วันที่ พุธ กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เข็ดกันบ้างไหม..ที่ไป “พุหางนาค”


เข็ดกันบ้างไหม..ที่ไป “พุหางนาค”

 

๒๒ – ๒๓ กันยายน ๒๕๕๕

            เรื่องราวของการไปทริป พุหางนาคนี้ มีการแจ้งกำหนดการล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ เพื่อจองคิวการเดินทาง ในส่วนของผมเองก็รวบรวมกลุ่มเพื่อน ๆ นักท่องเที่ยวแบบมีกิจกรรมแอบแฝง แต่ก็ถือว่าไปแต่ละทริปให้มันคุ้ม ๆ กันไป

            เตรียมการไว้นานพอสมควรครับสำหรับการณ์นี้ รวบรวมกำลังพลพรรคพวกได้ 11 คน รวมเด็กน้อยอีก 2 คน ทีแรกก็นัดกันว่าจะเอารถตู้มา แต่สุดท้ายก็ไปใครไปมันละกัน

            นัดกันแต่เช้าหอบลูกเต้ากันไปพะรุงพะรัง ไปรับ “หม่อมแม่” ที่ปั๊ม เอสโซ่ รังสิต แต่เดี๋ยวก่อน เช้า ๆ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พอดีผมกำลังอาบน้ำอยู่ ปรากฎว่าเป็น “หญิงแม้น” เธอหาซอยเข้าบ้านผมไม่เจอ ป๊าด มาก็ออกบ่อยครั้ง ไปเข้าซอยไหนละครับคุณพี่ ถึงว่าทำไมไม่มาสักที รวมแล้วรถผมก็มีครอบครัวผม และหญิงแม้น กับหม่อมแม่ 

            อันว่า “หญิงแม้น” นี้ ได้รับฉายามาเนื่องจากคุณเธอชอบพูด “แม้นว่า....”  เออ งั้นก็เอาชื่อ “แม้น”ไปละกัน คุณเธอมีประวัติอันน่าตื่นเต้นและสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะขนาดว่า “มะเร็ง” ยังหยุดเธอไม่ได้ ข่าวว่าเป็นมะเร็งมาช่วงหนึ่ง คุณเธอไม่สนใจ ซัดเบียร์เข้าไป ส้มตำปลาร้า แม่คุณเอ้ย มะเร็ง หนีหายไปหมดสิ้น  ตอนนี้ยังเป็นโสดอยู่ คิดดูเถอะครับว่า “มะเร็ง” ยังถอยเลย แล้วใครจะมาเป็นคู่....

            ส่วน “หม่อมแม่” นั้น คุณเธอได้ตำแหน่งมา อันเนื่องจากมีลูกน้องรายล้อมมากมาย ราวกับว่ามี “นางสนองพระโอษ” ก็ไม่ปาน นี่มาเล่นลิเกกันหรือไงครับพี่น้องครับ ไปไหน ยกกันไปเป็นคณะ ๆ เลยทีเดียว เราต้องยกฉายานี้ให้ เพราะคุณเธอเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุด ทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่ม และหม่อมแม่นี้เอง เป็นผู้ส่งเมล์ประสานงานให้ แต่หม่อมแม่ใช้หัวข้อเมล์ว่า "พุงหางนาค" โอ้ บร๊ะเจ้า

            เดินทางไปตามถนนสาย 340 มุ่งหน้าสุพรรณบุรี แล้วเลี้ยวซ้ายไป อำเภออู่ทอง เมืองอู่ทองนี้ไม่คุ้นเลย เคยได้ยินแต่ “พระเจ้าอู่ทอง” เพิ่งจะรู้ว่ามีเมืองโบราณอยู่ที่นี่ด้วย ระยะทางก็ราว 130 กม. จากรังสิต

            พอไปถึงเขาก็มีการสัมมนากันเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองอู่ทองในเชิงท่องเที่ยวอะไรประมาณนี้ แต่ผมมีภารกิจอย่างเดียวคือ มาเที่ยว “พุหางนาค” 

            เกิดความสับสนระหว่าง เราจะมาเที่ยวแบบเมืองประวัติศาสตร์ หรือเราจะมาเที่ยวธรรมชาติ แล้วเราจะได้อะไรไปนำเสนอ แบบไหนดี เริ่มงงแล้วครับทีนี้ จับประเด็นตัวเองไม่ถูก แต่เอาละ พอเที่ยงเขาก็เลี้ยงข้าวด้วย ผมเองไม่ค่อยได้กินข้าวเที่ยงมาหลายอาทิตย์ (กินอย่างอื่น) ก็มานั่งร่วมวงกับเขาด้วย เสร็จแล้วเราก็เดินทางไปพุหางนาค ระหว่างทาง ก็แวะปราสาทหมายเลข 2 และ 11 คือผมยังงงอยู่ว่า มันอะไรยังไง

            ไปถึง พุหางนาค พวกเราช่วยกันทำบุญก่อน แล้วก็เตรียมตัวออกเดินทาง ปีนเขากันละครับทีนี้ ทางโอเคเนชั่นก็ไปกันเยอะครับ แต่ปีนเขาหรือไม่ปีนก็แล้วแต่สังขารนะครับ

            แต่โปรดอย่าลืมว่า กลุ่มผมนี่มี “ผู้สูงวัย” “ผู้เยาว์วัย” “ผู้มีใบหน้าเกินวัย” คละกันไป พูดมากไม่ได้กลัวจะ “จากไปก่อนวัยอันควร”  วันนี้เรามีไกด์หลายคนนะครับ มีทั้ง มัคคุเทศน์น้อย ที่เทศน์มาก ๆ ก็คือกลุ่มของผมกันเองครับ

            ไม่มีใครบอกผมว่าทำไมจึงเรียกว่า “พุหางนาค” แต่เมื่อเดินทางไปแล้ว ก็จะเห็นว่ามันเป็นเขาที่มีหินวางเรียงกัน แต่ละก้อนเหมือนถูกรีด บิดเบี้ยว คล้ายว่าเคยเป็นของเหลวมาก่อน คงเก่าแก่มาก เดินกันไปไกลเหมือนกันครับ ทั้งลูกเล็กเด็กแดงของผมสองหน่อ ภรรยาด้วย งานนี้เธอรับบทหนัก เพราะบางช่วงต้องแบกลูกด้วย ไม่มีใครจะสุดยอดเท่าภรรยาของผมล่ะ  “หญิงแม้น” ไปได้แค่ครึ่งทางก็ละสังขาร ณ บัดนั้น ไม่ไปต่อ เห็นว่าเข่าไม่ดี ส่วน “หม่อมแม่” โชว์พาวด์ หน่อย กลั้นใจเดินไปถึงยอด

            ระหว่างทางผมก็เห็นร่องรอยของการหักหน่อไม้ ผมก็บ่นไปเรื่อย ๆ ว่าใครมาเก็บหน่อไม้พวกนี้ ไม่ดีเลย แต่ผมเดินอยู่กลุ่มท้าย ๆ กับย่าดา วันศุกร์ ก็บ่นไปเดินไป พอไปทันกลุ่มข้างหน้า...โอพระเจ้า คนที่หักหน่อไม้ไม่ใช่ใครอื่น ภรรยาของข้าพเจ้าเอง จบข่าว พวกคุณเธอหวังจะเอาไปเป็นอาหารมื้อเย็นและมื้อเช้าของกลุ่มเรานั่นเอง

            เดินกันจนหอบจนเหนื่อย ขึ้นไปถึงยอดเขา แต่ที่นี่ไม่มีบอกระยะทางครับ และไม่มีป้ายบอกทาง ว่าไปทางไหน ไปอีกเท่าไหร่ ไม่มีแผนที่การเดินทาง ถ้าใครเคยไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ก็จะเห็นว่ามีป้ายบอกตลอด ทางไปลานหินปุ่ม ไปทางไหน เดินอีกกี่เมตร ยังไงต้องทำเพิ่มครับ กันหลงด้วย

            ทางบางช่วงลาดชัน ค่อนข้างอันตรายครับ ต้องระวัง ถ้าจะให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวมาดูมาชมกันมาก ๆ ต้องมีจุดสนใจ จุดที่เป็นไฮไลท์ ไม่งั้นนักท่องเที่ยวก็จะงง ๆ เหมือนผมนะครับ มาทำไม มีอะไรให้ดูบ้าง แม้ว่าจุดสูงสุดที่เราไปบนยอดเขาบี นั้นอาจารย์เจี๊ยบได้เล่าให้เราฟังว่า มีร่องรอยของการวางแนวอิฐสำหรับเป็นฐานของปราสาทอยู่ มีร่องรอยเศษอิฐแตกกระจายอยู่แถวนั้น แต่ยังไงก็ตาม เราต้องบอกนักท่องเที่ยวอีกนั่นแหละครับว่า ตรงนี้มีความเป็นมาอย่างไร ข้อมูลยังไม่มี ไม่รู้เป็นหน้าที่ของใคร หน่วยงานไหน ช่วยเพิ่มเติมข้อมูล และทำป้ายเป็นคำอธิบายให้เด่นชัดก็จะดีครับ นี่แสดงว่ากลุ่มผมก็มารุ่นบุกเบิก

            ขากลับเราก็เกือบหลงครับ เพราะทางยังไม่เห็นเป็นทาง พากันเดินเข้ากอไผ่ไปก็มี ต้องเรียกกลับ นึกว่าผีสิงเข้าให้แล้ว ขากลับนี่เร็วเป็นพิเศษ พอมาถึงที่สำนักสงฆ์เราก็สบายละ มีอาหารการกินเพียง โดยเฉพาะกลุ่มที่เขาไม่ขึ้นไปจุดสูงสุด เขาก็นั่งรอเราอยู่ที่ร้านขายของ และสั่ง “ยำใบผักเปาะ” ให้เรากินกัน รวมถึงไข่ต้ม เออ อร่อยมากครับ ผักเปาะคือผักที่ขึ้นตามซอกหิน แต่เขาใส่ปลาทูลงไปด้วย แซ่บ ดีครับ งานนี้ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ เฮียฮ้อ ที่จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มให้เราพอสมควร

            หลังจากนั้นเราก็ถ่ายรูปร่วมกันและแยกย้ายกันไป กลุ่มผมต้องไปหาที่พัก “สบายใจรีสอร์ท” อืม มันอยู่ตรงไหนของอำเภออู่ทอง ตามหากันจนมืดจนค่ำ สบายจริง ๆ ตอนแรกเห็นสภาพก็เกือบรับไม่ได้ เพราะอยู่กันแบบบรรยากาศนอกเมืองจริง ๆ แต่เราก็ตกลงพักที่นี่ แล้วไปจ่ายตลาดกัน กับหญิงแม้นและพี่น้อย เนื่องด้วยพวกคุณหญิงเห็นว่าข้าวปลาอาหารถูกมาก เลยเหมามาเยอะเต็มรถ กินเป็นอาทิตย์ก็ไม่หมด เอากลับมาเป็นอาหารเย็น และอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น

            กลางคืนก็พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่พอรุ่งเช้าอีกวัน ก็แยกย้ายกันไป ผมโทรหาอาจารย์แล้วไม่รับสาย เลยตัดสินใจไปพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณอู่ทองกัน จะได้เล่าถึงในตอนต่อไป

            ขอขอบคุณชาวโอเคเนชั่น และดีใจที่ได้เจอพี่มะอึก พี่มะยง พี่ชาลี ย่าดา พี่สุภาวรรณ สิงห์มือซ้าย วันศุกร์ เจ้าของบ้านกลางทุ่ง และท่านอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าว ณ ที่นี้

            ขอขอบคุณอาจารย์เจี๊ยบ ศุภศรุต

            ขอขอบคุณคณะเราที่ร่วมเดินทางครับ

 

 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net