วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานโลกแห่เข้าพม่า


                                        

การเปิดแหล่งแก๊สธรรมชาติและน้ำมันแหล่งใหม่ทั้งบนบกและในทะเลของพม่าในวันที่ 3-6 กันยายน นี้ถือเป็นงานยักษ์ใหญ่จริงๆ เพราะนอกจากจะมีการเปิดเผยแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานของรัฐบาลพม่าออกสู่การรับรู้ของนานาชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ทั้งยังจะเปิดให้สัมปทานขุดค้นแหล่งแก๊สธรรมชาติและน้ำมันครั้งใหญ่ด้วยแล้วก็ยังปรากฏว่างานนี้ได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลกอย่างครบถ้วนเลยทีเดียว

 

โดยการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามเช่นว่านี้ก็ถึงกับทำให้รัฐบาลพม่าต้องมีการจัดลำดับความสำคัญก่อน-หลังของยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานเหล่านั้นด้วยการพิจารณาจากเม็ดเงินที่ให้การสนับสนุนแก่งานเปิดแหล่งแก๊สฯและน้ำมันดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า Myanmar Oil, Gas and Power Summit (MOGP) ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ แต่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่มียักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของโลกเข้าร่วมอย่างครบครัน

 

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการจัดงานครั้งแรกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นได้เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าที่สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้มีมติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า จึงทำให้งานในครั้งนั้นไม่ได้รับความสนใจจากบรรษัทข้ามชาติอย่างเท่าที่ควร กล่าวก็คือมีบริษัทต่างชาติเพียง 9 รายเท่านั้นที่ได้ยื่นขอสัมปทานขุดค้นแหล่งแก๊สฯและน้ำมันจากรัฐบาลพม่า ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีเพียง 2 รายเท่านั้นที่เป็นบรรษัทขนาดใหญ่ นั่นก็คือ PETRONAS จากมาเลเซีย และ PTT-EP จากไทย

 

แต่สำหรับงานในต้นเดือนกันยายนนี้ นอกจากจะเป็นการจัดขึ้นภายหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ประกาศระงับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ยังปรากฏด้วยว่าทางการสหรัฐฯได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ทำให้นักธุรกิจอเมริกันทั้งหลายนั้นเริ่มหวนกลับเข้าไปในพม่าอย่างไม่ขาดสายในเวลานี้

 

กล่าวสำหรับงาน MOGP ครั้งที่ 2 นี้ถึงแม้ว่ายักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐฯจะมิใช่ผู้สนับสนุนหลักอย่าง SHELL จากอังกฤษ JX Nippon Oil&Gas Exploration จากญี่ปุ่น AMC Oil&Gas จากออสเตรเลีย และ China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) จากจีนก็ตาม แต่การที่ UNOCAL 76 บริษัทในเครือของ CHEVRON CORP และ CONOCO PHILLIPS จากสหรัฐฯ ได้อาสารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันและคอยให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานทุกคนด้วยนั้น ก็ย่อมจะถือได้ว่าเป็นการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการที่จะกลับเข้าไปในพม่าอย่างเต็มตัว

ก่อนหน้านี้ กระทรวงแผนการและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการของพม่า) รายงานว่าการลงทุนของต่างประเทศในพม่ามีมูลค่าสะสมกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2011 โดยประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในพม่ามากที่สุดนั้นก็ ได้เปลี่ยนมือจากประเทศไทยไปเป็นประเทศจีนอย่างเบ็ดเสร็จแล้วด้วย

 

กล่าวสำหรับการลงทุนในภาคพลังงาน น้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพม่าจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ปรากฏว่ามีมูลค่ารวมกันมากถึง 32,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเพื่อการสำรวจขุดค้น หาน้ำมันและแก๊สธรรมชาตินั้นถือเป็นภาคการลงทุนที่มีแนวโน้มจะแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากรายงานของวิสาหกิจน้ำมันและแก๊ส (MOGE) ของรัฐบาลพม่า ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าได้อนุมัติสัมปทานในการสำรวจขุดค้นหาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติทั้งบนบกและในเขตน่านน้ำทางทะเลของพม่าให้กับบริษัทต่างชาติไปแล้วมากกว่า 100 พื้นที่

 

โดยผู้ที่ได้รับสัมปทานนั้นก็มีทั้งบรรษัทจากจีน ฝรั่งเศส อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฮ่องกง และไทย ส่วนสหรัฐฯและอังกฤษนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนโดยตรงก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เข้าไปในฐานะผู้ร่วมลงทุนอยู่แล้ว ดังเช่นในกรณีของ Chevron Corporation ได้ร่วมลงทุนในสัด ส่วน 25.5% ในโครงการขุดค้นและท่อส่งแก๊สธรรมชาติจากแหล่ง YADANA ที่อ่าวเมาะตะมะในเขตทะเลอันดามันของพม่า มาขายให้ไทยในปริมาณเฉลี่ย 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน นับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งทำให้พม่าได้รับผลประโยชน์จากการขายแก๊สฯให้กับไทยมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทในปี 2011 ที่ผ่านมาและคาดว่าจะทะลุ 1 แสนล้านบาทในปี 2012 นี้ด้วย

 

แน่นอนว่าผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดนั้น ก็คงจะไม่มีใครเกินบรรษัทข้ามชาติของจีนอย่าง China National Petroleum Corporation (CNPC) และ China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ไปได้ แต่การที่รัฐบาลพม่าเชื่อว่าในเขตอธิปไตยของพม่าทั้งบนบกและในทะเลนั้น ยังคงมีทรัพยากรน้ำมันและแก๊สฯอีกอย่างมหาศาลหรือมากกว่าที่สำรวจพบแล้วในเวลานี้นับร้อยเท่า จึงทำให้รัฐบาลพม่าต้องการที่จะดึงการลงทุนทั้งจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ตลอดจนอาเซียนด้วยกันให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลประโยชน์จากการส่งออกน้ำมันและแก๊สฯให้ได้ถึง 2 หมื่นล้านดอล ลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันนี้มากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว

 

ซึ่งด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่บรรษัทข้ามชาติในธุรกิจด้านพลังงานทั้งหลายอย่างเช่น CHEVRON Corp. จากสหรัฐฯ TOTAL S.A. จากฝรั่งเศส PETRONAS จากมาเลเซีย DAEWOO จากเกาหลีใต้ ONGC จากอินเดีย DANFORD EQuities จากออสเตรเลีย SUN ITERA จากรัสเซีย และ PTT-EP จากไทยต่างก็เตรียมการที่จะขยับขยายการลงทุนในพม่าเพิ่มมากขึ้นในเร็วๆนี้

 

เพราะหลังจากที่การจัดงานครั้งแรกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น ก็ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจเมื่อปรากฏว่ามีนักธุรกิจมากกว่า 300 คนจาก 35 ประเทศได้เข้าร่วมงานดังกล่าว ซึ่งก็ติดตามมาด้วยการที่รัฐบาลพม่าได้อนุมัติให้สัมปทานในการสำรวจแหล่งน้ำมันและแก๊สฯทั้งบนบกและในทะเลแก่บริษัทต่างชาติ 18 รายใน 44 แหล่งพร้อมกันนั้นไม่มีบริษัทอเมริกันร่วมด้วยแต่อย่างใด แต่สำหรับในครั้งนี้ก็เชื่อได้เลยว่ายักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐฯจะร่วมแข่งขันในการประมูลอย่างดุเดือดแน่นอน

 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลพม่ายังได้ฝากความหวังในการพัฒนาทางเศรษฐกิจแห่งชาติไว้กับ Mega-Project อย่างโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทวาย ที่จะต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้ตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาแล้วอีกด้วย โดยถ้าหากว่า Mega-Project ที่ใหญ่กว่ามาบตาพุดของไทยถึง 7 เท่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงเมื่อใด ก็ไม่เพียงจะทำให้พม่ากลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการค้าทางทะเลระหว่างเอเชีย-ยุโรปและแอฟริกาเท่านั้น หากยังจะทำให้พม่ากลายเป็นศูนย์กลางการค้าด้านพลังงานที่สำคัญของโลกอีกด้วย

 

ซึ่งด้วยผลประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่รัฐบาลพม่าได้พยายามกระทำในทุกวิถีทางเพื่อทำให้นานาชาติเกิดความมั่นใจในแนวทางปฏิรูปไปสู่การเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองในพม่าและก็ดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบสนองจากนานาชาติเป็นอย่างดียิ่ง ดังจะเห็นได้จากการได้รับฉันทานุมัติจากประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันให้เป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในปี 2013 และเป็นประธาน เวียนของกลุ่มอาเซียนในปี 2014 และนั่นก็หมายความว่าผู้นำของประเทศคู่เจรจาทั้งหลายของอาเซียน อย่างสหรัฐฯและสหภาพยุโรปนั้นก็จะเดินทางไปกรุงเนปิดอว์ของพม่าด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์อย่างมหาศาลที่รัฐบาลพม่าคาดหวังจะได้จากการอนุมัติสัมปทานโครงการต่างๆให้กับบรรษัทต่างชาติทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพม่าไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในที่นี้ยังรวมถึงการดำเนินมาตรการในทุกวิถีทางเพื่อกดดันให้ประชาชนในพม่ายุติการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหล่านี้ด้วย ดังจะเห็นได้จากการกดดันประชาชนในเขตรัฐฉานและรัฐคะฉิ่นให้อพยพไปจากแนวท่อส่งแก๊สฯและน้ำมันไปจีน โดยที่ประชาชนเหล่านี้ไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรมด้วยซ้ำ และรูปการณ์เดียวกันนี้ก็กำลังจะเริ่มขึ้นในเขตทวาย ซึ่งกลุ่มอิตาเลี่ยน-ไทย และรัฐบาลไทยวาดหวังจะพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษมูลค่ากว่า 58,000 ล้านดอล ลาร์สหรัฐนั่นเอง

 

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าบรรดารัฐบาลของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายต่างก็พยายามมองข้ามปัญหาเช่นว่านี้เหมือนกันกับรัฐบาลพม่า โดยมัวแต่หลงใหลได้ปลื้มไปกับมายาภาพของ “การปฏิรูปประชาธิปไตยทางการเมือง” ที่สร้างขึ้นโดยอดีตรัฐบาลทหารพม่าเพียงฝ่ายเดียวนั้น ก็เชื่อได้เลยว่าการรุกฮือเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนในพม่านั้น ก็ย่อมสามารถที่จะเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อเช่นกัน!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net