วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชนชั้นยังมีอยู่จริงหรือ?


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2555

อติภพ ภัทรเดชไพศาล


ใน คู่มือเข้าใจชนชั้น วรรณะ ความเหลื่อมล้ำ ของเจเรมี ซีบรุก (แปลโดยทองสุก เกตุโรจน์ และสายพิณ ศุพุทธมงคล) กล่าวถึงคนจำนวนหนึ่งในโลกตะวันตก ที่ก้าวมามีบทบาทในอุตสาหกรรมดนตรีหรืออุตสาหกรรมบันเทิง (เช่นเป็นดารา นักร้อง) ว่า ถ้าระบบการผลิตในตะวันตกยังคงเป็นแบบเดิม คนเหล่านี้ก็คงไม่แคล้วต้องทำงานในเหมืองแร่หรือโรงถลุงเหล็ก

เพราะรากเหง้าของคนจำนวนนี้มิใช่อื่นใด แต่เป็นชนชั้นแรงงานนั่นเอง

ทุนนิยมสร้างภาพลักษณ์ที่สวยหรูให้กับอุตสาหกรรมบันเทิง สิ่งที่เราเห็นในโทรทัศน์จึงเป็นเพียงยอดสุดของปีระมิด ความมั่งคั่ง ความสำเร็จของดารานักร้องจำนวนน้อยนิดกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนจนๆ ที่ไร้หนทางทำกิน คิดฝันถึงความสำเร็จเยี่ยงเดียวกัน

(ดังปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงลูกทุ่งจำนวนมากในปัจจุบันที่มักวนเวียนพูดถึงการ “ตามหาความฝัน” อยู่แล้วๆ เล่าๆ)

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมบันเทิงก็เป็นเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมชนิดอื่น นั่นคือเผยตัวเองออกมาเฉพาะส่วนยอด เผยถึงความสำเร็จอันงดงามของนักร้องนักแสดง นายทุน ไม่ผิดกับที่สตีฟ จอบส์ กลายเป็นตัวแทนความสำเร็จของแวดวงอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์

ขณะเดียวกันก็ปิดบังกดทับเรื่องของแรงงานที่ใช้ในการผลิตไม่ให้ใครได้มองเห็นความเลวร้าย เช่นเดียวกับการใช้แรงงานในประเทศจีนผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ด้วยอัตราจ้างที่ต่ำผิดปกติ ส่วนในอุตสาหกรรมดนตรี ก็ไม่มีใครใส่ใจเลยว่านักแต่งเพลงและเรียบเรียงเสียงประสานในระดับล่างๆ นั้นได้ค่าตอบแทนเพียงน้อยนิดและไม่เป็นธรรม

หนังสือของเจเรมี ซีบรุก เล่มนี้เขียนขึ้นเมื่อราวสิบปีที่แล้ว ประเด็นสำคัญที่ซีบรุกตั้งไว้ก็คือ “ชนชั้น” หายไปไหน

ซีบรุกวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงปรากฏการณ์ในสังคมตะวันตก ว่าปัญหาเรื่อง “ชนชั้น” ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกระบบทุนนิยมทำให้เปลี่ยนมาเป็นปัญหาเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แทน เพื่อกลบทับความจริงเรื่อง “ชนชั้น” ที่แท้จริงแล้วยังคงดำรงอยู่

เพราะในโลกทุนนิยม การกล่าวถึง “ความเหลื่อมล้ำ” ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ที่ต้องอาศัยการจัดการโดยรัฐเท่านั้น (จึงเป็นสิ่งที่ไกลตัวและเกินจะแก้ไขด้วยวิธีอื่นๆ)นอกจากนั้นแนวคิดว่าด้วย “ความเสมอภาคทางโอกาส” ที่ทางรัฐโฆษณา ยังสร้างมายาคติให้ผู้คนจำนวนมากยอมรับสถานภาพที่ต่ำต้อยของตน ว่าเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของตนเอง

ทั้งๆ ที่ความเสมอภาคทางโอกาสนั้นไม่มีอยู่จริง

ซีบรุกตั้งคำถามว่าชนชั้นแรงงานหายไปไหนในโลกตะวันตก เพราะขณะที่วิถีชีวิตในโลกตะวันตกเต็มไปด้วยธุรกิจในภาคบริการ แต่ทุกคนก็ยังมีกระดุม มีเสื้อผ้า มีสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างล้นเกิน แล้วใครกัน ที่เป็นชนชั้นแรงงานผู้ผลิตสิ่งเหล่านี้

คำตอบจึงเป็นว่า “ชนชั้นแรงงาน” ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกทำให้กระจัดกระจายไปอยู่ยังโลกที่สามต่างหาก แรงงานเหล่านี้อยู่ในโรงงานของประเทศที่กำลังพัฒนาแถบเอเชียใต้ ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ของโลกาภิวัตน์

ชนชั้นแรงงานที่ถูกทำให้กระจัดกระจายเช่นนี้จึงไม่เคยมี “จิตสำนึกร่วม” ในความเป็นชนชั้นกรรมาชีพ แบบที่เคยเป็นมาก่อนในโลกตะวันตก ส่งผลให้การเคลื่อนไหวต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น

นอกจากนั้น ชนชั้นแรงงานยังถูกปรับเปลี่ยนและกล่อมเกลาทัศนะโดยระบบทุน ด้วยมายาคติว่าด้วยความสำเร็จและมั่งคั่ง ซีบรุกกล่าวว่า

“คนจนในวันนี้ดูเหมือนเป็นผู้พึ่งพิงมากกว่าเป็นเหยื่อของคนรวย คนจนเลิกอิจฉาคนรวยซึ่งมีทรัพย์สมบัติมากมาย อันที่จริง พวกเขาคิดว่าชะตากรรมของพวกเขาขึ้นอยู่กับคนรวย และหวังว่าการมีโชคของคนรวยจะเผื่อแผ่มาถึงพวกเขาบ้าง และท้ายที่สุด ทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”

มายาคตินี้ครอบงำกระทั่งชนชั้นกลางจำนวนมากที่แม้ว่าจะตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ แต่กลับไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากใช้ชีวิตไปวันๆ กับบริโภคไปตามกระแส แกล้งทำเป็นลืมและมองไม่เห็นความยากจนข้นแค้นของชนชั้นแรงงานที่ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบ กระทั่งจะขึ้นค่าแรงให้เป็นวันละสามร้อย ก็ยังใจดำคัดค้านกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาด้วยอคติทางการเมือง

ซีบรุกสรุปสถานการณ์เช่นนี้ไว้ว่า

“การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่อาจทำได้ หากเราไม่รู้สึกว่าความอยุติธรรมเป็นสิ่งน่ารังเกียจ นี่เป็นความรู้สึกที่ขาดหายไปจากโลกสมัยใหม่ 

มันถูกแปรเป็นความเฉยชาไม่ยินดียินร้าย เพราะอิทธิพลของรูปเคารพ ของทรัพย์สินและความมั่งคั่งที่ปรากฏในสื่อของทุกประเทศ”



คู่มือเข้าใจชนชั้น วรรณะ ความเหลื่อมล้ำ ของเจเรมี ซีบรุก ฉบับภาษาอังกฤษ

 

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net