วันที่ อังคาร สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เส้นทางปราสาทหิน ถิ่นบั้งไฟ กู่กาสิงห์ : พระธาตุจำปาขันธ์ ดอนขุมเงิน บ่อพันขัน


พระธาตุจำปาขันธ์ หรือ พระธาตุพันขัน

หลังออกเดินทางจากเมืองบัวแล้ว เราก็ขับรถมายังแหล่งอารยะธรรมอีกแห่งหนึ่งของสุวรรณภูมิ นั่นคือ เมืองจำปาขันธ์ ซึ่งมี พระธาตุพันขัน เป็นสิ่งสักการะบูชา และเป็นประวัติศาสตร์ประจำเมือง พระธาตุพันขัน เป็นโบราณสถานในวัฒนธรรมลพบุรี ตั้งอยู่ภายในวัดธาตุพันขัน เดิมชื่อว่า พระธาตุจำปาขันธ์ ตามชื่อเมืองเดิม ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองโบราณจำปาขัน ซึ่งเป็นเมืองโบราณผังรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า กว้างประมาณ ๘๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๒,๑๐๐ เมตร มีแนวคันดินและคูน้ำล้อมรอบ ๒-๓ ชั้น มีอายุเก่าแก่ ประมาณ ๘๐๐ - ๑,๐๐๐ ปี บริเวณรอบ ๆ มีต้นลั่นทมใหญ่ หรือชาวอีสานเรียกว่า "ต้นจำปา" เป็นที่มาของคำว่า "จำปาขันธ์"

พระธาตุพันขัน หรือ พระธาตุจำปาขันธ์ มีลักษณะเป็นปราสาทรูปสี่เหลี่ยมเพิ่มมุม ก่อด้วยอิฐ ไม่สอปูน ตั้งอยู่บนฐานสูง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว อีกสามด้านที่เหลือเป็นประตูหลอก ส่วนชั้นหลังคาหักพังลงเหลือเพียงสองชั้น ส่วนประกอบที่ใช้ประดับตกแต่งตัวอาคารสูญหายไปเกือบทั้งหมด คงเหลือเพียงชิ้นส่วนประติมากรรมไม่กี่ชิ้น และวงกบประตูที่แสดงถึงเทคนิคการเข้าวงกบแบบมีบ่า ต่างจากการเลียนแบบวงกบอาคารเครื่องไม้แบบเข้าเหลี่ยมที่นิยมทำกันในระยะต้นเช่นปราสาทภูมิโปน อำเภอสังขละ จังหวัดสุรินทร์

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่สันนิษฐานว่าเดิมคงได้ไปจากโบราณสถานแห่งนี้ ได้แก่ ประติมากรรมรูป “เอกมุขลึงค์” ลักษณะส่วนปลาย (รุทรภาค) สลักเป็นรูปไข่ มีพระพักตร์ของพระศิวะประดับอยู่ทางด้านหน้า ส่วนฐานอันประกอบไปด้วย “วิษณุภาค” และ “พรหมภาค” สลักเป็นแปดเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมตามลำดับ เอกมุขลึงค์ชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานทางรูปแบบและลำดับขั้นตอนของวิวัฒนาการในช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างกลุ่มศิวลึงค์รุ่นเก่าและรุ่นหลัง ที่สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗

ตามหลักฐานโบราณคดี ตามจารึกพระเจ้าจิตรเสน (มเหนทรวรมัน) กษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละ พระโอรสชื่อ อีสานวรมัน หรือต่อมาปรากฎจารึกนามว่า ชัยวรมันที่ ๒ ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ คริสตศักราช ที่ ๕-๖                

"บรุมวิญญาณกษัตรย์สถาปนาลัทธิเทวราชราชา เมื่อ ค.ศ. ๘๐๒ ปรากฏเทวรูปตัวแทนพระองค์ พระทรงเครื่อง หลายรุปแบบ จนสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  ลัทธิพุทธมหายาน แผ่เข้ามาอีสานทางหนึ่ง"

พระพุทธรูปที่ประดิษสถาน ณ พระธาตุพันขัน

รูปสลักหินที่เชื่อว่าเป็นพี่เลี้ยง หรือแม่นมของเจ้าหญิงอินทิรา เก็บไว้ที่วัดพระธาตุพันขัน

ชั้นผิวดินเมืองเหล่านี้มีการค้นพบพระดินหินศิลาแลง จำนวนหลายรูปแบบ จากไหดินขนาดใหญ่ ๖ หู ๘ หู ชาวบ้านบุกเบิกที่ดินทำนาทำไร่ แบ่งปันกันไป ครัวเรือนละ ๓-๔ ชิ้น หลักฐานทางโบราณวัตถุเหล่านี้ มีรูปลักษณ์คล้ายกรุนาดูนมาก อาจเป็นพระร่วมสมัยทวารวดี เมื่อราว คริสตศตวรรษที่ ๘-๑๐ หรือ พศ. ๑๓๐๐-๑๕๐๐ เพราะอยู่ในบริเวณทุ่งกุลาตอนกลางด้วยกัน

เจ้าหญิงอินทิรา

จึงอาจกำหนดอายุไว้ในช่วงต้นของกลุ่มศิวลึงค์รุ่นหลังหรือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ เช่นเดียวกับลักษณะการเข้าวงกบประตูที่กล่าวถึงข้างต้น และหากศิวลึงค์ องค์นี้เคยประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้จริงโดยมิได้เคลื่อนย้ายมาจากโบราณสถานแห่งใด ก็น่าที่จะระบุได้ว่าปราสาทหรือพระธาตุองค์นี้เดิมสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายซึ่งบูชาพระศิวะ เป็นเทพสูงสุดเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ และแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมของอาณาจักรกัมพูชาระยะแรก ๆ ที่ปรากฏในพื้นที่เขตจังหวัดร้อยเอ็ดปัจจุบัน

ฐานสิงห์ที่เคยอยู่ที่องค์ธาตุถูกนำมาเก็บไว้ที่วัดเช่นกัน

อย่างไรก็ตามได้มีการซ่อมแซมพระธาตุบ่อพันขันในชั้นหลัง ทำให้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบธาตุอีสานดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันพระธาตุบ่อพันขัน ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติในประกาศพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๙ ตอนที่ ๑๗๒ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๕

พิมพ์พระไม้ ที่ขุดพบที่พระธาตุฯ

คณะเราได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างดีจากท่านนายก อบต. และผู้ช่วย เพราะนอกจากจะบรรยายให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาของพระธาตุบ่อพันขันร่วมกับอาจารย์อำคาแล้ว ยังพาเราไปกราบนมัสการพระที่วัดพระธาตุพันขันอีกด้วย

พระเครื่องและโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ขุดพบ

หลวงพ่อเอาพระกรุ วัดพระธาตุพันขันมาให้ชม ทำให้หลาย ๆ คนในคณะเช่าติดไม้ติดมือกลับบ้านกันเป็นทิวแถว นอกจากนี้เรายังได้ชม รูปปั้นที่ชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็น พี่เลี้ยงของ องค์หญิงอินทิรา ซึ่งเป็นธิดาของผู้สร้างพระธาตุฯ แห่งนี้ พร้อมทั้งวัตถุโบราณต่าง ๆ อีกด้วย

บรรดาอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาให้การต้อนรับ

จากนั้น เราก็เดินทางต่อไปยังแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนเมืองจำปาขัน นอกจากจะได้ชมโบราณวัตถุที่ได้รับการขุดค้นขึ้นมาจากหลุมต่าง ๆ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ ที่ชาวบ้านเก็บไว้แล้ว เรายังได้รับการต้อนรับอย่างดี จากอาจารย์ของทางโรงเรียนที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร และกล่าวต้อนรับ สร้างความประทับใจให้กับพวกเราทั้งคณะ

แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาในท้องถิ่น โรงเรียนเมืองจำปาขัน

หลังจากกล่าวลากันเรียบร้อย พวกเราและอาจารย์อำคาจึงเดินทางไปยังแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกแห่งนั้นคือ ดอนขุมเงิน จากการขุดค้นในบริเวณดังกล่าวได้พบร่องรอยของบ่อน้ำที่ก่อด้วยศิลาทรายสีเหลือง  โดยภายในบ่อมีการทำก้อนศิลาให้ยื่นออกมาเป็นขั้นบันไดลดหลั่นลงไปในแนวเฉียง ๖ ขั้น  รอบนอกบ่อมีการนำแผ่นหินทรายสีชมพู/แดงปูเป็นขอบรอบบ่อ  และปูเป็นทางเดินไปยังห้องที่ก่อด้วยศิลาทรายซึ่งอยู่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสทางด้านทิศตะวันตก 

ฐานศิวลึงค์ที่ดอนขุมเงิน

ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ่อน้ำ  พบการปักตั้งหินทรายสีชมพู/แดงทำเป็นกรอบเกือบสี่เหลี่ยมจัตุรัสคล้ายห้อง  โดยภายในกรอบหินตั้งได้มีการก่อเรียงหินทรายสีชมพู/แดงทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกชั้นหนึ่ง  ซึ่งภายในกรอบสี่แหลี่ยมผืนผ้านี้  ได้พบชิ้นส่วนศิวลึงค์  และแท่นฐานโยนี  ทำจากศิลาทรายสีเทา 

บ่อน้ำที่เชื่อว่าเป็นที่อาบน้ำ ก่อนการทำพิธีสำคัญทางศาสนา

โดยแท่นฐานดังกล่าวปรากฏจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต  อยู่บริเวณขอบฐานด้านหนึ่ง  กำหนดอายุเบื้องต้นได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒  (จากการแปลความในเบื้องต้นสรุปได้ว่าเป็นเรื่องราวกล่าวถึงพระนามเจ้าชายจิตรเสน ได้รับพระนามอันเกิดจากการอภิษกว่า พระเจ้าศรีมเหนทรวรมัน  โดยจารึกที่พบแห่งนี้มีความยาว ๔ โศลก  ต่างกับแห่งอื่นที่มักจารึกเพียง ๓ โศลก)  รอบนอกบ่อน้ำและสิ่งก่อสร้างที่กล่าวถึง  พบการนำหินทรายสีชมพู/แดงปักตั้งเป็นแนวคล้ายกำแพง  ๓ ด้าน 

โดยด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกปักตั้งในแนวแกนทิศเหนือ-ใต้  ส่วนด้านทิศใต้ปักตั้งในแนวแกนทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ  จากหลักฐานที่ปรากฏทำให้สามารถสรุปในเบื้องต้นได้ว่า  แหล่งโบราณคดีดอนขุมเงินสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจิตรเสนราวพุทธศตวรษที่ ๑๒ โดยเป็นแหล่งโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายมาก่อน

เราเดินดูทั่วทั้งบริเวณโดยรอบ แต่ต้องขอยกมือยอมแพ้ เพราะเดินได้ไม่นานนัก เพราะสถานที่เป็นสถานที่เปิดโล่ง ไม่มีร่มไม้ใบบังใด ๆ ขอบอกว่า ร้อนมากกกก แต่ครั้งหนึ่งในอดีต มันคงเป็นสถานที่ ๆ สวยงาม ร่มเย็นมากทีเดียว

รอบ ๆ บริเวณ ดอนขุมเงิน

จากนั้น เราจึงเดินออกเดินทางต่อไป ในสถานที่ ๆ เรียกได้ว่าเป็น "ไฮไลท์ของวันนี้" เลยทีเดียว นั่นคือ "บ่อพันขัน" เป็นบ่อเกลือสินเธาว์อันกว้างใหญ่ไพศาล เนื้อที่ประมาณ ๖๐๐ - ๗๐๐ ไร่ ในบริเวณบ่อเป็นหินทรายแดง ก้อนเล็กจากพื้นบาดาล ชาวบ้านตักเอาน้ำเค็มนี้แหละไปต้มเป็นเกลือสินเธาว์ อุปโภค บริโภค จำหน่าย จ่ายแจก ติดต่อกันมาหลายร้อยหลายพันปี

ตามประวัติเป็นแหล่งอารยธรรมชุมชนขนาดใหญ่ เป็นเมืองโบราณนามขานว่า เมืองบ่อพันขัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นครจำปาขัน คู่กับนครจำปาศรี พระธาตุนาดุน จังหวัดมหาสารคาม ทั้งสองเมืองนี้ มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน เมืองบ่อพันขันหรือจำปาขันมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เรียกว่าบ่อพันขัน

ส่วนหนึ่งของบ่อพันขัน ที่ชาวบ้านนำสัตว์มาเลี้ยง

ชาวบ้านเรียกน้ำสร่างครก หรือ น้ำสร่างโอ ในบ่อพันขัน หรือน้ำสร่างครกนี้ มีน้ำศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นในท่ามกลางหินทรายแดง ขนาดกว้าง ๖ - ๘ นิ้ว ลึก ๖ - ๘ นิ้ว ตักไม่หมดสักที บ่อนี้คล้ายครกตำน้ำพริก หรือคล้ายโอหรือขัน ที่น่าอัศจรรย์ เพราะตักไม่หมดสักทีและบ่อน้ำนี้ผุดขึ้นในท่ามกลางสายน้ำเค็มที่ชาวบ้านตักไปต้มเกลือแต่บ่อน้ำสร่างครกเป็นน้ำจืด และศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ประชาชนที่ลงไปต้มน้ำเกลือในบริเวณบ่อพันขันจากบ้านต่าง ๆ เป็นพัน ๆ ครอบครัวก็อาศัยน้ำบ่อพันขันน้ำสร่างครกนี้แหละ อุปโภค บริโภค ตลอดฤดูแล้ง

บันไดนาคลงไปยัง บ่อพันขัน

บ่อพันขัน หรือน้ำสร่างครก น้ำสร่างโอนี้เกิดขึ้นมาหลายพันปี คงจะสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพาน เพราะมีตำนานเกี่ยวกับพระองค์มีบัญชาให้พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายมาปราบพญานาค ที่ขึ้นมาพ่นพิษทำร้ายมนุษย์บริเวณ นครจำปาขัน หรือบ่อพันขันตามตำนานเล่าขานกันว่า พระมหาโมคคัลลานะมาปราบนกอินทรีย์เทศนาชี้ผิดชี้ถูก ให้พญานาคนกอินทรีย์สำนึกผิดละอายต่อบาปที่กินมนุษย์ไปมากจนกลั้นใจตาย หลังจากนั้นพระเถระก็ชี้ผิดชี้ถูกให้พวกพญานาคที่ขึ้นมาเพ่นพ่านพ่นพิษให้ประชาชนล้มตายจำนวนมากขอให้กลับลงไปเมืองบาดาลอย่าได้หวลกลับขึ้นมาทำลายมนุษย์อีกเลย

บ่อพันขัน

พระเถระจึงอฐิษฐาน ผ้าจีวรให้เป็นผืนใหญ่ปกคลุมบริเวณบ่อพันขันอันกว้างใหญ่ไม่ให้พญานาคขึ้นมาพ่นพิษอีก พระเถระชี้นิ้วลงที่ตรงกลางผ้าจีวรอธิษฐานให้เป็นน้ำจืดเกิดขึ้นมา และศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างพิษพญานาคให้หมดพิษภัย และให้ประชาชนได้อาศัยดื่มกินมาแต่สมัยนั้น สองพันกว่าปีมาแล้ว

เมื่อปราบพญานาคเสร็จแล้วก็แสดงธรรมโปรดชาวเมืองให้ยึดมั่นใน พระรัตนตรัย จากนั้นก็กลับเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และมิได้กลับคืนมาสู่ดินแดนแถบนี้จนกระทั่งนิพพานข่าวการนิพพานของพระเถระเจ้าได้แพร่กระจายรู้ถึงชาวเมือง จึงได้ส่งคนให้ไปอัญเชิญพระอัฐิธาตุมาทำสถูปบรรจุไว้ที่ดงเท้าสาร ปัจจุบันสันนิษฐานว่าคงเป็น พระธาตุอรหันต์โมคคัลลาน์ วัดกลาง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ให้พวกเราชาวพุทธได้สักการะต่อมาช้านาน

บ่อพันขัน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งเมื่อครั้งที่ พระธาตุองค์นี้ได้พังครืนลงมา เมื่อหลายปีก่อน ได้พบจารึกบันทึกประวัติการสร้างพระธาตุเจดีย์นี้ ว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุ "พระธาตุของพระมหาโมคคัลลาน์" และได้มีการบูรณะองค์พระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่แทนองค์เดิมที่ล้มลงนั้น สำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕

กินข้าวแลงร่วมกัน

วัดเกาะบ่อพันขันรัตน

ชมสถานที่สำคัญโบราณสถานกันมาตั้งแต่เช้าจนเข้าบ่ายก็ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันเลย เพราะทางชาวบ้านตั้งใจจะเลี้ยงข้าวแลง พวกเรากันที่บ่อพันขันแห่งนี้ เพราะด้วยบรรยากาศและทิวทัศน์เหมาะอย่างยิ่งที่จะนั่งกินข้าวร่วมกัน และเมื่อเสร็จสิ้นจากอาหารมื้ออร่อยแล้ว เราก็ขับรถข้ามต่อไปยัง วัดเกาะบ่อพันขันรัตน ซึ่งเป็นวัดที่สร้างอยู่บนเกาะกลางน้ำ ที่บ่อพันขันนั่นเอง

จากนั้นเราจึงกลับมายังศาลเจ้าปู่ผ่านเจ้าพ่อบ่อพันขัน   ซึ่งตั้งอยู่บนเนินดิน เป็นศาลของเทพเจ้าที่ให้ความคุ้มครองปกป้องชาวบ้านในแถบนี้ โดยเชื่อกันว่าเจ้าปู่ผ่านนั้นเป็นคนโบราณสมัยมนุษย์แปดศอก ซึ่งเมื่อเจ้าปู่ผ่านเสียชีวิตแล้ว ดวงวิญญาณของท่านได้สถิตย์อยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ เพื่อคุ้มครองปกป้องลูกหลานรุ่นต่อๆมา ชาวบ้านจึงให้ความเคารพบูชา มาสักการะเพื่อขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา

ศาลพ่อปู่ผ่าน เจ้าพ่อบ่อพันขัน

จากนั้นก็ได้เวลาเดินทางที่จะกลับไปยังบ้านกู่กาสิงค์ ซึ่งเป็นสถานที่ประลองการจุดบั้งไฟกันแล้ว !!!

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net