันแต้มครั้งสุดท้าย ทะเบาะกัน เถียงกัน พอจบมันก็จบ จบแล้วเขาก็ไม่มีการมาตอแยอะไรกันอีกเลย แล้วปล่อยให้ทำงานไป มันก็ไม่มีอะไร”

          สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวว่า โรเบิร์ท อัมสเตอร์ดัม แจ้งคองเกรสว่าไม่ได้เป็นล็อบบียิสต์ให้ท่าน เรื่องเป็นมาอย่างไร

          “คืออย่างนี้ครับ กฎหมายอเมริกานี่ คือถ้าใครจะไปทำหน้าที่ล็อบบี้ให้ใครก็จะต้องไปจดทะเบียน ต้องไปลงทะเบียนแล้วก็มีค่าธรรมเนียม ทีนี้ตอนนั้นเนี่ย บ๊อบก็คิดว่าคงจะมาทำ อยากจะมาทำหน้าที่ล็อบบียิสต์ให้ผมที่นี่ ซึ่ง base เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ base เขาอยู่ที่อังกฤษ เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ได้จ้างเขา แล้วทีนี้มันลงทะเบียนทิ้งไว้อยู่ ผลสุดท้ายเขาก็เลยต้องถอนออก ไม่งั้นเสียค่าธรรมเนียมเปล่าๆ ก็แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรเลย”

          เขาทำอะไรให้ท่านที่อเมริกาบ้างไหม

          “ไม่มีครับ อเมริกาไม่มีเลย แล้วตอนนี้เขาก็ทำงานเป็นทนายให้กับ นปช. ก็เรื่องที่จะฟ้องรัฐบาลที่แล้ว เป็นทนายความให้ นปช. ไม่ได้เป็นทนายความให้ผม”

          ไม่ได้ทำงานให้ท่านเลย

          “ไม่มีครับ ก็เขา ความเป็นเพื่อนก็ช่วยเชียร์บาง ช่วยเคลียร์บ้าง อะไรบ้าง”

          การได้วีซ่าเข้าสหรัฐฯ ไม่เกี่ยว

          “ไม่เกี่ยวเลยครับ ไม่เกี่ยวเลย”

          ความเห็นของท่าน การรณรงค์ “โหวตโน” ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีที่มาที่ไปอย่างไร

          “ก็ตามนิสัยคุณสนธิ ถ้าไม่ได้อะไรดั่งใจก็โกรธหมด ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร ก็ที่โกรธผมก็เพราะไม่ได้ดั่งใจตอนนั้น ที่อยากได้อะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ ก็โกรธ ตอนหลังมา เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์นี่ การได้มาเป็นรัฐบาล เขาก็มีส่วนเยอะ ก็คงโกรธบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ที่โกรธหนักก็ตอนที่เขาถูกลอบยิง”

          ทำไมเขาถึงโกรธ ปชป. เรื่องนั้น

          “เขาก็โกรธไป ที่เขาสงสัยใครเขาก็โกรธหมดแหละ (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้จริงหรือเปล่า”

          ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งครั้งนั้น เป็นเพราะโหวตโนหรือเปล่า

          “ไมเกี่ยวเลยครับ โนโหวตมีไม่กี่เเต้มเลย เพื่อไทยได้ด้วยตัวเอง ขาดลอยด้วยตัวเองนะครับ จริงๆ แล้วมันน่าจะชนะมากกว่านี้ด้วยซ้ำ...  คือก็ต้องยอมรับว่า คุณสนธิพูดอะไรคนเชื่อฟังน้อยลงเยอะ เพราะคนเริ่มรู้ความจริง เมื่อก่อนนี้คนไม่รู้ความจริงก็เชื่อเยอะ”

          มีข่าวลือบอกว่าคุณสนธิ กับท่านตกลงกันแล้วเรียบร้อย

          “จะตกลงกันยังไง เสื้อเหลืองก็มาประท้วงผมอยู่นี่ ตกลงกันยังไง สาวกยังเกะกะอยู่เลยเนี่ย”

          เดือนหน้าครบรอบหกปีของการปฏิวัติรัฐประหาร การต่อสู้ในช่วงหกปีที่ผ่านมาท่านเหนื่อยไหม ท้อไหม อยากหยุดไหม

          “มันอยู่ที่ว่าเราคิดยังไง ถ้าเราคิดว่ามันเรื่อภาระของเรามันก็ท้อ แต่มันไม่ใช่ ผมคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ในเมื่อเราถูกรังแกเราก็ต้องสู้ ในเมื่อเราไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็ต้องสู้ ถ้าคนอย่างผมถูกรังแกแล้วไม่สู้ ต่อไป ไอ้คนที่จะรังแกคนอื่นมันก็รังแกง่าย ขนาดคนมีกำลังอย่างผมยังไม่สู้ ยอมแพ้ง่ายๆ กับสิ่งไม่ถูกต้อง ยอมแพ้ง่ายๆ กับสิ่งไม่ยุติธรรม ต่อไปคนทั่วไปชาวบ้านธรรมดาก็ต้องถูกรังแกง่ายๆ ซึ่งมันไม่ได้หรอก คือผมนี่เป็นคนที่ ถ้าพูดกันด้วยเหตุด้วยผลนะ ไม่กลั่นแกล้งกันนี่ อะไรก็ได้ ง่ายจะตายเพราะผมเป็นคนไม่ยึดติดอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้ามากลั่นแกล้งกัน รังแกกัน ความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น และมันเป็นสิ่งที่ต้องไปบอกให้คนรู้ว่า เฮ้ย ชั้นไหนก็ถูกรังแกได้ อย่างนี้บ้างเมืองมันก็จบสิ ต่อไปความยุติธรรมมันจะอยู่ที่ไหนล่ะ ความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ ไม่มีใครยอมพ่ายแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม”

          ณ เวลานี้ ใช้คำว่าสู้แบบยิบตาได้ไหม

          “ไม่ใช่ ผมสู้แบบมีสติ ผมสบายๆ เลยนี่ ผมสบายๆ ผมก็ไปของผมได้เรื่อยๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ นี่สุขภาพก็แข็งแรง หน้าตาก็สดใส ไม่เห็นมีอะไรเลย ทั้งกินทั้งเที่ยวทั้งพักผ่อน สบายๆ แต่ว่าขณะเดียวกันก็ต้องใช้สติในการแก้ไขปัญหา และต้องไม่ซ้ำเติมบ้านเมือง”

          ท่านมองว่าเรื่องจะลงเอย อย่างไร ยุติอย่างไร

          “ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย จริงๆ แล้วก็ที่แกล้งผมน่ะ ที่ทำร้ายผมน่ะ ก็เลิกแกล้งผมซะ ไม่เห็นมีอะไรเลย แล้วไอ้พวกที่มันอยากจะเข้าสู่อำนาจรัฐโดยไม่มีกติกานี่ ก็ต้องยอมรับกติกาเสีย คนรักษากติกาก็ให้ความเป็นธรรมหน่อย แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรเลย วันนี้คนรักษากติกาก็เริ่มให้ความเป็นธรรมมั่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีนัก”

          เคยสัมภาษณ์ท่านที่นิวยอร์ค เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2006 ก่อนเกิดปฏิวัติรัฐประหารเพียงไม่กี่ชั่วโมง เป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายระหว่างอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถามท่านเรื่องคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ประกาศจะจัดชุมนุมใหญ่วันที่ 20 กันยายน เพื่อ “สกัดแม้วเหยียบแผ่นดิน” ตอนนั้นท่านตอบว่า “สนธิเป็นใครมาห้ามผมเหยียบแผ่นดิน ต้องถามสนธิเป็นใคร ผมเป็นใคร ไร้สาระครับ วันนี้ฝรั่งถามผม ผมเลยบอกว่า... ไม่อยากแปลเลย สรุปว่าผมใช้คำที่ฝรั่งหัวเราะกันทั้งห้องว่า “ like dog barking at the moon” ... วันนี้ หกปีให้หลัง ท่านมองคุณสนธิ เปลี่ยนไปไหม มองว่าตัวเองประมาทไปหน่อยไหม

          “ไม่ใช่หรอกครับ มันไม่เกี่ยวกับคุณสนธิเลย ต้องยอมรับว่าคุณสนธิเป็นใครจริงๆ แต่คนที่อยู่เบื้องหลังคุณสนธิต่างหากล่ะ ที่เป็นปัญหา ไม่ใช่เรื่องนี้หรอกนะครับ บ้านเมืองเรามันซับซ้อนเยอะ บางอย่างนี่เราก็พูดได้ระดับหนึ่ง

          คือผมไม่มองลึกไปกว่า... ผมมองตื้นไปหน่อย ผมมองว่าสนธิก็คือสนธิ พันธมิตรฯ ก็คือพันธมิตรฯ แต่ผมไม่ได้มองว่าคนที่ใช้สนธิกับใช้พันธมิตรเป็นใคร ถ้าผมมองตรงนั้น ผมก็จะไม่พูดอย่างนั้น แต่บังเอิญว่าผมไม่คิดว่ามันจะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นนะครับ เมื่อผมรู้แล้ว ผมก็รู้ว่าอะไรเป็นไร แต่ผมก็ไม่เป็นไร วันนี้นี่ ผมเฉยๆ เลยนะเรื่องกลับบ้านนี่ กลับก็ได้ ไม่กลับก็ได้ แต่ปัญหาก็คือว่าอยากเห็นบ้านเมืองยุติ ผมอยู่เมืองนอกจน settle หมดแล้ว ผมสบาย ผมมีบ้านไม่รู้กี่ประเทศแล้ว ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่เพียงแต่ว่าเรานี่ ห่วงคนไทย ห่วงบ้านเมืองนะครับ ห่วงประเทศที่มัน rule of law ไม่มี มันต้องมี rule of law ไม่เช่นนั้น บ้านเมือง ความเชื่อถือมันไม่มี คนจะไปลงทุนก็ไม่กล้าลงทุน คนไม่มั่นใจในทรัพย์สินของตัวเองที่อยู่ในประเทศไทยว่าจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เพราะไม่มี Rule of law นะครับ”

 

 

 

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม, 
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส


ขอบคุณข่าว สื่อ ทุกแห่งหน ในและต่างประเทศ 
.
.

โดย ซันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net