วันที่ พุธ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความซ้ำซากของดนตรีป๊อป?


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


เมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับดนตรีป๊อป โดยทีมนักวิจัยชาวสเปน Joan Serra ลงตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports มีใจความสำคัญว่าในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ดนตรีป๊อปมีพัฒนาการที่ค่อนข้างจะหยุดนิ่ง โดยสรุปเป็นประเด็นย่อยๆ ได้สามประเด็นคือ

1) ทำนองเพลงป๊อปมีลักษณะที่ซ้ำซาก

2) สีสัน (timbre) ของเครื่องดนตรีต่างๆ ลดความหลากหลายลง

3) ความดังเพิ่มขึ้น

ในประเด็นเรื่องความดัง ผมเข้าใจว่าคงหมายถึงค่าความดังเฉลี่ยที่ผู้ผลิตกำหนดให้กับการบันทึกแผ่นซีดี ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะมีค่าความดังที่สูงขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะในความเป็นจริง ผู้ฟังย่อมเป็นคนควบคุมความดังนั้นด้วยตนเองอยู่แล้ว ตามรสนิยมส่วนบุคคล

ส่วนที่น่าสนใจคือข้อหนึ่งและสอง เพราะการตั้งข้อสังเกตประเภทนี้ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นหัวข้อถกเถียงกันมานานหลายสิบปีแล้ว ว่าดนตรีป๊อปนั้นขาดความรุ่มรวยในเนื้อหาและท่วงทำนอง และมีลักษณะคล้ายๆ กันไปหมดทุกเพลง

(แต่ข้อที่ว่าสีสันของเครื่องดนตรีไม่หลากหลายนั้น ผมออกจะไม่ค่อยเชื่อ เพราะเสียงสังเคราะห์ในปัจจุบันนั้นก้าวหน้าและหลากหลายอย่างยิ่ง เลยชวนให้คิดว่าผู้วิจัยคงไม่เห็นว่าเสียงสังเคราะห์ในปัจจุบันเป็น timbre จำนวนมากกระมัง)

เพราะดนตรีป๊อปก็เหมือนกับวัฒนธรรมป๊อปชนิดอื่นๆ ที่มีลักษณะพิเศษอยู่สองประการคือ 1) ความเป็นสากล (หัวใจของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม) และ 2) ความใหม่

ดังนั้นจึงไม่มีทางเป็นจริงที่ดนตรีป๊อปจะขาดความใหม่ และการพิจารณาความใหม่ของดนตรีป๊อปก็ต้องพิจารณาจากอย่างอื่นประกอบด้วย นอกจากเสียงดนตรีล้วนๆ เพราะวัฒนธรรมป๊อปนั้นแยกไม่ออกจากการมอง (visual)

ส่วนความเป็นสากลของดนตรีป๊อปเห็นได้จากเพลงป๊อปไทยกับป๊อปฝรั่งนั้นแทบไม่แตกต่างกัน คือมีท่วงทำนอง ลีลาการร้องการเต้นที่ทำซ้ำลอกเลียนกันไปมาอย่างไม่จบสิ้น

ความเป็นสากลที่ว่า ถึงกับก้าวข้ามพรมแดนของภาษา ดังจะเห็นว่าเพลงญี่ปุ่นและเพลงเกาหลีสามารถกลายเป็นเพลงยอดนิยมในประเทศไทยได้ แม้ว่าผู้ฟัง (ส่วนใหญ่) จะไม่รู้ภาษาเกาหลีหรือญี่ปุ่นก็ตาม

นั่นคือ ดนตรีป๊อป ได้ก้าวพ้นเรื่องของ “ความหมาย” ที่ต้องการความเข้าใจอย่างละเอียดลออไปแล้ว และความหมายของดนตรีป๊อปก็ไม่ได้ถูกผูกติดอยู่กับ “เนื้อร้อง” อย่างแต่ก่อนอีกต่อไป

ความหมาย (และความใหม่) ของดนตรีป๊อปกลับถูกผูกติดกับตัวศิลปินมากกว่าเนื้อร้อง นั่นคือ “ตัวตน” หรือ “อัตลักษณ์” ของนักร้องที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกระบวนการทางการตลาด ซึ่งเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งอื่นๆ ที่แวดล้อมอยู่อย่างแยกไม่ออก ทั้งการแต่งกาย บุคลิก การถ่ายทำ MV และข่าวคราวต่างๆ

ความหมายของเพลงจึงถูกสร้างขึ้นจากสิ่งอื่นมากกว่าเนื้อร้อง และศิลปินแต่ละคนก็มีวิธีการให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่นเพลงเศร้าของแอ๊ด คาราบาว กับเพลงเศร้าของธงไชย แม็คอินไตย์ ย่อมมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน

ดังนั้นจะพูดกันไปไย กับเรื่องทำนองเพลงหรือสีสันของเครื่อง เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ดนตรีป๊อปไม่ใช่เรื่องของเสียง แต่หมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมันเลยทีเดียว

ความต้องการ “ความใหม่” ยังนำไปสู่การเกิดขึ้นของแขนงย่อย (sub genre) มากมายของดนตรีป๊อป เกิดแนวเพลงเฉพาะทางที่มีผู้เสพผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม เช่นอันเดอร์กราวด์ โกธิค อีโม และเกิดการผสมผสานข้ามสายพันธุ์กันอย่างหลากหลาย

จนกระทั่งดนตรีอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทก็ได้ก้าวข้ามความเป็นป๊อปและกลายเป็นดนตรีเฉพาะทางที่ต้องการพื้นฐานความรู้ในการฟังเป็นอย่างมากด้วยซ้ำ

ดังนั้นการ “ฟัง” ดนตรีป๊อป โดยไม่ “มอง” จึงอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ออกจะพรวดพราดเกินไปสักหน่อยในความเห็นของผม



ภาพของ Roy Lichtenstein สามารถอธิบายบุคลิกของวัฒนธรรมป๊อปได้เป็นอย่างดี นั่นคือลดทอนรายละเอียดหลากหลาย ทั้งในส่วนเนื้อหาและรูปแบบลงให้เรียบง่ายเป็นหนึ่งเดียว

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net