วันที่ พุธ สิงหาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภูสอยดาว เดินเล่นบนลานสนยลดอกไม้งาม 2


เส้นทางน้ำตกหลุมพบ

ช่วงเวลาบนภูสอยดาวที่ทำให้ต้องนึกถึงเสมอเมื่อมองสายฝนพรำเกิดขึ้นในวันที่สอง เราเริ่มต้นวันกันด้วยการเดินสำรวจเส้นทางน้ำตกหลุมพบ โดยเดินมุ่งลงสู่หุบเขาด้านล่างเลียบธารน้ำตกไปเรื่อยๆ เส้นทางขึ้นๆ ลงๆ ไม่ลำบากมากนักเนื่องจากทำทางไว้บ้างแล้วแต่ก็ใช้ว่าจะผ่านกันไปแบบสบาย

ระหว่างทางสู่น้ำตกชั้นที่สาม ฝนเม็ดใหญ่ตกลงมาอีกครั้งเมื่อเราลงไปยืนอยู่บริเวณกลางธารน้ำตก ซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงสายธารเล็กๆ ไหลลงมาจากชั้นน้ำตกด้านบน ในขณะที่เพื่อนร่วมทางอีกเกือบ 20 คนทะยอยไต่เรียงเดี่ยวลงมายังด้านล่าง

ทางขวามือของภาพคือจุดที่เราปีนหนีน้ำป่า

ฝนตกจนเราต้องเรียกหาเสื้อกันฝนอีกครั้ง แน่นอนว่ามันไม่ได้ช่วยกันฝนให้เรามากนัก แต่ก็เป็นผลดีกับอุปกรณ์กล้องในเป้ที่เราสะพายอยู่ เสียงน้ำดังกึกก้องดังแว่วมาขณะที่เรากำลังตัดสินใจว่าจะเดินตามสายน้ำตกทางต่อไปหรือว่าจะปีนกลับขึ้นไปทางเดิมให้พ้นทางน้ำ เจ้าหน้าที่ตะโกนให้พวกเรารีบปีนขึ้นสู่ที่สูงข้างทาง ฉันหันไปมองดูธารน้ำตก ตอนนี้สายน้ำเล็กๆ ใสสะอาดไหลเอื่อยเมื่อครู่เริ่มกลายเป็นสายน้ำขุ่นข้นกระโจนลงมาสู่เบื้องล่าง ความกลัวเล็กๆ เกิดขึ้นในใจ “น้ำป่า” ที่เคยเห็นเคยได้ยินจากสารคดีหรือภาพข่าว ตอนนี้อยู่ห่างไปในอีกไม่กี่นาที

การกลับขึ้นทางเดิมจะต้องเดินย้อนและต้องให้เพื่อนร่วมทางที่กำลังตามมาไต่ขึ้นไปก่อน ทำให้ฉันและเพื่อนอีก 3-4 คนตัดสินใจเดินขึ้นเขาตรงจุดที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งไม่ได้ทำทางไว้สำหรับนักท่องเที่ยว โดยคิดว่าสามารถตัดทางไปเจอกันในจุดที่สูงพ้นจากระดับน้ำที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีนขึ้นไปได้ไม่กี่ก้าวก็พบว่าทางค่อนข้างชัน รก และมีกิ่งไม้แหลม ไม่มีก้อนหินหรือต้นไม้ใหญ่ให้เหยียบพยุงตัว

แต่เมื่อหันไปมองด้านหลังบนชั้นน้ำตก มีก้อนน้ำขนาดใหญ่ม้วนตัวลงมาจนลำธารเล็กๆ กลายเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และนั่นเป็นสัญญาณว่าพวกเราคงหยุดแค่นี้ไม่ได้

บรรยากาศเมื่อพ้นจากน้ำป่าขึ้นมาบนลานสน

การไต่ขึ้นเขาชันสำหรับมือใหม่คงสนุกถ้ามีเครื่องมือไต่เข้าพร้อมสรรพ แต่ตอนนี้ต้องแนบลำตัวจนชิดกับพื้นดิน ไขว่คว้าต้นไม้เล็กๆ เหยียบย่ำรากไม้ต้นอ่อนที่กำลังยืนหยัดสู้กับสายฝน ทั้งที่ไม่มีความมั่นใจเลยว่ามันจะรับน้ำหนักไหว แต่มันกลับกลายเป็นอ้อมกอดที่คอยปกป้อง ในตอนนั้นฉันนึกรักพื้นดินและต้นไม้เล็กๆ เหล่านั้นมากขึ้น ถึงเราจะเลอะเทอะมอมแมม ถูกคมไม้บาดมือและแขนขาเล็กๆ น้อยๆ แต่ทั้งหมดก็ช่วยให้รอดชีวิตกลับสู่อ้อมอกของคนที่บ้านอย่างปลอดภัยครบสามสิบสอง

ละอองฝนยังคงโปรยปรายเมื่อเราขึ้นมาถึงลานสนด้านบนด้วยความปลอดภัย ฉันยังนึกถึงต้นไม้เล็กริมธารน้ำที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ป่านนี้พวกเขาจะยังรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้หรือไม่ ต้นไม้ทุกต้นที่ฉันเหยียบ ดึง ยึดไว้เพื่อพยุงตัวเองขึ้นสู่เนินสน ถ้าพวกเขาต้องถอนรากไปกับสายน้ำเชี่ยว ฉันคงเป็นสาเหตุหนึ่ง

หลังจากรอดพ้นจากภัยธรรมชาติมาได้ พวกเราก็ล้อมวงทานข้าวห่อกันก่อนอย่างมีความสุข

"ฟ้าหลังฝน" เป็นเช่นนี้เอง

หลังมื้ออาหารต้องเก็บขยะกลับมาที่เต้นท์และพรุ่งนี้เราต้องขนขยะลงจากภูกันด้วย

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนคือไม่ทำลายธรรมชาติด้วยขยะจากมือเรา

จากน้ำตกหลุมพบหากเราเดินกันจนสุดสายไม่โดนน้ำป่าจะไปบรรจบกับน้ำตกสายทิพย์ เมื่อฝนตกจนเป็นน้ำป่าและท้องฟ้ายังฉ่ำฝนแบบนี้อาจเกิดอันตรายขึ้นอีก จึงต้องงดการเดินในเส้นทางน้ำตกไปก่อน

ไปเดินเล่นในลานสน ชมทุ่งดอกไม้ และชายเขา

ทุ่งดอกหงอนนาค

ไก่แดงและรองเท้านารี (2 รูปขวา)

หลักเขตประเทศไทยและประเทศลาว

เนื่องจากภูสอยดาวเป็นพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศลาว โดยใช้สันเขาเป็นตัวแบ่งเขต เส้นทางเดินบนลานสนจึงต้องมีหลักเขตบอกเอาไว้

แค่ด้านหน้าและด้านหลังหลักเขตแดน ผืนดินเดียวกัน ภูเขาลูกเดียวกัน ถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศแล้ว

แบ่งแยกที่อาจกลายเป็นแตกแยก ได้แต่หวังว่าคงไม่มีใครมาสร้างความวุ่นวาย หรือค้นพบทรัพยากรธรรมชาติหรือโบราณคดี จนภูสอยดาวกลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศเหมือนพรมแดนด้านอื่นๆ

น้ำตกสายทิพย์

เมื่อบ่ายคล้อยแล้วจึงกลับเข้าที่พัก มีคณะหนึ่งแยกไปเดินในเส้นทางน้ำตกสายทิพย์ซึ่งอุดมไปด้วยมอส เฟิร์น พันธุ์ไม้และดอกไม้มากมาย น้ำตกนี้มีต้นเมเปิ้ลด้วย

น้ำตกสายทิพย์น้ำใส น่าเล่น แต่อากาศเย็นจนไม่กล้าจะถูกน้ำ

เรากลับมาช่วยกันทำอาหารเย็น ล้อมวงกินข้าวอย่างอบอุ่นในมิตรภาพของคนแปลกหน้า

สายหมอกยามเช้า

เช้าวันใหม่ประมาณตีห้าจึงออกมารวมตัวกันเพื่อเดินผ่าความมืดไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า

ความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างไว้ประดับโลกใบนี้

แม้ว่าท้องฟ้าจะไม่เป็นใจ แต่ภาพที่ได้ชมก็ยังงามล้นเหลือ

ขณะหันหลังกลับที่พักเราจึงรู้ว่า สันเขาที่ทอดตัวแนวเหนือใต้ ทำให้จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกอยู่ห่างแค่หันมอง

ภูสอยดาวไม่กว้างขวางมากนัก

แต่สำหรับคนชอบความงามตามธรรมชาติแล้วถือว่ามากมาย

จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตกที่ห่างกันเพียงแค่หันมอง

ชมความงามของดอกไม้นานาพันธุ์

ระหว่างทางลงจากภูสอยดาวไม่มีฝนตก อากาศร่มรื่น

เวลามากจนมองเห็นดอกไม้นานาพันธุ์ระหว่างทางอีกมากมาย

เห็ดนานาชนิด

การขึ้นภูสอยดาวครั้งนี้ได้เห็นฤทธิ์เดชของภัยธรรมชาติถึงสองอย่าง พายุและน้ำป่า ซึ่งช่วยต่อยอดความคิดของฉันในเรื่องของธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากมาย

สนต้นใหญ่ถูกพายุพัดโค่นลงได้ แต่อีกไม่นานฝนที่ตกลงมาก็จะทำให้สนต้นอ่อนเกิดขึ้นมาทดแทน ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากมนุษย์ในการไม่ไปเหยียบย่ำทำลาย

ทุ่งดอกไม้ยังคงงามสะพรั่งแม้หลังพายุใหญ่ ชีวิตน้อยๆ แต่เข้มแข็งไม่น้อยเลย

เนื่องจากค่อนข้างรีบร้อนในการพิมพ์ ภูสอยดาว เดินเล่นในลานสนยลดอกไม้งาม 1 

ทำให้เพื่อเมื่อกดเผยแพร่ไปแล้วมีความผิดพลาดทางบรรณาธิการที่ต้องตามแก้มากมาย

ตอนที่ 2 นี้ จึงต้องค่อยๆ บรรจงใส่รูปและพิมพ์ค่ะ

เรื่องนี้เคยเขียนไว้ใน trekkingthai blog นานแล้วค่ะ เก็บมาแต่งเติมใหม่ ใส่รูปใหม่ เพราะเข้ากับหน้าฝน

ไฉไลกว่าเดิมนะจะบอก

อ้อ เขียนเรื่องตรงกับวันที่โอเคเปลี่ยนโฉมพอดี เกาะกระแสกับเขาด้วย 55

โดย มารูโกะ

 

กลับไปที่ www.oknation.net