วันที่ เสาร์ กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Switzerland & Paris: Day 2 @Lausanne (โลซานน์)


...กลับมาอีกครั้งของเช้าวันที่สองของการเดินทางท่องเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ของพวกเรา เริ่มต้นด้วย "โชค" คือความโชคดี เพราะเป็นวันที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าโปร่งสวยงาม ทำให้พวกเราสามารถเดินท่องเที่ยวได้โดยไม่พกพาร่ม... การเดินทางเริ่มต้นออกจากซูริคตั้งแต่เช้าไปยังเมืองโลซานน์โดยรถไฟด้วยระยะเวลา 2 ชั่วโมง 11 นาที... เป้าหมายหลักในการเที่ยวครั้งนี้คือจะต้องมาที่เมืองโลซานน์ให้ได้... ซึ่งเราอยากเรียกว่า "ตามรอยพ่อ"....

 

 

 

 

เมืองโลซานน์ (Lausanne) เป็นเมืองหนึ่งของสวิสเซอร์แลนด์ที่คนไทยเราคุ้นชื่อเป็นอย่างดี สืบเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสวิสเซอร์แลนด์เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 5 ทรงเสด็จประพาสสวิสเซอร์แลนด์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2440 และ พ.ศ.2450 จากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยิ่งแนบแน่นขึ้นมาอีกเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรงเจริญพระชนน์และศึกษาที่เมืองนี้ รวมถึงสมเด็จย่า และสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงประทับอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2476 - 2494 หลังจากนั้นเราก็ได้เห็นการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ที่เชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ก็ได้เสด็จเยือนสวิสฯ มาโดยตลอด

เมืองโลซานน์ตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของทะเลสาบเจนีวา มีชื่อเดิมคือ Lousonna เป็นชุมชนตั้งอยู่ติดทะเลสาบเจนีวา ซึ่งเป็นเมืองที่มีเสน่ห์โดยธรรมชาติมากที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ในสมัยที่ชาวโรมันมาตั้งหลักแหล่งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเจนีวาแห่งนี้  เพื่อความปลอดภัยของผู้คนในสมัยก่อน จะทำการปักหลักและย้ายที่อยู่ไปอยู่บนเนินเขารอบๆ ทะเลสาบสวยงาม

ชุมชนเดิมปัจจุบันก็คือเขตอูชชี (Ouchy) สำหรับริมทะเลสาบเจนีวาที่นี่จะมีท่าเรือโลซานน์-อูชชี ซึ่งสามารสัญจรไปได้ทั้งเจนีวา เวอเวย์ มงเทรอ และเมืองเอเวียงในเขตประเทศฝรั่งเศส

ปัจจุบันโลซานน์มีฐานะเป็นเมืองหลวงของรัฐโวด์ (Vaud) เป็นเมืองที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการโอลิมปิคสากล (International Olympic Committe) หรือ IOC และมีพิพิธภัณฑ์โอลิมปิคตั้งอยู่ริมทะเลสาลเจนีวาในเขตอูชชีแห่งนี้ด้วย จึงทำให้เมืองโลซานน์ได้รับการขนานนามว่า "เมืองหลวงแห่งโอลิมปิค" ไปในที่สุด !!!

 

ด้านหน้าสถานีรถไฟเมืองโลซานน์ จะมีป้ายโอลิมปิคติดไว้ เนื่องจากเมืองโลซานน์เคยสถานที่จัดแข่งโอลิมปิคมาก่อน

 

 

 สถานีรถไฟเมืองอูชชี (Ouchy Metro) มาถึงจุดหมายปลายทางและเป็นสถานนีสุดท้าย

 

 

 

หงษ์น้อยผู้น่ารัก... ชูคอรอคอยผู้มาเยี่ยมชมทะเลและเมืองอันสวยงาม...ณ ริมทะเลสาบเจนีวา เมืองโลซานน์

 

"ฝูงนกน้อย"...กางปีก โบยบินต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างสวยงาม

 

ท่าเรือโลซานน์-อูชชี

 

กิจกรรมริมทะเลสาบของชาวเมืองอูชชี

 

 

ภาพนี้เป็นคนจริงๆ ที่นั่งอยู่นานทีเดียว...

 

 

เรานั่งอยู่ริมฝั่งสวนสาธารณะ ซึ่งมองไปด้านหน้าจะเห็นเนินเขาและหมู่บ้านปะปราย

 

 

มุมหนึ่งของริมทะเลสาบที่สวยงาม

  เรือสำหรับไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว เพื่อล่องชมความสวยงามของทะเลและเมืองแห่งนี้

 

 

 นักท่องเที่ยวนั่งชมทิวทัศน์และบรรยากาศ โดยเฉพาะด้านหน้าจะเป็นภูเขาที่ติดกับทะเล สวยงามเป็นสีฟ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...หลังจากที่พวกเราได้เดินชมริมทะเลสาบ, สวนสาธารณะของเมืองอุชชี และเดินชมตลาดวันอาทิตย์ของเมืองนี้แล้ว ท้องทุกคนก็เริ่มหิวเพราะเวลาผ่านไปเที่ยงกว่าๆ แล้ว  เราจึงมองหาอาหารและผลไม้ที่อยู่ในตลาดมานั่งทานภายในสวนสาธารณะกันอย่างเย็นสบาย มีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองเดินเล่นในสวนสาธารณะกันพอสมควร...

หลังจากได้พักหายเหนื่อยและได้พลังด้วยอาหารกลางวันไปแล้ว เป้าหมายหลักอีกอย่างของพวกเราวันนี้คือจะต้องไปชมศาลาไทยที่ทางรัฐบาลไทยได้สร้างถวายในหลวงของเราให้ได้... มิเช่นนั้น เหมือนว่าเรามาไม่ถึงเมืองโลซานน์แห่งนี้

 

โรงแรมโบริวาจ (Beau-Rivage Palace) เป็นโรงแรมและคฤหาสน์หรูที่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง และเป็นโรงแรมที่ดีที่สุด หรูหราและราคาแพงที่สุดของสวิสแห่งหนึ่งด้วย...

 

ระหว่างทางเดินไปศาลาไทย

 

 

 รูปปั้นระหว่างทางเดินไปศาลาไทย

 

ทางเดินไปชมศาลาไทยประมาณ 200-300 เมตรจากจุดเริ่มต้นของทะเลสาบ

 

 

 ทางเดินขึ้นเนินจากถนนริมทะเลสาบเพื่อเดินมายังศาลาไทย

 

 

รูปปั้นก่อนเดินผ่านไปยังศาลาไทย

 

"ศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติ"  

 

ศาลาไทยแห่งนี้สร้างโดยรัฐบาลไทย เพื่อถวายในหลวงเนื่องในวโรกาสของรัชกาลที่ 9 ทรงครองศสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และเนื่องในครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ. 2549

เป็นประติมากรรมแบบไทยออกแบบโดยอาจารย์วุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรมไทย เป็นศาลาทรงจตุรมุขสร้างด้วยไม้สักและไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง กว้าง 6 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 16 เมตร ด้วยช่างฝีมือ 16 คน สร้างเสร็จเมื่อกลางปี 2550 โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปประกอบพิธีเปิดศาลาไทยแห่งนี้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 ซึ่งทราบความปลาบปลื้มปิติยินดีแก่ประชาชนทั้งสองประเทศเป้นอย่างยิ่ง....

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

ต้นไม้ใหญ่สวยงามและสนามหญ้าภายในบริเวณศาลาไทย เป็นที่โล่งกว้างเหมาะแก่การนั่งพักผ่อนหย่อนใจและมาปิคนิคของครอบครัวได้ดีมาก

 

 

 

 

ริมทะเลสาบฝั่งตรงข้ามของตลาดนัดยามบ่าย

 

ระหว่างทางเดินกลับ จะผ่านตลาดยามเย็นของชาวสวิส ที่มาตั้งขายของงานฝีมือและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ซึ่งน่าสนใจมาก มีสินค้าหลายประเภทที่พวกเราอยากจะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก แต่ไม่สามารถซื้อได้เพราะเกรงว่าจะขนสัมภาระกันลำบาก เนื่องจากเพิ่งเป็นวันท่องเที่ยววันที่สองของพวกเรา...

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

  

....และแล้วก็ได้เวลาที่พวกเราจะต้องเดินทางกลับจากท่าเรืออูชชีโดยรถไฟ เพื่อเข้าไปในเมืองโลซานน์ จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปชมมหาวิหารโลซานน์ต่อ... ระหว่างทางจะผ่านร้านค้ามากมาย ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ก่อนทางเดินอีกมุมไปยังมหาวิหารโลซานน์ ซึ่งนับว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่โตที่สุดในสวิสเซอร์แลนด์...  แต่น่าเสียดายที่ร้านค้าทั้งหมดปิดเพราะวันที่เราไปนั้นตรงกับวันอาทิตย์

 

 

ทางเดินผ่านร้านค้าต่างๆ เป็นเนินสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไปให้ถึงมหาวิหารโลซานน์

 

  

 

จุดสุดท้ายของการท่องเที่ยววันที่สองของเมืองโลซานน์คือที่นี่ "มหาวิหารโลซานน์" (Catherdral de Lausanne)

ด้วยความที่เป็นเมืองเก่ามาตั้งแต่ยุคกลาง ถนนหนทางภายในเมืองจึงปูด้วยหินและเป็นตรอกเล็กซอยน้อยที่สะอาดและสวยงาม ทำเลที่ตั้งจะอยู่บนเนินเขาที่มีพื้นที่สูงต่ำเป็นระยะๆ หลายแห่งจะมีการสร้างบันไดไม้ที่มีหลังคาคลุมเพื่อให้สามารถเดินเชื่อมหากันได้ รวมทั้งเป็นบันไดที่สามารถเดินขึ้นไปยังมหาวิหารโลซานน์ได้

 

มหาวิหารแห่งโลซานน์ หรือ วิหารนอเตรอดาม (Notre-Dame) ตามชื่อเดิมเป็นโบสถ์คาทอลิก แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นโบสถ์โปรเตสแตนต์ในปี 1536 จึงเรียกมหาวิหารแห่งโลซานน์ ที่นี่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 12 โดยรูดอล์ฟแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และพระสันตะปาปาเกรกรอรี่ที่ 10 เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในสวิสเซอร์แลนด์ ... ภายในโบสถ์จะมีหน้าต่างกระจกสี (Stain Glass) มากถึง 105 บาน มีหน้าต่างกุหลาบ (Rose Window) แท่นบูชาและเสาวิหารอันโออ่าให้ได้ชมความอลังการหลงเหลืออยู่... แต่ที่น่าเสียดายคือโบสถ์ปิดไม่สามารถเข้าชมได้...

 

มหาวิหารโลซานน์" (Catherdral de Lausanne) กว่าเราจะขึ้นไปได้ต้องปีนบันไดขึ้นหลายขั้นเหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

จากนั้น กลุ่มเราเดินรอบๆ ไปยังจุดชมวิวของเมืองโลซานน์ซึ่งอยู่ด้านหลังมหาวิหารโลซานน์...

 

ภาพทิวทัศน์เหนือเมืองโลซานน์ และทะเลสาบเจนีวา โดยมองจากหลังมหาวิหารโลซานน์

 

 

ได้เวลาจากลา จากมหาวิหารโลซานน์แห่งนี้แล้ว จากนั้นกลุ่มเราก็ออกเดินทางกลับไปยังสถานรถไฟโลซานน์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะรัฐโว

พิพิธภัณฑ์ศิลปะรัฐโว (Musee Cantonal des Beaux-Arts)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปะรัฐโว  (Musee Cantonal des Beaux-Arts) ตั้งอยู่ในอาคารหลังใหญ่ตรงจตุรัส Place de la Riponne เป็นสถานที่ที่มีบริเวณกว้างจึงมักมีตลาดนัดผลัดเปลี่ยนมาออกร้านเพื่อขายสินค้าพื้นเมืองอยู่ประจำ

 

...พวกเรามีเวลาชมความสวยงามของสถานที่แห่งนี้เพียงด้านนอกอาคาร และอยู่ไม่นานนักก็ต้องรีบเดินทางกลับไปยังที่พักของเราเมืองซูริค...

นับได้ว่าการท่องเที่ยวที่โลซานน์แห่งนี้ของพวกเรา "จัดเต็มจริงๆ" เพราะเดินตลอดทั้งวัน มีทั้งขึ้นเนินสูงและต่ำสลับกัน เพื่อชมทิวทัศน์อันสวยงามของเมือง... และแล้วก็ถึงเวลาที่พวกเราก็ต้องกลับไปพักเอาแรงสำหรับการเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น... คอยติดตามนะคะ...

 *****************************************

 

 

ติดตามทริปเมืองเบิร์น (เมืองหลวง) :

 

Switzerland & Paris: Day 3 @Bern (เบิร์น) :
 
http://www.oknation.net/blog/BlackTulip/2012/09/11/entry-1

 

 

 
 

โดย PhutaiKaowong

 

กลับไปที่ www.oknation.net