วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Switzerland & Paris: Day 4 @Jungfrau (เขายุงเฟรา) Top of Europe


...เช้าวันที่ 4 ยังคงอยู่ที่เมืองอินเทอร์ลาเค่น (Interlaken)  อากาศเช้านี้สดชื่นจริงๆ หลังฝนตกก่อนเช้าไม่กี่ขั่วโมง ประกอบกับสายน้ำสีเขียวใสไหลเรื่อยลงมาจากยอดเขายุงเฟราซึ่งเป็นน้ำที่ละลายมาจากหิมะ... ไหลผ่านหน้าต่างห้องของพวกเราไปอย่างสวยงาม  แถมยังมีสายรุ้งสวยๆ โผล่มาให้เห็นแต่เช้าด้วยนะ  วันนี้เป้าหมายหลักของการเดินทางมาถึงแล้วด้วยความใจจดใจจ่อ เพราะว่า "ฉันอยากไปถึงจุดหมาย ณ ที่สูงแห่งนั้น" แม้ว่ายิ่งสูง ยิ่งหนาว!!!

...ตามพวกเรามาดูภาพแผนที่การเดินทางวันนี้กันก่อนนะคะว่าน่าสนใจขนาดไหน ^^... รวมถึงน่าตื่นเต้นด้วยนะ!!  ก่อนอื่นอยากให้ทุกท่านมาทำความรู้จัก "ยุงเฟรา (Jungfrau)" ว่าคืออะไร???

 

 

ยุงเฟรา (Jungfraujoch) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตเปอร์นีสโอเบอร์ลันด์ (Bernese Oberland) เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของสวิสเซอร์แลนด์เลยทีเดียว เพราะขึ้นชื่อทั้งความงามของทัศนียภาพ ด้านทะเลสาบ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ภูเขาที่สูงสวยงาม รวมถึงป่าไม้ที่เขียวชะอุ่มมากมาย และในพื้นที่ใกล้ๆ กันนั้นมียอดเขาสูงถึง 3 ลูกด้วยกันคือไอเกอร์ (Eiger) มีความสูงอยู่ที่ 4,099 เมตรจากระดับน้ำทะเล, เมินซ์ (Monch) มีความสูงที่ 3,970 เมตรและยุงเฟรา (Jungfraujoch) มีความสูงอยู่ที่ 4,158 เมตร ซึ่งสูงสุดในแถบนี้ จึงได้ชื่อว่า “Top of Europe” ... แต่ในความเป็นจริงแล้วแม้ยุงเฟราจะได้ชื่อว่า Top of Europe แต่ก็ยังไม่ใช่ภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปจริงเพราะยังมีเขาลูกอื่นที่สูงกว่านี้ค่ะ... และด้วยความสวยงามของภูเขาในแต่ละลูกในแถบนี้จึงเป็นเป้าหมายอย่างยิ่งยวดต่อการได้ไปเยือนของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวในทุกๆ ฤดูกาล...

การขึ้นรถไฟไปยุงเฟรา (Jungfraujoch) นั้นค่อนข้างซับซ้อนพอสมควรแต่ก็ไม่ยุ่งยากเกินกว่าที่จะไปให้ถึง... การเดินทางไปยุงเฟรา เราสามารถใช้บัตร Swiss Pass เดินทางไปถึงแค่ Grindelwald หรือ Lauterbrunnen เท่านั้น  ส่วนระยะทางที่เหลือจากสองเมืองนี้จนถึงสถานี Jungfraujoch  เราจะต้องซื้อตั๋วเพิ่มเติม โดยโชว์ Swiss Pass ให้เจ้าหน้าที่ตอนซื้อตั๋วขึ้นยุงเฟราด้วยนะ เพื่อใช้เป็นส่วนลดได้ถึง 25% จากราคาเต็ม 168 ฟรังก์ เหลือราคาประมาณ 126 ฟรังก์ สำหรับตั๋วไป-กลับ  การซื้อตั๋วเดินทางเพิ่มนี้นั้นควรจัดการให้เรียบร้อยล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ที่สถานี Interlaken West  หรือ Interlaken Ost ก่อนการเดินทางแต่เช้าเพราะไม่แน่ใจว่าเช้าตรู่จะมีพนักงานมาขายตั๋วหรือเปล่านะ  เพราะเดินทางขึ้นไปแล้ว พวกเราจะมีเพียงเวลาขึ้น-ลงแค่เปลี่ยนรถไฟของแต่ละขบวนเท่านั้น  

 

 

  

ตารางการเดินทางขาไป - ขากลับของวันนี้

 

ตารางการเดินทางขากลับ เมื่อมาถึงสถานีรถไฟ Interlaken West เพื่อต่อไปยัง Geneva จะต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่เมืองเบิร์น (Bern) ก่อน และจะถึงจุดหมายปลายทางประมาณ 6 โมงเย็นพอดี...

 

กลุ่มเราเช็คเอ้าค์ (Check Out) ออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่และเดินมายังสถานีรถโดยสารซึ่งติดกับสถานีรถไฟ Interlaken West  เพื่อจัดเก็บกระเป๋าและสัมภาระทุกอย่างไว้ที่ล็อกเกอร์หยอดเหรียญ ตามที่เค้าจัดไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวหน้าสถานีรถไฟ.... เพราะเช้านี้เราจะเดินทางไปแต่ตัวกับหัวใจที่พองโต และสะพายเป้เล็กคนละใบเท่านั้น....

เราได้ตารางเดินรถขึ้นเขายุงเฟราจากมือถือของเพื่อนชาวสวิส... ทำให้ง่ายและไม่กังวลระหว่างเส้นทาง จุดแรกจะเริ่มจากรถบัสโดยสารตั้งแต่เวลา 7.57 น. แล้วต่อรถไฟอีก 2 ต่อเพื่อให้ถึงเขายุงเฟราเวลา 10.22 น. รวมระยะเวลาเดินทางขึ้นเขายุงเฟราขาเดียว = 2 ชั่วโมง 20 นาที และขาลงใช้เวลาใกล้เคียงกันเพียงแค่เปลี่ยนเส้นทางลงทางใหม่

สรุปแล้วเช้าวันนี้เราต้องนั่งรถไฟสามต่อเพื่อขึ้นไปที่ Jungfraujoch และอีกสามต่อเพื่อกลับมาที่ Interlaken West ให้ทันเวลารถไฟขบวนบ่าย 3 โมงเย็นจาก Interlaken เพื่อเดินทางโดยรถไฟไปให้ถึงที่เจนีวา (Geneva) ประมาณ 6 โมงเย็นเพื่อรับกระเป่าเดินทางที่เราฝากไปก่อนล่วงหน้าก่อนออกจากเมืองซูริค (Zurich) แล้ว...

  

ขาขึ้นเขายุงเฟรา:

ต่อที่ 1... เราเริ่มต้นขึ้นรถโดยสารที่สถานี Interlaken West แห่งนี้... โดยใช้บัตร Swiss Pass หรือ บัตรรถโดยสารฟรี สำหรับชมเมืองได้มาโดยโรงแรมจัดให้ 1 บัตร/คน ในวันที่เข้าพักยังโรงแรม แต่พอดีเรามี Swiss Pass เลยไม่ห่วงเพราะไปได้สบายมาก

 

ต่อที่ 2 เราลงรถโดยสารที่สถานี Wilderswill, Bahnhof  จากนั้นเดินข้ามถนนเพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานี Lauterbrunnen (เลาเทอร์บรูนเน็น) ที่เว็งเง็น (Wengen)

 

 

 

ณ สถานีเว็งเง็นแห่งนี้ รถไฟจะจอดประมาณห้านาทีและมีประกาศให้ลงไปถ่ายรูปก็ได้โดยผู้ประกาศจะพูดสามภาษาคือเยอรมัน ฝรั่งเศสและอังกฤษ

 

 

ตลอดเส้นทางเริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มของใบไม้ และขุนเขาใหญ่น้อยสลับกันไป 

ลำธารสายนี้ไหลตรงลงมาจากเขายุงเฟรา... ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะนั้น น่าจะเป็นสายเดียวกับที่ไหลผ่านหน้าโรงแรมที่พวกเราพักกันอยู่เมื่อคืน

 

 วิวระหว่างเส้นทางสวยงามสุดๆ... ซึ่งเราได้แต่ร้องว้าวๆๆๆๆ...

 

 

 ว้าวๆๆๆๆ... ได้อีกตลอดเส้นทาง...

 

ต่อที่ 3 เราลงที่สถานีรถไฟ Kleine Scheidegg (สถานีไคลน์ไชเด็กก์) เพื่อต่อรถไฟอีกขบวน ระหว่างนี้เรามีเวลารอรถไฟประมาณ 10 นาที เพื่อพักชมสถานที่และเก็บรูปสวยงามตามบรรยากาศหมู่บ้านไว้นิดหน่อย...  นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมหมู่บ้านแถวนี้ได้เพราะรถไฟขึ้นเขายุงเฟราจะมีมาหลายขบวนอย่างต่อเนื่อง

 

ขบวนรถไฟสีแดง-เขียว คือเที่ยวที่เรารอจะขึ้นจากนี้ไปแต่ไม่ใช่ขบวนที่เห็นนี้  เพราะเราต้องขึ้นฝั่งที่ยืนถ่ายภาพอีกด้านค่ะ

 

เริ่มเดินทางโดยรถไฟต่อที่ 3 ไปยังเส้นทาง เพื่อสู่จุดหมายปลายทาง...

 

มีเขาสวยงามตลอดเส้นทางให้ดู สวยงามมาก และมุมด้านขวาล่างจะมีรถไฟสีเหลืองอีกขบวนที่กำลังตามเรามาติดๆ... ฉึก ฉักๆๆ

 

วิวนี้สวยได้ใจอีกแบบนะคะ.... จะสังเกตุว่าตัวเองจะชอบวิวภูเขาเป็นชีวิตจิตใจเพราะ... ภูเขาเป็นธรรมชาติที่หนักแน่นและสูงใหญ่ที่สามารถทัดทานแรงลมได้สบายมาก...  ซึ่งแตกต่างจากวิวทะเลที่พลิ้วไหลตามกระแสลมได้อย่างง่ายๆ .... (เอ้า...ว่าไปนั่น!! )

 

ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ให้โลกของเรานั้นสวยงามจริงๆ

 

 

 ชมคลิปวีดีโอถ่ายเล่นๆ ของพวกเรากันนะคะ

 

และแล้วรถไฟก็มาจอดแวะจุดชมวิวที่สถานี Eismeer ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดูวิวทิวทัศน์ที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง แต่เราก็สามารถเห็นและถ่ายภาพผ่านกระจกได้เท่านั้นเพราะไม่สามารถเดินออกไปภายนอกได้...

 

 

  

 

ความสวยงามของภูเขาและหิมะ มีตลอดเส้นทางของการเดินทางขึ้นเขายุงเฟราค่ะ

 

 

ธารน้ำแข็งอเลิท์ซ กลาเซียร์ (ALETSCH GLACIER)

... เรายังคงอยู่ ณ จุดชมวิว สถานี Eismeer สามารถถ่ายรูปผ่านกระจกเท่านั้น แต่ก็ยังดูสวยงามค่ะ 

 

ชมคลิปวีดีโอเพิ่มเติม 

ไม่นานถึงได้เวลาขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางต่อไปสู่จุดที่สูงขึ้นๆ เรื่อยๆ

 

ทางเข้าอาคารบนเขายุงเฟราลงเดินลงจากรถไฟ 

 

ศึกษาเส้นทางและจุดชมวิวทั้งภายในและภายนอกอาคาร

 

 ยูเนสโก้ (UNESCO) ประทับรับรองให้เป็นมรดกโลก เพราะสวยงามจริงๆ

  

อาคารบนยอดเขายุงเฟรา Jungfraujoch เป็นอาคารที่สร้างยื่นออกไปจากภูเขาและบนภูเขามี 4 ชั้นด้วยกัน ตัวอาคารส่วนใหญ่มีกระจกเป็นส่วนประกอบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการอวดโฉมที่งดงามอันน่าอัศจรรย์ของที่นี่ ให้ผู้มาเยือนทุกคนได้เห็นกันอย่างอิ่มเอมตา
ชั้นล่างสุด ของอาคารเป็นห้องน้ำ

ส่วนชั้นสอง เป็นที่ขายของที่ระลึกและมีตู้ไปรษณีย์ สำหรับใครที่อยากส่งโปสการ์ดที่มีแสตมป์ของที่นี่เป็นที่ระลึกด้วย …

ชั้นสองนั้นจะเชื่อมต่อให้นักเดินทางท่องเที่ยวสามารถเดินไปยังสถานที่อื่นๆ ได้รวมทั้งสถานีรถไฟที่ชั้นนี้ได้...

ชั้นที่สาม จะเป็นร้านอาหารแบบบริการตัวเองที่ราคาไม่แพงมากนัก เห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนหลายคนเค้านำมาม่าคัพไปทานกันเองโดยไปขอซื้อน้ำร้อนราคาประมาณ 2 ฟรังส์ หรือหากจะนำกาแฟสำเร็จรูปจากบ้านเราไปด้วยกับซื้อน้ำร้อนเติมก็ได้เช่นกัน  แต่ถ้าจะซื้อกาแฟคาบูซิโนจากร้านนี้เลยราคาก็ไม่แพงแค่ 4-5 ฟรังส์เท่านั้น

แต่ถ้าต้องการรับประทานอาหารแกล้มบรรยากาศบนความสูงหลายพันเมตรสักครั้งในชีวิตต้องไปชั้น 4

ชั้นที่สี่ ซึ่งเป็นชั้นบนสุดนั้น เป็นที่ตั้งของภัตตราคารสุดหรูสำหรับผู้ที่ชอบความเป็นที่สุดของที่สุด และที่สำคัญเตรียมงบประมาณมามากพอ

จากชั้นสองของอาคารเราสามารถเดินไปชมจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้อีกหลายแห่ง เช่นหอสฟริงซ์ เป็นอาคารที่ตั้งอยู่สูงขึ้นไปอีก ใช้เป็นสถานที่วิจัยที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์ และบนชั้นบนของอาคารเป็นหอดูดาวขนาดยักษ์ที่เขาไม่อนุญาตให้เข้าไป   สำหรับที่หอสฟริงซ์นั้นจะมีระเบียงที่พวกเราสามารถเดินออกไปชื่นชมบรรยากาศภายนอกอาคารได้

 

 

ตัวอย่างสินค้าและของชำร่วยที่ขายภายในอาคารของเขายุงเฟรา

  

 

 

ธารน้ำแข็งอเลิท์ซ กลาเซียร์ (ALETSCH GLACIER)

 

ธารน้ำแข็งอเลิท์ซ กลาเซียร์ (ALETSCH GLACIER) ได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” มีความยาวถึง 22 กิโลเมตร ยาวที่สุดในบรรดาทุ่งน้ำแข็ง ของเทือกเขาแอลป์ทั้งยุโรป และหนา 700 เมตรโดยไม่เคยหิมะละลายเลย

 

การขึ้นมาท่องเที่ยวบนเขายุงเฟรานั้น ท่านจะได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลินกับกิจกรรมบนยอดเขาจุงเฟรา อาทิ สโนว์บอร์ด,สุนัขลากเลื่อน (ไม่รวมในค่าทัวร์) .... และสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอีกอย่างคือการส่งโปสการ์ดจากทำการไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในยุโรปที่บนเขายุงเฟราแห่งนี้นี่เองค่ะ...

 

 

ภาพถ่ายจากด้านในของตัวอาคารผ่านกระจก... ยังดูสวยงามสุดๆ  

 

 ภาพถ่ายจากด้านในของตัวอาคารผ่านกระจก... ยังดูสวยงามสุดๆ

 

ชมคลิปวีดีโอเพิ่มเติม 

 

 

เดินขึ้นด้านบนอาคาร เพื่อออกประตูไปสัมผัสหิมะและบรรยากาศจุด Hilight ของที่นี่

วิวด้านหลังอาคารนั้นสวยมาก... โชคดีที่แดดออกช่วงเช้ากำลังดี... ไม่มืดครื้ม ทำให้เราเก็บภาพมาฝากกันแบบแจ่มใส

 

จุดหมายคือ ธงชาติสวิส ด้านบนที่เราจะต้องเดินขึ้นไปเพื่อขอถ่ายเก็บภาพไว้... 

ท้องฟ้ามีสีฟ้าเข้มไร้ซึ่งเมฆหมอกมาบดบัง... ตัดกับสีขาวของหิมะทำให้ได้บรรยากาศลงตัวที่สวยงาม รวมถึงผุ้คนที่เป็นส่วนประกอบทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวา

 

ระหว่างทางเดินเจอจุดสวยๆ ก็จะแวะถ่ายภาพไปเรื่อยๆ.... เพราะไม่รู้จะมีโอกาสมาเยือนที่นี่อีกครั้งหรือเปล่า ^^

 

ผู้คนตื่นเต้นกับหิมะ ถ่ายภาพกันใหญ่... แม้จะหนาวเย็นก็ยอม !!! แม้ว่าจะไม่หนาวเย็นมากมายเช่นหน้าหนาว... แต่เราคนเมืองร้อนก็ยากจะต้านทานได้นาน...

 

จุดนี้ไม่ค่อยห่างจากประตูทางออกซักเท่าไร... เพราะหากใครที่ทนความเย็นไม่ไหว (โดยเฉพาะผู้สูงอายุ) ก็จะออกมายืนใกล้กับทางออกเพื่อถ่ายรูปสักพัก ก็ขอกลับเข้าไป  เห็นหลายคนเตรียมเฉพาะเสื้อกันลมหรือกันหนาวแบบบางเพราะเห็นว่าเป็นหน้าร้อน แต่หารู้ไม่พอขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดนั้นมันหนาวยะเยือกนะจะบอกให้.... เห็นบางคนได้แค่ออกไปยืนอยู่บนหิมะสักพักก็จะเริ่มรู้สึกไม่ไหว และกลับเข้าไปภายในอาคาร....

การขึ้นมาอยู่บนที่สูงนั้น เพื่อนชาวสวิสแนะนำว่า จะต้องเคลื่อนไหวตัวเองให้ช้าๆ และค่อยๆ หายใจ เพราะความกดอากาศข้างบนนี้จะมีผลทำให้เรามีปัญหาและไม่สบายได้ง่ายมาก... และเห็นผู้สูงอายุบางท่านมาถึงที่ยุงเฟราแล้ว แต่ลูกๆ ไม่ยอมให้ขึ้นมาด้านบนที่มีหิมะนี้ ยอมแค่ให้อยู่เฉพาะภายในอาคารเท่านั้น เพราะเกรงจะมีปัญหากับอากาศข้างบน....

สำหรับเราทุกคนที่เป็นคนขี้หนาว จะหอบเสื้อขนเป็ดโดยม้วนใส่กระเป๋าเดินทางมาไปด้วย... ไม่หนักและไม่แน่นกระเป๋าจนเกินไป พอจะหอบหิ้วไหวค่ะ... เพราะเรากล้วความหนาวจะทำให้ไม่สบายมากกว่า... 

เกือบลืมไปว่า "แว่นกันแดด" นั้นสำคัญอยากยิ่งที่ควรจะติดตัวไปด้วยหากไปดูหิมะ เพราะหากเราจ้องดูแสงแดดกระทบกับหิมะนานๆ จะทำให้สายตาเราแย่ได้...

 

 ผู้คนด้านบนถ่ายรูปกับธงชาติสวิสยังคงหนาแน่นกว่าจะแย่งคิวกันถ่ายเดี่ยวได้... เราก็เลยขอถ่ายด้านล่างไปเรื่อยๆ ก่อน...

 

วิวนี้ก็ดูสวยงาม...เต็มไปด้วยหิมะ...

 

 ยังอีก...คิวถ่ายกับธงสวิสฯ...ยังไม่ได้คิว!!... ดูผู้คนกำลังรอคิวถ่ายรูปธงชาติสวิสกันอยู่เลย.... เราขอพักระหว่างทางเดิน นั่งรอถ่ายและรอไปก่อนดีกว่า.... ^^

 

แถมด้วยนอนถ่าย...ด้วยความบ้าบิ่น!! ที่อยากรู้ว่า "การหนาวสันหลังมันเป็นอย่างไร"...^^ .... ขณะนี้ยังคงรอการขึ้นไปถ่ายรูปธงชาติสวิสอยู่นะตะเอง...!!!

  

 เขาลูกนี้ใหญ่โตมโหฬารมากและเป็นวิวที่สวยงาม... มั่นใจว่าทุกคนจะต้องเก็บภาพนี้กลับไปด้วยแน่ๆ...

 

มีโอกาสรวมกลุ่มจนได้หลังจากเราเดินแยกคู่ แยกถ่ายรูปกันไปพักหนึ่ง... เราก็ขอให้เพื่อนนักท่องเที่ยวช่วยเก็บภาพรวมหมู่ให้ค่ะ

 

ภาพนี้ขอส่วนตัวซะหน่อย...เพราะชอบบรรยากาศและธงชาติสวิสที่ปลิวไสวรับนักท่องเที่ยวมาเยือนและถ่ายภาพเก็บกลับไป... ด้วยท้องฟ้าที่กว้างและสีฟ้าเข้มสวยงาม ตัดกับสีขาวนวลของหิมะ... จึงทำให้ธงชาติของสวิสที่มีสีแดง-ขาวโดดเด่นเป็นที่สุด....

 

สลับกันถ่ายระหว่างกลุ่มเรากับคู่นักท่องเที่ยวฝรั่ง... ขอบคุณจริงๆ  

 

 อยากเก็บบรรยากาศมาฝากเพื่อนๆ ที่เมืองไทย... เราทำท่าแปลกๆ ได้ทุกท่าเพื่อท้าวัย ฮ่า ฮ่าๆ...

 

 ภาพนี้ก็กระโดดกันหลายรอบ เพราะยกตัวกันไม่ขึ้นเท่าไร... สนุกสนานสมวัย แบบมันส์ ฮ่า ฮ่าๆๆ

 

ภาพนี้ฝรั่งเค้ายังอุตสาห์ขอถ่ายให้... เราก็นับทันที่ 1..2..3 กระโดด !!!

 

เฮ่!!!  มาอยู่บนที่สูงสุดแล้ว...สมใจอยากจริงๆ... แต่หากถอยหลังออกไปอีก ตกเขาเป็นแน่แท้เรา ฮ่าๆๆ 

 

 ขอลอยตัวซะหน่อยนะเพื่อน

 

เย้!!! สุดยอดเพื่อนเรา... 

 

สีขาวตัดสีฟ้าสวยงามจริงๆ 

 

 

 

 

 

 

 

บรรยากาศช่วงขาลงเขายุงเฟรา

จากที่เราขึ้นเขายุงเฟราฝั่ง Lauterbrunnen แล้ว ฉะนั้นขาลงเขาเราจะไปเส้น Grindelwald เราจะเห็นภาพบรรยากาศที่ไม่ซ้ำที่เดิม

 

 ถ่ายบนรถไฟขาลง มีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเค้าเดินชมตามจุดต่างๆ

 

 

 บรรยากาศบนบนเขาฝั่งขาลง สวยไม่แพ้ด้านขาขึ้นเลยทีเดียว

 

 

 

 มาถึงสถานีรถไฟ Kleine Scheidegg เพื่อต่อรถไฟอีกขบวนเพื่อผ่านไปยังสถานี Grindelwald

 

 

 

 

ที่นี่เป็นสถานีรถไฟสำหรับสลับเปลี่ยนขบวนรถ นักท่องเที่ยวส่วนมากมากับทัวร์ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีน เกาหลี และญี่ปุ่น

 

  

 

 บายๆ เตรียมกลับแล้วนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

หลังจากลงจากเขายุงเฟรา การเดินทางของเราวันนี้ก็สิ้นสูดแล้ว รอให้ถึงแค่สถานรถไฟ Interlaken West เพื่อจับรถไฟต่อไปยังเมืองเจนีวาช่วงบ่าย 3 โมงเย็น โดยจะถึงเจนีว่าประมาณ 6 โมงเย็น.... พบกันอีกครั้นเมื่อถึงเจนีวานะคะ....

  

การเดินทางโดยขึ้นเขาสวยงามอย่างไร ลองดูเพิ่มเติมจากวีดีโอคลิปที่มีคนเค้าถ่ายไว้เมือเดือนสิงหาคมปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนเหมือนกัน แต่เดินทางห่างจากเราเพียง 1 เดือนเท่านั้น

 ขอบคุณ Youtube โดย: 

 

 **********************************

ติดตามทริปตั้งแต่เริ่มต้นได้จาก Link นี้ค่ะ

http://www.oknation.net/blog/BlackTulip

 

 

 

 

โดย PhutaiKaowong

 

กลับไปที่ www.oknation.net