วันที่ พุธ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Sydney ... Blue Mountain (3)


The Blue Mountain …. เสน่ห๋แห่งขุนเขา

เมืองคาทุมบา (Katoomba) เป็นเมืองศูนย์กลางของเขตอุทยานแห่งนี้ เป็นสถานที่แรกที่นักท่องเที่ยวจะได้หยุดแวะชมความงามและเสน่ห์ของขุนเขาที่ใครก็ไม่รู้ให้ชื่อว่าเป็น Grand Canyon ของออสเตรเลีย ที่ Echo Point คุณสามารถชื่นชมกับ The Three Sisters ซึ่งเป็นปฏิมากรรมของภูเขาที่เกิดจากการกรัดกร่อนของลมฟ้าอากาศมานานนับหมื่นนับพันปี

Echo Point เป็นจุดแวะชมวิวจุดแรกในบริเวณอุทยาน ได้รับสมญาว่าเป็น Grand Canyon ของออสเตรเลียทีเดียว แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยฉันเคยไปเยือน Grand Canyon ในอเมริกามาแล้วหลายครั้ง และเห็นว่าที่นั่นมันอลังการแบบบรรยายไม่ถูกเลยที่เดียว ลองไปหาโปสการ์ดมาดูนะคะ แต่ฉันเห็นด้วยกับนักท่องเที่ยวท่านอื่นว่าที่นี่สวยมากอย่างไม่มีข้อแม้เมื่ออยู่ที่จุดสูงสุดของจุดชมวิว ข้างหน้าเป็นภูเขาเว้าๆแหว่งๆ เงาของภูเขาที่ถูกลำแสงของดวงอาทิตย์ส่องมาทาบทับให้มุมมองของภูเขาที่มีมิติสวยงามอยากเกินจะบรรยายให้เห็นได้จริงดังสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ต้องยอมรับค่ะว่าธรรมชาติเป็นนักรังสรรค์ปฎิมากรรมที่ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดไม่อาจมีผู้ใดเสมอเหมือนเท่าที่นึกได้

บรรยากาศของหุบเขาเบื้องล่างเมื่อชะโงกมองลงไปอบอวลด้วยสีฟ้าใส ด้วยสถานที่แห่งนี้มีต้นยูคาลิปตัสอยู่มาก และกลิ่นตามธรรมชาติของยูคาลิปตัสเมื่อล่องลอยระเหยขึ้นมากระทบกับลำแสงของดวงอาทิตย์ ให้มิติของสีฟ้า น้ำเงินแปลกตา ที่นี่จึงได้สมญาว่าภูเขาสีน้ำเงิน

ภาพของ The Three Sisters หรือที่ฉันจะขอเรียกว่าสามใบเถา ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนหลายหมื่นหลายแสนคนในแต่ละปี และเมื่อมาเยือนต่างก็กุลีกุจอโพส์ท่าถ่ายรูปกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน (รวมถึงฉันด้วยจ๊ะ) เพือเป็นที่ระลึกและเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งได้เข้ามาถึง ณ ที่นี้แล้ว

รอบๆชะง่อนผา ทางวนอุทยานทำทางเดินเล็กๆที่มีราวกั้นแข็งแรงล้อมรอบเอาไว้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเดินดูรอบๆในมุมนั้นมุมนี้ ตลอดท่างจะมีต้นไม้ ดอกไม้ออกดอกชูช่อราวกับจะส่งยิ้มใสๆมาทักทาย เชิญชวนให้เข้าไปดมดอมและกลับมาเยือนอีกหลายๆครั้ง

ที่เมืองคาทุมบาแห่งนี้คุณยังสามารถเดินทางเข้าชม Skyway, Scenic Railway และ Scenic sender ได้อีกด้วย หากคุณคิดว่า Echo Point เป็นที่ที่ทิวทัศน์สวยงามมากที่สุด คุณก็คงเห็นด้วยว่า Scenic Railway เป็นที่ที่จะดันต่อมความตื่นเต้นของคุณให้พุ่งขึ้นสู่จุดสุดยอดได้เร็วที่สุดเช่นกัน  เพราะด้วยความชันที่ 52 องศา มันคือ รถไฟลงเขาที่ชันที่สุดในโลก ที่จะให้ความรู้สึกว่าหัวใจคุณกระเด็นกระดอนออกมาจากทรวงอกมาอยู่ที่ปลายลิ้นยามเมื่อคุณโดยสารรถไฟคันนี้ผ่านหน้าผาสูงชัน ถ้ำมืด และทางลาดลงมายังเนินเขาข้างล่างในระยะทางทั้งหมด 415 เมตร (1,360 ฟุต)  ด้วยความเร็ว 4 เมตร/วินาที ส่วนรางวัลของการโดยสารรถไฟขบวนนี้ก็คือวิวตระการตาของหุบเขากว้างใหญ่ ตรงข้ามออกไปในสายตา คือหน้าผาที่มีต้นไม้ปกคลุมเขียวครึ้ม และที่มองเห็นลิบๆคือวิวในมุมหนึ่งของ The Three Sisters และทางเดินตามแนวป่าโปร่งที่ยากที่จะบรรยายด้วยคำพูดให้เห็นเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับของจริงได้ 

หลายคนบอกว่าประสบการณ์นี้จะคุ้มค่ามากหากคุณเลือกนั่งรถไฟลงมาที่หุบเขา  แล้วใช้เวลาเดินแบบไม่รีบเร่งไปตามเส้นทางทาง 2.2 กิโลเมตรที่ทำเอาไว้พอให้เดินได้สบายๆ ชมหมู่พรรณไม้ใหญ่น้อยนานาชนิดนับร้อยๆสายพันธุ์ ซึ่งบางต้นคาดว่ามีอายุมากกว่า 500 ปีในยุคจูราสติก ต้นสน รวมถึงเฟริน มอส คุณอาจแวะทักทายทำความรู้จักสัตว์ป่าที่หายากไปตามทางเดินและสุมทุมพุ่มไม้ที่มีอยู่ตามเนินเขา ชมนกสีสวยกว่า 400 ชนิดรวมทั้ง นก King Parrot นก Yellow Tailed Black Cockatoo และนกไลเออร์เบิร์ดด้วย  ในช่วงหนึ่งของการเดินคุณจะเห็นการจัดแสดงการทำเหมืองถ่านหินในสมัยโบราณ  และรถไฟที่คุณนั่งลงมาในเบื้องต้นก็มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการขนย้ายถ่านหินเหล่านี้นี่เองจ๊ะ

การทำเหมืองถ่านหินเคยเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของที่นี่ก่อนที่การท่องเที่ยวจะเอื้อมมือเข้ามาเปลี่ยนแปลง การทำเหมืองถ่านหินมีมาตั้งแต่ปี 1878 – 1895 แล้วก็มีอันต้องปิดตัวเองลง มาเปิดอีกครั้งในปี 1928 แต่ไปไม่รอดค่ะเมื่อปลายปี 1929 การลงทุนทำเหมืองมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นจนต้องปิดตัวลงอย่างถาวรในปี 1945 และหลีกทางให้กับการท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนเข้ามาเดินป่าและทำรายได้ให้เมืองมากกว่า มีการใช้รถไฟขนส่งผู้โดยสารโดยให้ชิอใหม่ว่า Mountain Devil ผู้บริหารของเหมืองได้ให้ นาย Harry Hammon และน้องสาว คือ Isobel Fahey เป็นผู้ได้รับสัมปทานการเช่าในนามของ Katoomba Scenic Railway Pty. และครอบครัว Hammon ก็ยังคงดำเนินการมาตราบเท่าทุกวันนี้

เมื่อเดินมาจนสุดทางคุณสามารถกลับขึ้นไปด้านบนได้ด้วยการใช้บริการของ The Scenic Sender หริอ Cable Car ที่ค่อนข้างใหญ่ แข็งแรง ทันสมัยและไฮเทค คุณจะเดินทางกลับขึ้นไปที่ความสูงราว 200 เมตรจากหุบเขาเบื้องล่าง

นอกจากการเดินไปตามป่าโปร่งที่จัดไว้ให้นักเดินทางที่มีเวลาเยือน Blue Mountain ในระยะเวลาสั้นๆแล้ว ที่นี่ยังมีเส้นทางที่เป็นที่ชื่นชอบของนักเดินป่าที่เชี่ยวชาญอีกหลากหลาย นับจากเส้นทางง่ายๆที่มีความยาวแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องใช้เวลาเดินหลายๆวัน เส้นทางที่นิยมมากที่สุดคือเส้นทาง The Jamison Valley และ The grove Valley ที่ผ่านส่วนที่เรียกว่า The Six Foot Track ในคาทุมบา ไปจนถึง Jenolan Cace การเดินแบบครบชุดอาจใช้เวลาถึง 3 วันซึ่งมีผู้นำทางให้บริการในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดเทศกาล

การเดินป่าในแถบนี้เรียกได้ว่าทำได้ทุกเพศทุกวัย  และทุกสภาพความฟิตของร่างกาย  คุณสามารถชมม่านหมอกสีฟ้าที่เกิดจากไอละอองของต้นยูคาลิปตัสที่ม้วนตัวล่องลอยจากหุบเขาเบื้องล่างขึ้นสู่ความสูงของชั้นบรรยากาศ  และละอองไอสีฟ้าที่ฉาบโลมเลียขุนเขานี่เองเป็นที่มาของชื่อ บลูเมาร์เท่น ที่แสนโรแมนติก คุณอาจใช้เวลาที่ไม่เร่งรีบอ้อยอิ่งซึมซับความสวยงามของธรรมชาติรอบๆตัวคุณ  ถ้าโชคดีอาจได้เผชิญหน้ากับสัตว์โลกที่น่ารัก เช่น จิงโจ้แคระ  วอมแบ๊ท  และนกสวยงามที่บินวนเวียนอยู่มากมายรอบๆป่าโปร่ง  ลืมวัน เวลา ภาระและหน้าที่ที่คุณต้องแบกรับในโลกด้านนอก  ปลดปล่อยตัวเองให้เข้าสู่โลกของธรรมชาติที่สงบและสวยงาม

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของการเดินทางไปเยี่ยมชม บลูเมาร์เท่น คือระหว่างเดิอน มิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม และ สิงหาคม ด้วยป็นช่วงฤดูหนาวของออสเตรเลีย เทศกาล Yulefest ซึ่งเป็นประเพณีของการเฉลิมฉลองหน้าหนาวและการทานอาหารเย็นมื้อพิเศษร่วมกัน (Traditional winter dining) ที่มีมานานกว่า 20 ปีแล

เทศกาล Yulefest มีตำนานจากการที่นักท่องเที่ยวไอริชกลุ่มหนึ่งเดินทางมาที่บลูเมาร์เท่นแห่งนี้ในหน้าหนาวที่ภูมิประเทศต็มไปด้วยหิมะเลยเกิดอาการคิดถึงบ้าน พวกเขาได้ขอร้องให้เจ้าของโรงแรมในคาทุมบาให้ช่วยจัดและตกแต่งโรงแรมให้มีบรรยากาศเหมือนกับเทศกาลคริสต์มาสในยุโรป  ด้วยความสงสารเจ้าของโรงแรมจึงดำเนินการให้ตามที่ต้องการ  มีการตกแต่งทั่วบริเวณนั้นด้วย ต้นคริสต์มาสและของตกแต่ง ประดับประดาด้วยไฟหลากสี และแน่นอนจ๊ะต้องมีการรับประทานไก่งวงด้วย  การจัดในครั้งนั้นทำให้ผู้คนชอบใจและเกิดการฮิตขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง  ถึงกับมีการจัดเทศกาล Yulefest กันเป็นประจำทุกปีและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวนับพันคนเดินทางมาเยือนและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ พร้อมกับดื่มด่ำไปกับบรยากาศของคริสต์มาสนอกฤดูกาลกันอย่างล้นหลามตราบเท่าทุกวันนี้

***พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวที่บริเวณ Darliong Harbor ท่าเรือที่รัก แล้วคุณจะหลงรักท่าเรือค่ะ

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net