วันที่ พุธ กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อ Blogger Ok Nation สัมภาษณ์ คุณชำนาญ วังตาล CEO มูลนิธิที่อยู่อาศัย !!!


เก็บตกหลงเหลือจากคราวที่เราได้เข้าไปเยี่ยมชมการทำงานของมูลนิธิที่อยู่อาศัย หรือ Habiteb ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ส่งเสริมให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาสได้มีบ้านเป็นของตัวเอง พวกเราชาว Blogger OK Nation ได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ CEO หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิที่อยู่อาศัย นั่นคือ คุณชำนาญ วังตาล ซึ่งเป็นหนุ่มนักธุรกิจอนาคตไกล ในธุรกิจการเงินมาก่อน ๆ ที่จะเข้ามารับงานให้กับทางมูลนิธิฯ แห่งนี้

ก่อนมาทำงานให้กับทางมูลนิธิที่อยู่อาศัย คุณชำนาญทำอะไรมาก่อน

คุณชำนาญเคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการไทยธนาคารมาก่อน และได้ผันตัวเองมาทำธุรกิจภัตตาคารเนื้อย่างสไตล์เกาหลี ที่รู้จักในชื่อ “ซูมิ แกรนด์” ก่อนจะรับตำแหน่งเป็น CEO ที่มูลนิธิที่อยู่อาศัย  

ทำไมถึงมารับตำแหน่ง CEO ให้กับมูลนิธิที่อยู่อาศัย

ก่อนที่จะรับตำแหน่ง CEO ของมูลนิธิฯ นั้น คุณชำนาญเคยมีความตั้งใจที่อยากจะใช้เวลาในช่วงชีวิตหนึ่งทำงานเพื่อสังคม ทำประโยชน์ให้กับคนอื่นบ้าง  ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่มูลนิธิที่อยู่อาศัย (ซึ่งขณะนั้นมีชื่อเดิมว่า “มูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติประเทศไทย”) ประกาศรับสมัครตำแหน่ง CEO ของมูลนิธิฯ  

โดยที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวหรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่รู้จัก “มูลนิธิที่อยู่อาศัยฯ” มาก่อน คุณชำนาญถูกเชิญให้รับการสัมภาษณ์จากคณะกรรมการของมูลนิธิฯ ซึ่งขณะนั้นมี ดร.ชัยณรงค์ มณเฑียรวิเชียรฉาย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการพร้อมกับคณะกรรมการท่านอื่นทั้งคนไทยและต่างประเทศ  เหตุเพราะว่าอดีตเลขาฯ ในสมัยที่คุณชำนาญทำงานอยู่ที่ไทยธนาคารได้ส่งใบสมัครให้คุณชำนาญนั่นเอง

ในช่วงแรกหลังจากที่รับตำแหน่ง CEO ของมูลนิธิที่อยู่อาศัย คุณชำนาญรู้สึกว่าบรรยากาศในที่ทำงานเป็นไปอย่างเงียบๆ เจ้าหน้าที่ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเอง อีกทั้งระบบการทำงานหลายอย่างที่ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งหากไม่ปรับตัวให้ทำงานได้เร็วและมีความหลากหลาย มูลนิธิฯ จะอยู่ต่อไปได้ยากเพราะขาดเงินทุนสนับสนุนการดำเนินการในการให้ความช่วยเหลือ  คุณชำนาญจึงเริ่มพูดคุยกับทีมงาน  จนเริ่มมีการปรับตัวให้ทำงานอย่างรวดเร็วมากขึ้นตั้งแต่ระดับผู้จัดการถึงระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 

และประกอบกับในช่วงปลายปี พ.ศ.2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทย มูลนิธิโคคา-โคลาได้ให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังน้ำลดในโครงการ “ผนึกพลังบวกโคคา โคลา”  มูลนิธิที่อยู่อาศัยจึงได้ร่วมงานกับมูลนิธิโคคา-โคลาเป็นครั้งแรกในการผนึกกำลังอาสาสมัครผู้มีใจอาสาเข้าร่วมกิจกรรม “ฟื้นฟูโรงเรียนและสร้างบ้านหลังใหม่ให้ผู้ประสบอุทกภัย” ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา

คุณแนนกรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโคคา โคลา ประเทศไทย

ความเป็นมาของโครงการ ผนึกพลังบวกโคคา-โคลา ร่วมซ่อมร่วมสร้างกับมูลนิธิที่อยู่อาศัย

คุณแนนกรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโคคา โคลา ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า โคคา โคลาจะต่างจากเครื่องดื่มประเภทอื่นคือ จะไม่นำของนอกเข้ามาใช้ในไทย แต่จะยึดรูปแบบไทย เป็นแบบ Local Root  คือ คิดต่าง เช่น ชื่อโครงการฯ จะใช้ Live Positively 

เนื่องจากในช่วงที่น้ำท่วม น้ำดื่มมีราคาสูงและขาดตลาด แม้แต่การแจกน้ำดื่มตรา “น้ำทิพย์” ให้ผู้ประสบภัยกว่า 4 ล้านขวด ยังต้องสั่งจากเครือต่างประเทศเข้ามา ทางมูลนิธิโคคา-โคลาจึงใช้เวลาช่วงที่สินค้าขาดตลาดประกอบกับการหยุดโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำงบดังกล่าวมาใช้จัดกิจกรรมสำหรับการจัดกิจกรรม CSR แทน

โดยกิจกรรม CSR ในช่วงแรกที่น้ำยังท่วมพื้นที่อยู่ คือ การจัด “ครัวเคลื่อนที่” ร่วมกับสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมในลักษณะของการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยเปิดรับอาสาพลังบวกไปช่วยทำครัวร่วมกับสภากาชาดไทยซึ่งตลอดกิจกรรมสามารถประกอบอาหารได้รวม 2 แสนมื้อ แต่เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือระยะสั้น ยังขาดการให้ความช่วยเหลือแบบ Medium Term จึงได้เสนอขอทุนเพิ่มอีก 40 ล้านบาท และเริ่มมองหา Partner ที่จะมาร่วมในด้านการฟื้นฟูหลังน้ำลด ซึ่งในขณะนั้นมองไว้ 2 แห่ง 

มูลนิธิที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งใน Partner ที่โคคา โคลามองเห็นว่ามีพันธกิจสอดคล้องกับเป้าหมาย จึงได้ติดต่อกับมูลนิธิที่อยู่อาศัย ผ่านคุณวิชชุดา สิทธิโชคและหลังจากนั้นได้คุยกับคุณชำนาญ พบว่ามีแนวคิดที่จะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเหมือนกัน จึงเริ่มลงพื้นที่ใน 4 จังหวัด คือ ปทุมธานี อยุธยา

วิสัยทัศน์ของคุณชำนาญในการพัฒนาองค์กร

โค้กเป็นกรณีที่มูลนิธิฯ ได้คุยกับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแต่การระดมทุนส่วนใหญ่ของมูลนิธิยังเป็นไปด้วยความยากลำบากอยู่เพราะคนไทยยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญเรื่องบ้าน ไม่สนใจทำบุญกับคนในเรื่องการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย 

มูลนิธิฯ ก่อตั้งในประเทศไทยมา 14 ปีแล้วแต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก  ดังนั้น ในช่วงปีครึ่งที่คุณชำนาญเข้ามาทำงาน Priority แรกที่ต้องการทำคือทำให้มูลนิธิเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงขึ้นมา  และช่วงที่น้ำท่วมเป็นโอกาสที่มูลนิธิฯ ได้เริ่มสร้างผลงาน เสนอตัวต่อสาธารณชนผ่านการร่วมกับโคคาโคลา

มูลนิธิที่อยู่อาศัยประเทศไทย เป็นมูลนิธิเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยรู้จักคนและคนไม่ค่อยรู้จักเรา เมื่อเทียบกับ Habitat ในประเทศอื่น เช่น ที่ฟิลิปปินส์จะเป็นที่รู้จักมากกว่าที่อื่นเพราะมีการทำงานร่วมกับภาครัฐทำให้ขอบเขตการทำงานกว้าง แต่สำหรับประเทศไทยยังขาดการทำงานในลักษณะดังกล่าว ในเมืองไทยอย่างน้อยมี 3 แสนครัวเรือนที่ต้องการบ้านที่ถูกสุขลักษณะ มีความมั่นคง ปลอดภัย

โครงการสร้างบ้านของมูลนิธิ จะมี 2 แบบ โครงการบ้านแบบปกติและโครงการบ้านสำหรับผู้ประสบอุทกภัย (แบบให้เปล่า)

บ้านแบบปกติ สำหรับคนที่พอมีรายได้ ช่วยตัวเองมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน (กู้เงินไม่ได้) มูลนิธิฯ จะเข้าไปช่วยเหลือโดยสร้างบ้าน ปรับปรุงบ้าน ซ่อมแซมบ้านและหวังว่าเขาจะบริจาคเงินคืนให้กับมูลนิธิฯ เพราะมูลนิธิปล่อยเงินกู้ไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาบางคนก็ไม่ได้บริจาคคืนอย่างต่อเนื่อง จึงต้องออกไประดมทุนเรื่อยๆ  และหากคิดเป็นจำนวนเงิน มีถึง 30-40 ล้านที่ไม่ได้รับคืนซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำไปสร้างบ้านหลังอื่นได้อีกหลายร้อยหลัง

มูลนิธิฯ ยังขยายขอบเขตความช่วยเหลือด้านการพัฒนาชุมชน เช่น น้ำดื่ม น้ำใช้ โรงเรียน สุขอนามัย เช่น เร็วๆ นี้จะมีการสร้างโรงเรียนให้กับโรงเรียนที่ถูกไฟไหม้ที่โคราช และมีการสร้างศูนย์อพยพ ในลักษณะอาคารอเนกประสงค์ สำหรับสอนหนังสือ ฝึกอาชีพ เช่น พิษณุโลก 1 แห่งและอยุธยาอีก 3 แห่ง (อ.บางบาล,มหาราช,...) เป็นโครงการให้เปล่า

นอกจากนี้ ยังมีโครงการบางพัฒน์ เป็นชุมชนมุสลิมที่ประกอบอาชีพโฮมสเตย์ มีบ้าน 85 หลังที่จะเข้าไปซ่อมแซม

โครงการกัลยานิวัฒนา เป็นอีกโครงการหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มูลนิธิกำลังเข้าไปให้ความช่วยเหลือพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยว ทำอาคารนอนให้เด็กนักเรียน 3 แห่ง ทำตู้น้ำดื่มแทนน้ำประปาภูเขาที่คุณภาพเป็นน้ำดื่มไม่ได้ เราจะไปตั้งตู้หยอดเหรียญน้ำดื่มและนำรายได้ให้เขาไปใช้พัฒนา ซึ่งโครงการดังกล่าวมีแผนที่จะระดมทุนผ่านการจัดคอนเสิร์ตในเดือนมกราคมสำหรับแนะนำกัลยานิวัฒนา 

นับว่าเป็นอำเภอที่คนมีความเจริญในด้านจิตใจ น่าจะส่งเสริมด้านการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม เด็กนักเรียนน่ารักมากจะหยุดไหว้แขกทุกคนที่พบและกล่าวสวัสดีด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มีศูนย์ราชการและสถานีตำรวจขนาดใหญ่แต่ยังไม่ค่อยมีคนประจำการ มีตำรวจ 3-4 คนเพราะไม่ค่อยมีคดีลักทรัพย์  มีบ้านสร้างด้วยไม้สนขนาดใหญ่หลายหลังเพราะชาวบ้านกลัวว่าต่อไปอาจมีกฎหมายไม่ให้ตัดไม้จึงรีบสร้าง คืนเดือนดับจะมีประเพณีเวียนทำบุญตามวัดต่าง ๆ เรียกว่า บุญสัญจร

สำหรับการทำงานที่มูลนิธิที่อยู่อาศัยนั้น นับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตของคุณชำนาญ  หลังจากที่ได้พิสูจน์ให้เห็นฝีมือของนักบริหารผู้กล้าเสี่ยง เคยเป็นถึงรองกรรมการฯ ธนาคารที่สร้างผลกำไรหลายหมื่นล้าน  มาเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารหลายสาขา และล่าสุดมาเป็นซีอีโอของมูลนิธิฯ หรือ องค์กรพัฒนาเอกชนที่มุ่งพัฒนาสังคมโดยไม่แสวงหาผลกำไร นับเป็นการพลิกบทบาทและถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการนำพาองค์กรให้ก้าวไปสู่จุดหมายปลายทาง

หลังจากที่ได้รับทราบเรื่องราว แนวความคิด และทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานอาสาของนักธุรกิจ นักบริหารทั้งสองท่านมาแลว ถึงเวลาแล้วที่เราจะไปเยียมชม ผู้ที่ได้รับสิทธิครอบครองบ้านหลังใหม่จากมูลนิธิที่อยู่อาศัย ซึงอยู่ห่างไปไม่ไกลจากไซด์งานที่กำลังก่อสร้างนัก นั่นคือ บ้านของ คุณป้าอำไพ ซื่อสัตย์ อายุ 56 ปี อาชีพ แม่บ้าน และคุณลุงเยื่อ มุ่งมาตร อายุ 64 ปี อาชีพ รับจ้างก่อสร้าง (ทาสี) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยจากมหาอุทกภัยที่ผ่านมา

ซึ่งในกรณีของคุณป้าอำไพ และคุณลุงเยื่อนั้น มูลนิธิได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ขั้นต้น อันเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะพิจารณาสร้างบ้านแต่ละหลังให้แก่ผู้ได้รับโอกาสในการมีบ้านเป็นของตนเองดังนี้

หลักเกณฑ์การคัดเลือกครอบครัว เข้าร่วมโครงการสร้างและปรับปรุงที่อยู่อาศัย

1. ความจำเป็นด้านที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม

1.1. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง หรือ มีบ้านแต่อยู่ในสภาพ ทรุดโทรม แออัด

1.2. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ (สมรสหรือหย่า) และเป็นครอบครัวที่มีบุตรอาศัยอยู่ด้วยอย่างน้อย 1 คน กรณีเป็นโสดจะต้องมีบิดามารดาที่ชราหรือทุพพลภาพ ร่วมอาศัยอยู่ด้วย

1.3. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่มีความปรารถนาที่จะสร้างบ้านหลังใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

1.4. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ถ้าเป็นผู้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือทางด้านที่อยู่อาศัยจากหน่วยงานอื่น มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย อาจจะพิจารณาไม่ให้การช่วยเหลือก็ได้

2. การยินดีให้ความร่วมมือในกระบวนการ ขั้นตอนวิธีที่มูลนิธิฯ กำหนด

2.1. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่ยินยอมให้สร้างบ้านตามแบบแปลนการสร้างบ้านของมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย

2.2. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ จะต้องไม่ดัดแปลงหรือต่อเติมบ้านที่สร้างเสร็จแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน และชำระคืนตามสัญญาอย่างสม่ำเสมอ

2.3. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่สามารถสละเวลาเพื่อร่วมเป็นอาสาสมัคร ในการสร้างบ้านของตนเองและบ้านของสมาชิกรายอื่นในโครงการ ของมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง

2.4. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่ตั้งใจและสามารถชำระคืนให้กับมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย ตามจำนวนที่ตกลงในสัญญาการชำระคืน ที่อยู่บนพื้นฐานอันจะไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานของครอบครัว

2.5. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะอาศัยอยู่อย่างถาวร เมื่อได้รับการสร้างบ้านแล้ว

3. ความสามารถในการชำระคืน

3.1. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องมีเงินออมสมทบการก่อสร้างบ้านไม่น้อยกว่า 15% ของราคาก่อสร้าง   และต้องแสดงหลักฐานพิสูจน์ความสามารถในการออมเงิน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน 

3.2. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่ต้องมีผู้รับรองจากบุคคล ที่เป็นที่นับถือในชุมชนนั้น ๆ เช่น ข้าราชการ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ ผู้นำชุมชนนั้นๆ

3.3. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ตามกฎหมาย เช่น มีโฉนด หรือ น.ส. 3 ก.หรือถ้าอยู่ใน ระหว่างดำเนินการเช่าซื้อที่ดิน ต้องชำระค่าที่ดินไปแล้วไม่ต่ำกว่า  80% ของราคาที่ดิน หรือมีที่เช่าระยะยาวไม่ต่ำกว่า 3 ปี (ในกรณีที่มีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน ในลักษณะอื่นที่มิได้กล่าวในที่นี้ ให้ ยื่นคำร้องต่อมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย เพื่อพิจารณา)

3.4. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการและผู้สมัครร่วมซึ่งต้องเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ต้องมีรายได้รวมกัน 12,000 - 22,500 บาทต่อเดือน

4. ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

4.1. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกโดยไม่จำกัด เพศ ศาสนา พรรคการเมือง ไม่มีการเลือกปฏิบัติภายใต้หลักเกณฑ์การคัดเลือกครอบครัว

4.2. ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ที่อาศัยกับครอบครัว อยู่ในเขตพื้นที่เป้าหมาย หรือ เขตพื้นที่ของโครงการสร้างบ้านอย่างน้อย 1 ปี ขึ้นไป

บ้านหลังใหม่ของคุณป้าและคุณลุง

ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าทั้งคุณลุงเยื่อและคุณป้าอำไพ มีคุณสมบติครบถ้วนตามที่มูลนิธิฯ กำหนด และถือเป็นบ้านรุ่นแรก ๆ ที่ทางมูลนิธิฯ ได้เข้ามาก่อร่าง และสร้างให้ เพราะบ้านหลังเก่าของคุณลุงคุณป้านั้น โดนกระแสน้ำพัดผ่าน ทำให้เสียหาย จนไม่สามารถที่จะซ่อมแซมได้

บ้านหลังเก่าที่โดนน้ำซัดจนเอียงโย้

แค่ขึ้นไปยืนก็กลัวจะหักพังแล้ว

ด้านในและสภาพบ้านเก่าที่ทรุดโทรมเกินกว่าจะอยู่อาศัย

คุณป้าอำไพ และคุณลุงเยือเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกเมื่อครั้งน้ำท่วมจนบ้านเสียหายให้ฟังอย่างน่าเศร้าว่า

"แม้นแต่จะนอนยังไม่กล้านอน กลัวบ้านจะพังลงมา จะสร้างใหม่ก็ไม่มีเงิน ลูกก็ทำงานได้เงินน้อย ดีใจที่ทางมูลนิธิฯ มาสร้างบ้านใหม่ให้ เพราะลำพังตัวเองคงไม่มีปัญญา เพราะหาเช้ากินค่ำอยู่อย่างนี้"

บ้านหลังใหม่ เป็นบ้านชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง

ภายในบ้านหลังใหม่

ก่อนที่เราจะเดินทางกลับ คุณลุงคุณป้าก็ยังขอบคุณเราและเจ้าหน้าที่ยังไม่เสร็จ และยังมีน้ำใจมอบหน่อไม้ต้มที่มีกออยู่ที่หน้าบ้าน ใส่ถุงให้เราติดไม้ติดมือกลับบ้าน เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ เล่าให้เราฟังว่า แม้นทั้งสองจะไม่สามารถร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบการก่อสร้างบ้านตัวเอง และบ้านหลังอื่น ๆ ได้ แต่ลุงและป้า ก็ให้ความร่วมมือโดยการไปช่วยงานก่อสร้างบ้านหลังอื่น ๆ อย่างแข็งขัน

ตั้งแต่เดินทางมา และก่อนเดินทางกลับ รอยยิ้มของคุณป้าคุณลุงยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสุขใจ และภาคภูมิใจที่ได้มีบ้านเป็นของตัวเอง นั่นทำให้เรารู้สึกดีใจและเต็มตื่นไปกับการให้ และการรับในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนบนโลกใบนี้ จะให้ความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น ไม่ว่าจะคนมี คนจน หากได้ลองมอบความรัก ความปรารถนาดี ต่อกันแล้ว โลกนี้คงน่าอยู่ยิ่งขึ้น หากทุกคนพร้อมที่จะแบ่งปัน ซึ่งกันและกัน และเห็นความสุขของผู้อื่นไม่ต่างกับความสุขของตนเอง

เรากล่าวลาคุณลุงคุณป้า กลับขึ้นรถด้วยความรู้สึกเต็มตื้น และเปี่ยมสุข เจ้าหน้าที่ ๆ ให้การต้อนรับเราอย่างดี และเป็นกันเอง เราจะไม่ลืมความรู้สึกเหล่านี้ แม้นเราจะไม่ใช่ผู้ให้โดยตรง หรือมากมายนักก็ตาม แต่แน่นอน เรายินดีที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ หากเราทำได้ เพื่อตอบแทนความอิ่มเอมใจในครั้งนี้ !!!

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net