วันที่ อังคาร สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เศร้าแต่จริง... 2 มาตรฐาน ของคนไทยกับคำว่า ‘โกง’


ผมได้รับข้อความนี้ผ่านโลก social media ที่คึกคักมากหลังความพ่ายแพ้ของ “แก้ว พงษ์ประยูร”

ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเราโดน “โกง” เหรียญทองไปเพราะกรรมการไม่ยุติธรรม หรือไม่ก็มีวาระซ่อนเร้นอะไรบางอย่างที่เรารับไม่ได้

คนไทยที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองและกีฬาคึกคักพอๆ กันเกิดความคิดทันทีว่า “มาตรฐาน” ความคิดของคนไทยต่อคำว่า “โกง” นั้นอาจจะมีปัญหา

หรือเรามีทัศนคติต่อการฉ้อฉลแตกต่างกัน หรือไม่ก็มี “สองมาตรฐาน” ซึ่งน่าเป็นห่วงยิ่ง

เพราะเท่ากับว่าถ้าคนอื่นโกงเรา, เรายอมรับไม่ได้ แต่ถ้าหากนักการเมืองโกงเราอย่างชัดแจ้งแดงแจ๋, เรากลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ ต้องยอมรับ หรือไม่ร้ายกว่านั้นก็คือเรา “ยอมรับโดยปริยาย”

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?
เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์อย่างยิ่ง เพราะความมี “สองมาตรฐาน” ของเราต่อความไม่ชอบมาพากลนั้น คงจะต้องมีสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อความเป็นคนไทยในระดับชาติด้วย

และจะมีผลต่อเนื่องไปถึงเยาวชนของไทยที่กำลังโตขึ้นมา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของค่านิยมสังคมที่ผิดแผกไปจากที่คนรุ่นก่อนๆ เคยมีมา

สมัยหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ คนไทยจะไม่ยอมให้ใครมาโกงกินเรา ไม่ว่าในระดับส่วนบุคคลหรือระดับชาติ

แม้แต่เห็นความไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรมกลางถนน, เราก็จะไม่ยอมรับ และจะเดินเข้าไปแสดงถึงการไม่ยอมรับนั้น เช่นเห็นใครลัดคิว, หรือเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่าในที่สาธารณะ, เราก็จะแสดงตนว่าไม่อาจจะยอมรับได้กับสิ่งนั้นๆ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวกับเราโดยตรง

ในการแข่งขันกีฬาก็เช่นกัน เราในฐานะคนดูก็จะมีจุดยืนที่ชัดแจ้งหากมีการโกงกันไม่ว่าจะโดยฝ่ายใด 

แต่ความสึกกร่อนในการแสดงจุดยืนเรื่องความไม่ถูกไม่ต้องในแวดวงการเมืองเริ่มจะเกิดขึ้นในช่วงหลัง เพราะมีความขัดแย้งแบ่งค่ายแย่งสี และถึงจุดหนึ่ง, ความยึดมั่นในหลักการแห่งความถูกผิดหลักการและศีลธรรมก็ค่อยๆ หดหายไป กลายเป็นว่า “คนที่เราเห็นด้วยจะต้องถูกเสมอ...และคนที่อยู่คนละข้างกับเราจะต้องผิดเสมอ...ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะออกมาในรูปใดก็ตาม”

ซึ่งหมายความว่าความเป็นพรรคเป็นพวกมาก่อน, ความถูกผิดมาทีหลัง

ซ้ำร้าย, เมื่อความขัดแย้งในสังคมหนักหน่วงขึ้น, เราจะฟังเฉพาะเหตุผลจากคนที่เราเห็นด้วย และจะไม่ฟังอะไรที่อีกฝ่ายหนึ่งนำเสนอเลย ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อใด, เนื้อหาอะไร, ก็จะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ “ใคร” พูด ไม่ใช่ “พูดอะไร” เสียแล้ว

ด้วยเหตุนี้สังคมไทยจึงค่อยๆ เสื่อมทรุดในค่านิยม และเมื่อนับถือเงินและฐานะมากกว่าคุณธรรม, ก็ยอมรับเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบของนักการเมืองได้หากการกระทำหรือแนวทางนั้นๆ เกิดประโยชน์ให้กับตนหรือกลุ่มตน

แต่หากเป็นเรื่อง “ไกลตัว” หรือที่ไม่เกี่ยวกับการได้เสียของตนเอง, คนไทยจำนวนไม่น้อยก็จะยังยืนยันว่ารับไม่ได้กับความไม่ถูกต้องนั้นๆ

กลายเป็นว่าไม้วัดสำหรับการจะยึดหลักการว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การยอมรับหรือไม่ยอมรับการโกงหรือฉ้อฉลนั้นไม่ได้อยู่ที่การกระทำนั้นๆ หากแต่อยู่ที่ว่าคนที่พิจารณาเรื่องนี้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกรณีนั้นๆ หรือไม่

และนี่แหละคือสัญญาณเตือนภัยว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะหากเราเลือกจะวัดว่าอะไรดีอะไรถูกต้องจากการที่เราได้หรือเสียส่วนตัวเท่านั้น, มาตรฐานแห่งความถูกต้องเป็นธรรมของสังคมไทยก็จะบูดเบี้ยวจนหมดสภาพไปได้อย่างรวดเร็ว

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net