วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลาวซุ่มเงียบสร้างเขื่อนเมืองโขง-คอนพะเพ็ง


                

ถึงแม้ว่ากรณีขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุลีบนแนวแม่น้ำโขงในเขตแขวงไซยะบุลีในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปปล) จะยังคงหาข้อยุติร่วมกันไม่ได้ระหว่างทางการลาวกับฝ่ายที่คัดค้าน (ทางการเวียดนาม กัมพูชา และ องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม)และล่าสุด International Rivers จะออกมาเปิดโปงว่าทางการลาว “ลักไก่” ลงมือก่อสร้างโครงการเขื่อนดอนสะหงในเขตน้ำตกหลี่ผี-สี่พันดอน (ห่างจากชายแดนกัมพูชาเพียง 2 กิโลเมตรเศษๆเท่านั้น) โดยยังไม่ได้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission—MRC) ในขณะที่ทางการลาวเองก็ยังมิได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างใดๆในเรื่องนี้ก็ตาม

 

แต่ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้นก็ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแผนการเป้าหมายของรัฐบาลลาวที่ต้องการจะพัฒนาลาวไปสู่การเป็น “หม้อไฟ” หรือ Battery ในฐานะผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในเอเชียเท่านั้นและเพื่อทำให้เป้าหมายดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้นั้น ทางการลาวก็ได้อนุมัติแผนการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงให้กับเอกชนต่างชาติไปแล้วถึง 7 โครงการด้วยกัน โดยนอกจากเขื่อนไซยะบุลี และ เขื่อนดอนสะหงดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีเขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนปากลาย เขื่อนสานะคาม เขื่อนแก้งหลวง และเขื่อนท่าค้ออีกด้วย

 

ทั้งนี้โดยล่าสุด ก็มีรายงานว่าทางการลาวได้ให้บุริมสิทธิ์กับโครงการก่อสร้างเขื่อนท่าค้อที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองโขง แขวงจำปาสัก ซึ่งผลจากการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในระยะที่ผ่านมานั้น ทางการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของลาว ก็ได้ให้การยืนยันว่าเขื่อนท่าค้อจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวด ล้อมธรรมชาติในแม่น้ำโขงอย่างแน่นอน ทั้งก็ยังจะไม่ส่งผลกระทบต่อเขตการท่องเที่ยว “คอนพะเพ็ง” ที่เมืองโขงอีกด้วย ดังเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของลาว ได้ให้การยืนยันว่า

 

ที่ตั้งของโครงการไฟฟ้าน้ำตกท่าค้อ ตั้งอยู่นอกเขตของการพัฒนาการท่องเที่ยว จึงบ่ไปแตะต้องเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะว่าโครงการนี่เป็นโครงการที่บ่มีเขื่อน แต่จะมีการต่งเอาน้ำอยู่แคมท่าน้ำ แล้วกะเฮ็ดคลองชลประทานเข้าไปประมาณ 1,700 เมตร และโครงการนี่กะบ่มีอ่างเก็บน้ำ แต่ต่งเอาน้ำโดยกงแล้วกะผ่านเครื่องจักรอยู่ลุ่มคอนพะเพ็งไปอีก”

 

โดยโครงการเขื่อนท่าค้อจะมีกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้ารวม 308 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีการก่อสร้างเป็นแบบขั้นบันไดที่แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนด้วยกัน ก็คือขั้นตอนที่ 1 จะมีกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้า 52 เมกะวัตต์ ขั้นตอนที่ 2 จะมีกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้า 86 เมกะวัตต์ และขั้นตอนที่ 3 ที่อยู่ต่ำสุดนั้น ก็จะมีกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้า 170 เมกะวัตต์ โดยจะส่งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ขายให้กับไทยภายใต้ข้อตกลงที่ไทยจะรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากลาวไม่น้อยกว่า 7,000 เมกะวัตต์นับจากปี 2015 เป็นต้นไปนั่นเอง

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายองค์กรอนุรักษ์แม่น้ำสากลนั้นก็ไม่เชื่อว่าการศึกษาเพื่อป้องกันผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงในเขตประเทศลาวนั้นจะได้มาตรฐานสากล โดยล่าสุดก็ได้ออกมา คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนดอนสะหง ที่เขตสี่พันดอนในแขวงจำปาสัก ด้วยการเสนอรายงานว่าทางการลาวและกลุ่มผู้ลงทุนได้เริ่มลงมือดำเนินการก่อสร้างเขื่อนโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากประเทศภาคีร่วมใน MRC ทั้งไทย กัมปูเจีย และเวียดนาม ทั้งก็ยังเป็นโครงการที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสัตว์น้ำในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขงอย่างรุนแรงอีกด้วย

 

โดยคณะเจ้าหน้าที่ขององค์การอนุรักษ์แม่น้ำสากลได้เดินทางเข้าไปสังเกตุการณ์ที่เขตก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็พบว่ากลุ่มลงทุนในโครงการได้เริ่มทำการระเบิดแก่งหินของน้ำตกที่อยู่เขตตอนบนของโครงการเขื่อนแล้ว ส่วนทางการลาวก็ได้ออกประกาศห้ามประชาชนเข้าไปจับปลาด้วย “หลี่” (เครื่องสานขนาดใหญ่สำหรับดักปลา) อย่างเด็ดขาดนับจากปี 2014 เป็นต้นไป

 

ยิ่งไปกว่านั้น องค์การอนุรักษ์แม่น้ำสากลยังได้อ้างถึงการศึกษาวิจัยของ MRC เมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าการก่อสร้างเขื่อนดอนสะหงจะเป็นการทำลายเส้นทางการสัญจรไป-มาของสัตว์น้ำที่มีอุโมงก์น้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันได้ตลอดปีระหว่างสี่พันดอนในลาวกับทะเลสาปใหญ่ (Tonle Sap) ในกัมพูชา ซึ่งจะทำลายทั้งแหล่งอาหารและอาชีพประมงของคนลาว ไทย และกัมพูชาอย่างกว้างขวางอีกด้วย

 

แต่ถึงกระนั้น บริษัท Mega First Corporation Berhad จากมาเลเซีย ในฐานะผู้ลงทุนของโครงการเขื่อนดอนสะหง ก็ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าได้ทำการศึกษาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำอย่างรอบด้านแล้ว โดยใช้เวลาดำเนินการถึง 4 ปีเต็ม และรัฐบาลลาวเองก็ได้อนุมัติแผนการป้องกันผลกระทบดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ซึ่งก็ทำให้บริษัทสัญชาติมาเลเซียกลุ่มนี้ได้ตัดสินใจเดินหน้าทุ่มทุนกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างเขื่อนดอนสะหงให้แล้วเสร็จภายในปี 2016

 

โครงการเขื่อนดอนสะหงจะมีกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ระหว่าง 260-380 เมกะวัตต์ โดยพลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ก็จะส่งขายให้กับไทยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ทางการลาวยังวาดหวังว่าเขื่อนดังกล่าวนี้จะตอบสนองพลังงานไฟฟ้าให้กับโรงแรม รีสอร์ท และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเขตคอนพะเพ็ง-สี่พันดอนได้อย่างเพียงพอสำหรับการพัฒนาแขวงจำปาสักให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของ “สี่เหลี่ยมมรกต” ระหว่างลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงก็ถือเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนน้อยเท่านั้นเมื่อพิจารณาถึงแผนการพัฒนาสู่การเป็น “หม้อไฟ” ในเอเชียของรัฐบาลลาว ซึ่งจะต้องมีการก่อสร้างเขื่อนทั้งขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ในเขตประเทศลาวจำนวนมากถึง 170 โครงการ โดยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ปรากฏว่ารัฐบาลลาวได้อนุมัติการลงทุนสร้างเขื่อนตามแผนการนี้ไปแล้วถึง 80 โครงการและนักลงทุน ที่ได้รับอนุญาตมากที่สุดก็คือนักลงทุนจากจีน เวียดนาม และไทยตามลำดับ

 

โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลลาวทุ่มเทให้กับแผนการ “หม้อไฟ” ในเอเชียอย่างมุ่งมั่น (จนไม่รับฟังเสียงคัดค้าน) เช่นนี้ ก็เป็นเพราะเชื่อว่าการเป็น “หม้อไฟ” ดังกล่าวจะทำให้ลาวก้าวไปถึงเป้าหมายของการหลุดพ้นจากความยากจนและสภาพของความด้อยพัฒนาได้ในปี 2015 และปี 2020 ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ คณะชี้นำการพัฒนาชนบทและลบล้างความทุกข์ยากแห่งชาติลาว ได้วางคาดหมายประจำปี 2012 ไว้ว่าจะทำให้อัตราความยากจนในลาวลดลงสู่ระดับที่ต่ำกว่า 22% ของประชากรทั้งหมด และจะทำให้ครัวเรือนที่ยากจนลดลงสู่ระดับที่ต่ำกว่า 17% ของจำนวนครอบครัวทั้งหมดในปลายปีนี้

 

แต่อย่างใดก็ตาม สำหรับในปี 2011 ที่ผ่านมา ทางการลาวก็ยอมรับว่ายังคงมีอยู่ถึง 199,758 ครอบครัวที่มีสภาพชีวิตการเป็นอยู่ที่ยากจนอย่างยิ่งหรือคิดเป็น 18.96% ของจำนวนครอบครัวทั้งหมดและในขณะเดียวกัน ก็ยังมีหมู่บ้านยากจนอยู่ถึง 3,216 บ้านหรือคิดเป็น 37.16% ของหมู่บ้านทั้งหมดเลยทีเดียว

 

แต่ถึงกระนั้น ทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาว ก็ได้แถลงยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลลาวจะปฏิบัติให้ได้อย่างแท้จริงก็คือการลบล้างความทุกข์ยากของประชาชนให้ได้โดยพื้นฐานด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 8% ต่อปีซึ่งจะทำให้ผลผลิตมวลรวมภายใน (GDP) มีมูลค่าที่สามารถถัวเฉลี่ยเป็นรายรับของคนลาวได้ในระดับ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนในปี 2015

 

ทั้งนี้โดยแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลลาวเชื่อว่าจะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างแท้จริง ก็คือการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนสร้างเขื่อนในลาวภายใต้แผนการ “หม้อไฟ” ของเอเชียนั่นเอง และสำหรับแผนการเฉพาะหน้าจนถึงปี 2015 นี้ รัฐบาลลาวก็ได้วางเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เอกชนต่างชาติเข้าไปลงทุนสร้างเขื่อนในลาวให้ได้ไม่น้อยกว่า 24,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพื่อทำให้สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างแท้จริงนั้น จึงไม่มีความสำคัญว่ากระแสเสียงภายนอกจะคัดค้านการก่อ สร้างเขื่อนในลาวด้วยเหตุผลใด!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net