วันที่ พุธ กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิถีอาข่า หนึ่งในวัฒนธรรมชาวเขานับแต่วันวาน บทความ โดย อ.เจริญ ตันมหาพราน


วิถีอาข่า หนึ่งในวัฒนธรรมชาวเขานับแต่วันวาน บทความและภาพถ่ายสะสม โดย อ.เจริญ ตันมหาพราน

 

อาข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีรากฐานวัฒนธรรมเช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าต่างๆ มีถิ่นดั้งเดิมอาศัยอยู่ตามภูเขาแถบเหนือฟากฝั่งแม่น้ำสาละวิน ในรัฐฉานหรือไทยใหญ่ และเป็นชาวเขาเผ่าใหญ่ที่สุดในบรรดาชาวเขาทั้งหลาย อีกทั้งเป็นชาวเขาที่ยากจนที่สุด ดังนั้น ผู้คนทั่วไปนิยมเรียกชาวเขาเผ่านี้ว่า “อีก้อ” ซึ่งมีความหมายว่า ทาน หรือเป็นชนเผ่าขี้ข้าเขา แต่ความเป็นจริงพวกเขาไม่ได้เป็นทาสของชนเผ่าใดและไม่เคยเป็นทาสด้วย

 “อาข่า” แปลว่า “ผู้กล้า” หรือ “นักรบ” เพราะอุปนิสัยของชนเผ่านี้แต่ดั้งเดิมเป็นนักสู้มาก่อน ดังในประวัติศาสตร์เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดฯ ให้กองทัพยกไปตีเชียงตุง ปรากฏว่าในระหว่างเดินทัพได้รับความยุ่งยากมิใช่น้อย เนื่องจากถูกรบกวนโจมตีจากพวอาข่า ที่มีเพียงหน้าไม้ หอก และมีดเป็นอาวุธเท่านั้น

 

 

ต่อมากองทหารอังกฤษที่มีอาวุธทันสมัย เตรียมยกทัพไปตีแคว้นไทยใหญ่ ยังมิทันจะไปถึงจุดหมายปลายทาง ทหารกองหนึ่งได้หายสาบสูญไปในป่าอย่างไร้ร่องรอย ก็เกิดจากฝีมือของพวกอาข่านี่เอง ด้วยเหตุนี้ชนเผ่าอาข่าจำเป็นต้องอพยพกันอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทราบหลักแหล่งที่แน่ชัด เกรงว่าจะถูกบุกเข้าโจมตี นอกจากนี้ทรัพย์สินมีค่าของชนเผ่าอาข่าจะให้พวกผู้หญิงติดตัวว่า โดยประดับไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อพวกผู้ชายจะต่อสู้ข้าศึกได้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

 ผู้ชายอาข่ามีรูปร่างใหญ่กว่าชาวเขาเผ่าอื่นๆ ดั้งจมูกโด่ง ตาใหญ่กว่าตาคนจีน ขากรรไกรใหญ่ คางยื่น ทั้งพูดภาษาจีน (ฮ่อ) ได้ดีด้วย ประดับตกแต่งสิ่งมีค่าน้อยที่สุด อย่างดีแค่กระดุมเงินหรือเม็ดเดือย ยกเว้นอาข่าที่รวยๆ เมื่อลงจากเขาไปซื้อของในเมืองจะใส่ตุ้มหูและสร้อยเพียง ๒-๓ เส้น สำหรับอาภรณ์สวมใส่มีผ้าโพกศีรษะ เสื้อเปิดอก ชายยาวจนถึงบั้นเอว นุ่งกางเกงขาวยาวเหมือนกางเกงม่อฮ่อมของชาวเหนือ ล้วนแต่ย้อมสีน้ำเงินแก่อย่างธรรมดาทั้งสิ้น

 


 

 

ผู้หญิงอาข่าแต่งตัวจะติดรุ่มร่ามและพิถีพิถันมากกว่าพวกชาวเขาเผ่าอื่นๆ คือ สวมกระโปรงสั้น แค่บั้นเอวคลุมตะโพกลงไปถึงเหนือเข่าเล็กน้อย กระโปรงนี้เย็บหยาบๆ ทำให้ถอดง่าย โดยใช้หูรูดผูกด้วยเชือก เวลาเดินกระโปรงจะเปิดพะเยิบพะยาบ เสื้อสาวอาข่าจะเป็นแบบแขนยาว ผ่าอกไม่มี สวมสนับแข้งทำด้วยผ้าฝ้าย มัดด้วยเชือกเป็นสองเปลาะสนับแข้งนี้ทำง่ายๆ ไม่ตกแต่งหรือพิถีพิถันอะไร ทำพอกันไม่ให้หญ้าคมๆหรือหนามบาดหน้าแข้งจนเลือดไหลเป็นใช้ได้ บนศีรษะจะสวมหมวกที่ทำจากไม้ไผ่เป็นโครง ยอดกลมเหมือนหมวกของบาทหลวงนิกายคาธอลิค หุ้มด้วยผ้าฝ้ายสีน้ำเงินแก่ ตกแต่งด้วยแผ่นเงินชิ้นเล็กๆ ลูกเดือยแห้ง และเปลือกหอยอย่างประณีต นอกจากนั้นทุกคนยังใส่ตุ้มหูทำจากเหรียญเงินข้างละหลายๆ อัน ที่คอมีสร้อยทำจากลูกเดือยสีขาวๆ มากมายหลายเส้น มีตั้งแต่ ๔ เส้นจนถึง ๑๕ เส้นตามแต่ความนิยมของแต่ละคน บางคนติดเลยไปจนถึงกระโปรงสั้นก็มี

 

หญิงที่มีสามีแล้วหรือเป็นแม่ม่ายจะสวมหมวกทรงสูงขึ้นไป ขอบหมวกจะจรดลงมาถึงตอนบนของหน้าผาก ส่วนที่ยังเป็นสาวไม่มีสามี ขอบหมวกจะจรดลงมาถึงคิ้วทั้งสอง รอบๆ ชายหมวก มีชายเหมือนมาลัย ตกแต่งด้วยแผ่นเงินกลมหรือลูกเดือยยาวลงมาปะบ่าแลดูสวยงาม

 

 

หนุ่มอาข่ามีหน้าที่ทำการเกษตร เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพดและฝิ่น ไร่นั้นทำกันบนไหล่เขาที่ลาดลงไปยังก้นเหวเบื้องล่าง โดยจะโค่นต้นไม้และถางที่ให้โล่งเตียนรอบๆ หมู่บ้าน ซึ่งนอกจากจะใช้ปลูกพืชผลได้แล้ว ยังป้องกันไฟป่าได้อีกด้วย อาณาบริเวณที่ทำไร่จะไม่มีการขยายให้กว้างออกไปอีก เคยทำอยู่จำนวนเท่าใดก็เท่านั้น เผื่อปีไหนโชคไม่อำนวย ฝนน้อย เกิดความแห้งแล้ง จะไม่รู้สึกเดือดร้อน

 ถ้าพวกอาข่ามีความจำเป็นต้องลงจากเขาเข้าไปในเมือง เพื่อซื้อหรือขายของจำเป็น พวกเขาจะไม่ไปคนเดียวหรือสองคน แต่จะลงไปเป็นหมู่ทีเดียว พอเข้าร้านไหนไปถนนไหน เขาจะตามกันเป็นหมู่คณะทั้งชายและหญิงไม่มีแยกกัน พวกหนุ่มอาข่าจะมีถุงเชือกติดตัวอยู่เสมอ เพื่อเก็บสิ่งจำเป็นไว้ตลอด คือ กล้องยา และยาเส้น ส่วนพวกสาวอาข่าลำบากหน่อย เพราะต้องสะพายตะกร้าใบใหญ่ไว้ข้างหลัง มีสายโยงมาพาดที่หน้าผาก พอบรรจุสิ่งของลงไปแล้ว เวลาเดินต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเสมอ ตะกร้าใบนี้บรรจุผักหรือของป่าอื่นๆ ที่จะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา เพื่อซื้อของจำเป็นไว้ใช้

 เนื่องจากชนเผ่าอาข่าอาศัยอยู่บนดอยสูง มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี บ้านอาข่าไม่มีหน้าต่าง เพื่อป้องกันลมเย็นที่พัดเข้ามา จึงทำให้ภายในเรือนอาข่าทุกหลังค่อนข้างอับและมืดสลัว บ้านที่อยู่อาศัยสร้างด้วยไม้ไผ่ สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร มุงหลังคาด้วยหญ้าคา พื้นดินเบื้องล่างทำเป็นคอกหมูและคอกแพะ อาข่านิยมเลี้ยงหมู แพะ วัวและควายเท่านั้น ส่วนม้ามีเลี้ยงกันแต่เฉพาะคนที่รวยๆ บ้านอาข่าหลังหนึ่งมีห้องแค่ห้องเดียว ทุกคนในครอบครัวจะนอนรวมในบ้านหลังนี้ พื้นห้องเป็นฟากทำจากไม้ไผ่ มีเสื่อหยาบๆ ปูอีกชั้นหนึ่ง ตรงไหนดีหน่อยก็เป็นที่หลับนอนของประมุขของบ้าน ส่วนพวกลูกๆ ไม่ว่าหญิงหรือชายจะนอนตรงไหน ขึ้นอยู่กับความพอใจ ทางด้านตะวันตกของบ้านมีประตูอีกประตูหนึ่ง นอกเหนือจากประตูเข้าที่ใช้กันอยู่เป็นประจำ ประตูด้านตะวันตกนี้ถือว่าเป็นประตูผีของปู่ย่าตายาย

 ชนเผ่าอาข่าเชื่อว่า หากมีใครในครอบครัวสิ้นชีวิตลง วิญญาณของผู้ตายจะล่องลอยไปอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งทางทิศตะวันตก บางทีวิญญาณเหล่านั้นอาจนึกอยากมาเยี่ยมเยียนลูกหลานบ้าง ก็จะได้เข้าทางประตูผีแห่งนี้ประตูผีที่กล่าวมานี้ คนในครอบครัวที่เป็นผู้ชายหรือบุคคลอื่นจะเข้าออกไม่ได้เลย ผู้หญิงในครอบครัวผ่านได้ แต่ไม่บ่อยนัก นอกจากในกรณีพิเศษ เช่น เซ่นผี ซึ่งนานๆ จะทำกันสักครั้งหนึ่ง

 บนทางเดินนอกหมู่บ้านมีการทำประตูเรียกว่า “ล๊อคค๋อ” เป็นเครื่องหมาย ทำด้วยไม้ไผ่ลำยาว ด้านบนมีคานไม้เนื้อแข็งพาดอยู่ ที่คานมีเศษผ้าชิ้นหนึ่งผูกไว้ คนแปลกหน้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจะเข้าไปในหมู่บ้านด้วยการผ่านประตูนี้ไม่ได้เด็ดขาด ต้องคอยอยู่ข้างนอกจนกว่าคนในหมู่บ้านจะออกมาเห็น แต่อนุโลมให้ตะโกนเรียกคนออกมารับได้

 

 

ด้านวัฒนธรรมในการบรรเลงของชาวอาข่า มี “แคน” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกับที่ใช้กันในประเทศลาวและประเทศไทยทางภาคอีสาน ทำจากไม้ซางอันเล็กๆ หลายๆ ลำรวมกัน มีที่เป่าอยู่ตรงกลาง ผู้ชายนิยมเป่าแคนยามค่ำคืนแก้เหงา ขณะเดินทางไปหาหญิงที่ตนรัก นอกจากนั้นยังใช้เป่าในงาน อะชิฉ่อหรือการเต้นรำแบบชาวเขา ซึ่งเป็นงานรื่นเริงของชนเผ่า โดยพวกผู้หญิงจะยืนหันหลังกันเป็นวงกลม เอาเท้าจรดติดกันข้างหนึ่ง แล้วปรบมือทั้งสองให้เข้ากับจังหวะดนตรี ขณะเดียวกันก็กระโดดหมุนเป็นรูปวงกลม

ธรรมเนียมของชนเผ่าอาข่าไม่ว่าจะไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ไหน มักจะช่วยกันแผ้วถางที่ดินในบริเวณหมู่บ้านให้ราบเรียบอยู่เสมอ และใจกลางหมู่บ้านจะทำเสาชิงช้า โดยใช้เถาวัลย์แทนเชือกไว้แห่งหนึ่ง สำหรับโล้ชิงช้าประจำปี ซึ่งจะมีขึ้นราวเดือนสิงหาคมของทุกปี นอกจากนี้ยังมีลานดินโล่งเตียนอีกแห่งไว้ สร้างม้านั่งยาวไม่มีพนักพิงอย่างง่ายๆ ยาวไปรอบๆ ลาน คนพื้นราบเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ลานสาวกอด” อันเป็นสถานที่จัดไว้ให้พวกหนุ่มๆ สาวๆ จู๋จี๋กัน ส่วนพวกเด็กชายและเด็กหญิงจะใช้สถานที่แห่งนี้ นั่งร้องรำทำเพลงก็ได้

 ถ้าหนุ่มอาข่าไปรักสาวอาข่าคนใด จะมีการนัดแนะฝ่ายหญิงไปจู๋จี๋ที่ลานสาวกอด จนถึงขั้นได้เสียกันในป่าสุดเขตในเวลากลางคืน เช้าวันรุ่งขึ้นฝ่ายหญิงจะบอกบิดามารดาของตนว่า ได้รักใคร่ได้เสียกับหนุ่มคนนั้นๆ เมื่อคืนนี้แล้ว ฝ่ายชายก็จะบอกบิดามารดาของตนเช่นกัน บิดามารดาฝ่ายชายจะไปสู่ขอหรือตกลงกับบิดามารดาฝ่ายหญิงที่คอยท่าอยู่แล้ว เมื่อยินยอมพอใจกันทั้งสองฝ่าย พิธีแต่งงานจะมีขึ้นในไม่ช้า

 

 

ก่อนจะเข้าพิธีแต่งงาน หนุ่มอาข่าต้องสละมลทินในร่างกายออกเสียก่อน ด้วยการไปหลับนอนกับส่าข่อเฮ่อ หญิงม่ายสามี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากชาวอาข่าให้เป็นผู้ทรงเกียรติ บางหมู่บ้านอาจมีส่าข่าเฮ่อมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป โดยส่าข่าเฮ่อจะเป็นผู้แนะนำหรือสอนวิชาเพศศึกษาให้ แต่มีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า ห้ามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดติดใจในรสรักหรือร่วมหลับนอนเกินกว่าหนึ่งคืนขึ้นไป มิฉะนั้น ส่าข่าเฮ่อ (ผู้เปิดบริสุทธิ์หนุ่มอาข่า)จะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นสามัญชน จากนั้นจะหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

 พิธีแต่งงานของชนเผ่าอาข่า หน้าที่ของฝ่ายเจ้าบ่าวต้องฆ่าหมู ฆ่าไก่ ทำขนม และต้มสุราไว้เลี้ยงดูแขก เมื่อถึงวันแต่งงานฝ่ายชายจะรับตัวเจ้าสาวไปที่บ้านตน และเลี้ยงดูกันที่นั่น บางครั้งเจ้าบ่าวไม่จำเป็นต้องเป็นอาข่าด้วยกัน อาจเป็นจีนฮ่อก็ได้ เพราะอาข่ากับจีนฮ่อเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียง หมู่บ้านอาข่าแต่ละแห่ง จึงมีจีนฮ่อมาอาศัยอยู่ด้วยมากหลาย อาข่าเรียกจีนฮ่อว่า“โคเฉีย” แปลว่า แขกบ้าน หากสนิทกันมากจะเรียกว่า “โดน” ที่แปลว่า “พี่ชาย”

ในปีหนึ่งพวกอาข่าจะมีงานเลี้ยง ๑๒ ครั้ง โดยมากเป็นการเลี้ยงผีทั่วไป แบ่งเป็นเลี้ยงผีบ้าน ๒ ครั้ง โดยจะเลี้ยงกันทั่วหมู่บ้าน เมื่อใดที่มีการเลี้ยงผี ผู้หญิงจะช่วยกันทำขนมจากข้าวไร่ที่ตนปลูกขึ้น ผู้ชายช่วยฆ่าหมูหรือแพะ

บ้านใดที่ได้เชิญหรือบอกกล่าวจากบ้านหนึ่งแล้วจะปฏิเสธไม่ได้ เศษอาหารที่เหลือจากการเลี้ยงคราวหนึ่งๆ จะเอาเทลงในหม้อดินตรงมุมห้อง ซึ่งตรงนั้นเคยมีคนตายมาแล้ว แต่ถ้าบ้านใดยังไม่เคยมีคนตาย เขาจะนำหม้อดินออกทางประตูผีด้านตะวันตก แล้วนำไปให้หมูกิน เศษที่เหลือกินจากหมูรวมทั้งหม้อดินใบนั้นจะนำไปฝังในป่าทางทิศตะวันตกและ ไม่นำมาใช้อีก ถ้ามีการเลี้ยงครั้งต่อไปต้องหาหม้อใบใหม่

 หากมีคนตายในหมู่บ้าน ข้าวที่ผู้ตายมีอยู่จะถูกนำมาทำขนมข้าวต้มเลี้ยงกัน ที่เหลือก็นำไปหมักไว้กลั่นเป็นเหล้า สัตว์เลี้ยง เช่น หมู แพะจะถูกฆ่ากินหมดไม่ให้เหลือ ถ้าผู้ตายมีควายไม่ว่ากี่ตัวก็ตาม จะถูกฆ่าหมดเช่นกัน การฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น ควาย มีวิธีการแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เขาจะผูกควายไว้กลางลานหมู่บ้านอย่างแน่นหนาทุกตัว จากนั้นผู้ฆ่าจะถือมีดขึ้นขี่ม้าเข้าไปหาตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วจ้วงแทงควายที่ชายโครงจนตาย ตัวอื่นๆ ก็จะถูกฆ่าด้วยวิธีอย่างเดียวกัน

 พิธีงานศพของชนเผ่าอาข่ามีตั้งแต่ ๑-๗ วัน ถ้าผู้ตายอยู่คนเดียวเดี่ยวโดด ตายวันเดียวก็ฝัง แต่หากสามียังมีชีวิตอยู่หรือมีบุตรชายอยู่จะจัดงานพิธีถึง ๗ วัน เมื่อกินข้าว เหล้า และอาหารหมดแล้ว พวกชายฉกรรจ์จะช่วยกันหาบศพไปฝัง ศพเหล่านี้จะนำไปฝังทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ไม่มีพิธีอะไรนอกจากขุดหลุมใหญ่ลึกประมาณเมตรเศษๆ เมื่อหย่อนโลงศพลงไปแล้วก็ช่วยกันถม เกลี่ยดินกลบเสียให้เรียบ

 

 

สำหรับผู้ตายที่มีฐานะดี จะเชิญหมอผีมาทำพิธีเลือกทำเลที่ฝังศพ ด้วยวิธีโยนไข่เสี่ยงทาย ถ้าไข่ที่ถูกโยนขึ้นไปในอากาศ ตกลงที่ใดแล้วแตก สถานที่นั้นถือเป็นอัปมงคล แต่ถ้าโยนลงมาหล่นลงดินไม่แตก ให้ฝังลงที่ตรงนั้น ในหลุมศพจะใส่ของใช้ของผู้ตายทุกชิ้นลงไปด้วย เพื่อให้ผู้ตายนำไปใช้ในเมืองผี ในอดีตเงินทองของมีค่าทุกชิ้นต้องใส่ลงไปด้วย แต่ภายหลังเลิกเสียเพราะมีพวกเงี้ยวลอบมาขโมยขุดศพ เพื่อหวังเงินทองของผู้ตาย

 วิถีของชาวอาข่าในปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีต ตามความเจริญที่แผ่เข้าไปในหมู่บ้านชาวเขา แต่วัฒนธรรมความเชื่อบางอย่างยังคงอยู่ และแม้จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน คนเมืองอย่างชาวกรุงก็ล้วนหลงใหลมนต์เสน่ห์แบบเรียบง่าย ในวิถีชาวเขาแบบดั้งเดิมยิ่งนัก

 

โดย ชมวิวทิวทัศน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net