วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่เคยรู้....ว่ามี...”อู่ทอง” เมืองเก่า


ไม่เคยรู้....ว่ามี...”อู่ทอง” เมืองเก่า

 

                สืบเนื่องมาจากเที่ยว พุหางนาค ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี รุ่งขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน ทีแรกอาจารย์เจี๊ยบนัด 9 โมงเช้า โชคไม่ดีทีโทรหาอาจารย์ไม่ติด เลยไปเที่ยวกันเองตามยะถากรรม

                มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่เราจะแวะชมได้อย่างไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นใดมาก นั่นก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เพราะจำได้ว่ามันอยู่ติดกับสำนักงานเทศบาลอู่ทอง

                คืนที่ผ่านมาเราก็ฟาดงวงฟาดงากันไปตามประสากลุ่มฮาแห่งศตวรรษ กำไลที่อาจารย์เจี๊ยบมอบให้มีประโยชน์มากครับ ทำให้ผมมีกำไรไม่น้อย

เมื่อวานช่วงสัมมนา ผมละไม่เป็นอันต้องฟังอะไร เพราะหม่อมแม่เอาไอโฟน 2 มาอวด เอ้ย ไอโฟน 4 นี่แหละครับ หม่อมแม่ก็อยากทันสมัยกับเขาบ้าง เนื่องจากเป็นชาวพุทธ ต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วเครื่องนี้หม่อมแม่ก็ไม่ได้ซื้อมาหรอกนะครับ มีคนนำมาถวายให้ แต่ปัญหาคือ หม่อมแม่ใช้ไม่เป็นครับ ผมก็เลยจัดอบรมเรื่องการใช้ไอโฟนในห้องสัมมนาเรื่องความอยู่รอดของอู่ทอง แล้วหม่อมแม่ก็ได้ใช้ Line สมใจปรารถนา หลังจากแอบอิจฉาสมาชิกกันมานานว่ามัน เล่นอะไรกัน

                วันนี้เราเดินทางมาถึงพิพิธภัณฑ์ช่วงสาย ๆ มีเวลาเดินดูกันสบาย ๆ แต่ คินทาโร่และโทโทโร่นั้น เคยมาแล้วเมื่อวาน เพราะแม่ของพวกเขาพามา ก็เลยสบายเลย เป็นมัคคุเทศน์น้อย วิ่งให้พล่านไปทั่วเลย

                ใครจะรู้ละครับ คนความรู้น้อยด้อยปัญญาเยี่ยงผม ไม่เคยทราบประวัติเมืองอู่ทองมาก่อนเลยแม้แต่น้อย พอไม่รู้จะทำไงได้ ก็ต้องทำให้รู้ เมื่อไปชมพิพิธภัณฑ์ก็เลยต้องซื้อหนังสือมาด้วย และเดินชมเดินอ่านรายละเอียดไปให้ได้มากที่สุด ความจริงอยากจะข้ามเวลาไปอยู่ในช่วงนั้นได้ เหมือนทวิภพ

                มีสิ่งหนึ่งที่ผมชอบและสนใจมากคือ รูปปั้นคนกับลิง ผมอยากจะรู้จริง  ๆ ว่าเขาทำไว้เพื่ออะไร

                พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.  2509

                พ.ศ. 2446 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้เสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี และเสด็จสำรวจเมืองโบราณอู่ทอง ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องเมืองอู่ทองในรายงานเสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรีและทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องนิทานโบราณคดี

                อาคารจัดแสดง 1 แบ่งเป็น 2 ห้อง ได้แก่

ห้องจัดแสดง ๑ บรรพชนคนอู่ทอง (สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการรับวัฒนธรรมจากภายนอก)

ห้องจัดแสดง ๒ อู่ทองศรีทวารวดี (วัฒนธรรมทวารวดีที่เมืองโบราณอู่ทอง)

อัตราค่าเข้าชม ๓๐ บาท

ข้อมูลประกอบ หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และเรื่องราวสุวรรณภูมิ 

 

พระพุทธรูปสำริดปางแสดงธรรม (วิตรรกะมุทรา) ศิลปะทวารวดี

ลักษณะ พระพุทธรูปสำริด ยืน พระบาทชิดกัน พระหัตถ์ยกขึ้นระดับพระอุระในท่าแสดงธรรม (วิตรรกะ) ทั้งสองพระหัตถ์ ลักษณะพระพักต์ค่อนข้างกลม พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกโด่งใหญ่ พระโอษฐ์อมยิ้ม พระกรรณยาวเกือบจรดบ่า เม็ดพระศกเป็นตุ่มเล็ก ด้านหลักพระเศียร มีประภามณฑลเป็นวงโค้ง มีขอบนอกประดับลาย คล้ายเปลวเพลิง ครองจีวรห่มคลุมแนบพระองค์

(ภาพบนและล่าง) ตุ๊กตาดินเผารูปคนจูงลิง

ตุ๊กตาดินเผารูปบุคคลยืนตรง ด้านหน้ามีลิง ๑ ตัว นั่งเกาะขา มือซ้ายของบุคคลดังกล่าวถือกิ่งไม้แนบกับต้นขา ส่วนมือขวา ถือปลายเชือกผูกล่ามคอลิงเอาไว้ บุคคลดังกล่าวสวมเครื่องประดับที่คอและกำไลข้อมือหลายวงซ้อนกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่าศรีษะของประติมากรรมดังกล่าวมักหักออกจากลำตัว ทำให้นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าประติมากรรมเหล่านี้ อาจปั้นขึ้นเพื่อใช้ในการสะเดาะเคราะห์ก็เป็นได้

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา (ภาพบน)

ขนาดกว้าง ๙๕ ซม. สูง ๑๕๕ ซม. ศิลปะ ทวารวดี ราว ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว

แผ่นหินสลักนูนสูงภาพพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางซ้อนขวาทับซ้ายบนพระเพลา ด้านล่างตรงกึ่งกลางสลักเป็นภาพวงธรรมจักร มีรูปกวางหมอบด้านข้าง หมายถึงการแสดงธรรมครั้งแรก (ปฐมเทศนา) ของพระพุทธองค์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทั้งนี้ ลักษณะแบบภาพสลักดังกล่าวแสดงถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดียวอย่างแท้จริง

ธรรมจักรพร้อมแท่นและเสา (ภาพบน)

มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๙๑ ซม. ศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ 

ลักษณะ ธรรมจักรศิลาทรงกลม ฉลุซี่ล้อโปร่ง ที่ฐานมีลายกลีบบัวบาน ขอบของธรรมจักรสบักเป็นลายวงกลมสลับสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน พบร่วมกับบัลลังห์หรือแท่นรองธรรมจักรรูปสี่เหลี่ยม และมีเสาตั้งเป็นแท่งหินรูปแปดเหลี่ยม หัวเสาสลักเป็นลายพวงอุบะ ด้านล่างของเสาสลักเป็นลายกลีบบัวอยู่เหนือรูปหงส์กางปีกายในกรอบสี่เหลี่ยม (พบที่เจดีย์หมายเลข ๑๑)

พระพิมพ์ดินเผาปางสมาธิ (บน) ศิลปะ ทวารวดี ราวพุทธศวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ หรือราว ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว  ลักษณะ แผ่นพระพิมพ์ภาพพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งคู่วางซ้อนขวาทับซ้ายบนพระเพลา ครองจีวรห่มเฉียง ปรากฎชายผ้าที่ด้านหน้าพระเพลา (ลักษณะเช่นนี้ไม่เคยปรากฎในศิลปะทวารวดี แต่พบมากในพระพุทธรูปแบบอิทธิพลศิลปะปาละของอินเดีย) พระพุทธรูปดินเผาแบบนี้พบในเมืองโบราณอู่ทองหลายองค์ เข้าใจว่าใช้กดประทับจากแม่พิมพ์เดียวกัน เพื่อใช้ในการประกอบศาสนสถาน (กว้าง ๓๐ ซม. สูง ๔๓.๕ ซม)

ภาพบน เศรียรพระพุทธรูปทองคำ พบที่เจดีย์หมายเลข ๒ ขนาดกว้าง ๔ ซม. สูง ๕.๓ ซม. ศิลปะ ทรวารวดี 

ส่วนของพระเศรียรพระพุทธรูปขนาดเล็กพระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้ม พระกรรณยาวเรียว พระพักตร์แสดงความมีเมตตา แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีรายละเอียดคมชัด แสดงถึงความชำนาญของช่างทองสมัยนั้น 

ภาพบน เครื่องประดับทองคำ (ลูกปัด) ทองคำขนาดเล็กรูปทรงกลมพร้อมจี้ทองคำฝังพลอย ตัวจี้เป็นรูปวงกลมมีรัศมีโดยรอบ ขอบทำเป็นลายเม็ดไข่ปลา ตรงกลางมีพลอยสีขาวประดับ ลูกปัดที่พบในเมืองโบราณอู่ทองส่วนมากอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี มีทั้งทำจากหินมีค่า แก้ว ดินเผา และทองคำ ลูกปัดเหล่านี้นอกจากความสวยงามแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีในการทำ แและเป็นหลักฐานแสดงการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติอีกด้วย

 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net