วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใครจะ ‘ชี้นำ บังคับ’ ใครได้?



ผมได้รับจดหมายทางอีเมล ที่มีข้อความอย่างนี้เมื่อวาน ตามที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ได้เรียนเชิญท่านเข้าร่วมกิจกรรม “พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกองทัพบกกับสื่อมวลชนระดับผู้บริหาร บรรณาธิการ และคอลัมนิสต์” นั้น

สื่อมวลชนได้ให้ความสนใจในการนำเสนอข่าว การเตรียมจัดกิจกรรมดังกล่าวของกองทัพบก แต่ปรากฏได้มีการวิพากษ์วิจารณ์การจัดกิจกรรมว่า กองทัพบกใช้อำนาจบีบบังคับในการเชิญสื่อมวลชนมารับฟังในสิ่งที่ต้องการจะเผยแพร่ ซึ่งเป็นการไม่สมควร เนื่องจากสื่อมวลชนเป็นวิชาชีพอิสระ ต้องมีเสรีภาพในการรับทราบข้อมูลข่าวสาร ไม่ควรมีหน่วยงานใดมาชี้นำบังคับให้รับทราบข้อมูลตามที่หน่วยงานนั้นต้องการ

ซึ่งกองทัพบกมีความเข้าใจในคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ของประเทศ ที่กำลังอยู่ในช่วงที่มีความอ่อนไหว ต่อความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชน กองทัพบก จึงขอระงับการจัดกิจกรรม “พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกองทัพบกกับสื่อมวลชนระดับผู้บริหาร บรรณาธิการ และคอลัมนิสต์” ใน 27 สิงหาคม 2555 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ไว้ก่อน

ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกจึงขอแจ้งข้อมูลดังกล่าวและต้องขออภัยในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านคงจะเข้าใจในเหตุผล ความจำเป็น และพร้อมที่จะประสานความร่วมมืออันดีกับกองทัพบกอย่างต่อเนื่องต่อไป
                                    ขอแสดงความนับถือ
                                    พลตรี พลภัทร วรรณภักตร์
                                  หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก

อ่านแล้วก็เกิดความแปลกใจและเสียดายที่การพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้นำกองทัพกับคนทำสื่อ กลายเป็นประเด็นว่าจะมีใคร “ชี้นำ บังคับ” ให้ทราบข้อมูลเพียงเพราะมีการนัดหมายที่จะพบปะกันเพื่อซักถามว่าใครกำลังคิดอะไรอยู่

ความจริงการริเริ่มให้มีการนั่งลงถามไถ่กันอย่างตรงไปตรงมา ระหว่างผู้นำกองทัพกับคนทำข่าวและคนเขียนหนังสือแสดงความคิดเห็นในแวดวงวิชาชีพสื่อนั้น เป็นเรื่องถูกต้องและสมควรจะทำมานานแล้ว

เพราะผมเห็นว่าวิธีการ “สัมภาษณ์” แบบดักถามหรือเดินไปถามไป หรือแบบ “ambush interview” ซึ่งหมายถึงการไปดักถาม ณ จุดต่างๆ จับประเด็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ค่อยได้นั้น ไม่ได้มาตรฐานวิชาชีพที่ประชาชนผู้เสพข่าวควรจะได้ และทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนกลายเป็นการต่อว่าต่อขานระหว่างคนเป็นข่าวกับคนทำข่าวมาแล้วบ่อยครั้ง

ดังนั้น เมื่ออ่านอีเมลฉบับนี้แล้วก็เกิดความสงสัยว่าใครเป็นคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ “กองทัพบกใช้อำนาจบีบบังคับในการเชิญสื่อมวลชนมารับฟังในสิ่งที่ต้องการจะเผยแพร่  ซึ่งเป็นการไม่สมควร เนื่องจากสื่อมวลชนเป็นวิชาชีพอิสระ  ต้องมีเสรีภาพในการรับทราบข้อมูลข่าวสาร  ไม่ควรมีหน่วยงานใดมาชี้นำบังคับให้รับทราบข้อมูลตามที่หน่วยงานนั้นต้องการ”

เพราะการพบปะกันในลักษณะนี้หน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนก็ทำกันเป็นประจำ โดยไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคิดว่าเป็นการใช้อำนาจบีบบังคับให้สื่อมวลชน “ชี้นำบังคับให้รับทราบข้อมูลตามที่หน่วยงานนั้นต้องการ”

เพราะหน่วยงานใดก็ตามที่จัดกิจกรรมเช่นนี้ย่อมตระหนักว่าสื่อมวลชนมืออาชีพนั้น จะต้องรับฟังความเห็นหลากหลาย และโดยเฉพาะจากคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในภารกิจนั้นๆ ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เห็นด้วยหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ไม่มีใครสามารถ “ชี้นำบังคับ” ได้ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้บัญชาการทหารบกหรือผู้จัดการบริษัทเอกชนใดก็ตาม

ยิ่งในอีเมลนี้บอกต่อว่า “กองทัพบกมีความเข้าใจในคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ของประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงที่มีความอ่อนไหว ต่อความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชน...”

ก็ยิ่งสร้างความงุนงงให้กับผมมากขึ้นเพราะไม่ทราบว่าอะไรคือ “สถานการณ์ของประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงที่มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชน...”

เพราะความจริงการไม่อธิบาย ไม่ทำความเข้าใจ และไม่พยายามตอบคำถามที่ผู้คนต้องการคำตอบนั่นแหละ จะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อ “ความรู้สึกและความเข้าใจ” ของประชาชนยิ่งกว่า

ใครบางคนบอกผมว่าคนในกองทัพบก ที่ให้ยกเลิกการพบปะระหว่างผู้นำกองทัพกับคนทำสื่อคราวนี้ อาจจะเป็นอาการ “งอน” อันเกิดจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบางคนเท่านั้นเอง ไม่ได้มีสาเหตุพิสดารทางการบ้านการเมืองแต่อย่างใด

หวังว่านั่นจะไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง

เพราะไม่มีสงครามใดจะยากเย็นไปกว่าสงครามในใจเราเองจริงๆ

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net