วันที่ ศุกร์ กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อาเซียนกับอาเฮียของ ฮุน เซน


 

การที่ เหวิน เจีย ป่าว นายกรัฐมนตรีจีนได้ให้คำมั่นในโอกาสที่ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการในต้นเดือนกันยายนนี้ว่ารัฐบาลจีนจะจัดสรรงบประมาณก้อนใหม่เพื่อให้การช่วยเหลือแก่รัฐบาลกัมพูชาในมูลค่าระหว่าง 300-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในระยะ 5 ปีต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นผลทำให้รัฐบาลของ ฮุน เซน มีงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในกิจการพิเศษ (สุดแล้วแต่ ฮุน เซน จะคิดและจะทำ) คิดเป็นมูลค่าที่อาจจะมากถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2012-2017 นั้นย่อมทำให้รัฐบาลของ ฮุน เซน สามารถโฆษณาหาเสียงกับชาวเขมรได้อย่างภาคภูมิว่าสิ่งนี้คือความสำเร็จในการดำเนินงานในด้านการต่างประเทศของตน

 

แต่สำหรับทางด้านฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไนแล้วย่อมจะมองว่าความสำเร็จของ ฮุน เซน ดังกล่าวนั้นคือ “ระเบิดเวลา” สำหรับประชาคมอาเซียน เพราะการที่นายกรัฐมนตรีจีน ได้ให้คำมั่นเช่นว่านั้นแท้ที่จริงแล้วมันก็เปรียบได้กับ “รางวัล” ที่รัฐบาลจีนตอบแทน ฮุน เซน ผู้ซึ่งมีผลงานอันโดดเด่นที่สามารถใช้สิทธิ์ในฐานะประธานเวียนของอาเซียนได้ตามความต้องการของจีน

 

กล่าวก็คือการที่ทางการกัมพูชาไม่ยอมให้มีการบรรจุประเด็นทะเลจีนใต้ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับ 4 ประเทศสมาชิกของอาเซียน (เวียดนาม มาเลเซีย บรูไนและฟิลิปปินส์) ไว้ในแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กรุงพนมเปญเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย บรูไนและฟิลิปปินส์นั้นมองเห็นอย่างชัดเจนว่าแท้ที่จริงแล้วการกระทำเช่นว่านี้ของทางการกัมพูชาได้เป็นไปตามความต้องการของทางการจีน ซึ่งไม่ประสงค์จะหยิบยกเอากรณีของความขัดแย้งในทะเลจีน ใต้ขึ้นมาเป็นประเด็นขัดแย้งในระดับพหุภาคีที่จะทำให้ยากต่อการแก้ไขยิ่งขึ้น ทั้งยังจะเป็นช่องทางให้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาแทรกตัวเข้ามาในความขัดแย้งดังกล่าวได้อีกต่างหาก

 

แน่นอนว่าการที่ทางการกัมพูชาได้ตัดสินใจเดินตามความต้องการดังกล่าวของทางการจีนก็ย่อมจะมิใช่เรื่องปกติธรรมดาเช่นกัน เพราะการที่ทำให้สามารถหักล้างผลประโยชน์ของมหามิตรอย่างเวียดนามได้เช่นนี้ย่อมจะต้องมีผลประโยชน์ตอบแทนที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากพิจารณาในแง่นี้ก็ทำให้สามารถกล่าวได้เลยว่าจีนนั้นได้ให้ผลประโยชน์แก่รัฐบาลกัมพูชาของ ฮุน เซน อย่างมากมาย และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยกรณีที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ ก็คือการตอบสนองแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลฮุน เซน นั่นเอง

เพราะนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ รัฐบาลของ ฮุน เซน นั้นได้อนุมัติให้มีการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเป็นทางการแล้วถึง 21 แห่งในทั่วประเทศ แต่เขตที่ ฮุน เซน ได้ฝากความหวังไว้มากที่สุดนั้น ก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สีหนุวิลล์ ซึ่งมีอยู่ถึง 6 แห่งด้วยกัน และที่ถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ ฮุน เซน ได้ให้ความสำคัญมากที่สุด (ถึงกับได้เดินทางไปวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างด้วยตนเอง) ก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษบนเนื้อที่เกือบ 1,700 เฮกตาร์ของเมืองชายฝั่งทะเลที่สีหนุวิลล์ในภาคใต้ของกัมพูชาที่ลงทุนของกลุ่มบริษัท Jiangsu Taihu International Corp. จากจีนนั่นเอง

 

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการลงทุนของกลุ่มบริษัทจากจีนดังกล่าวนี้ ไม่เพียงจะถือเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนรวมที่มากถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น หากแต่การลงทุนของกลุ่มบริษัทจากจีนยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ไว้เพื่อรองรับแผนการขุดค้นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย (ทั้งในเขตน่านน้ำของกัมพูชาและที่เขตทับซ้อนทางทะเลกับไทย) ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้นี้

 

ยิ่งไปกว่านั้น ฮุน เซน ก็ยังได้เชื้อเชิญให้ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีนคือ China National Offshore Oil Corp (CNOOC) นั้นให้เข้ามามีเอี่ยวในการสำรวจหาแหล่งน้ำมันและแก๊สฯในอ่าวไทยด้วย จึงถือเป็นสิ่งที่กดดันต่อ Chevron Corp. ของสหรัฐฯเป็นอย่างมากถึงขนาดทำให้ Hillary Clinton รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของสหรัฐฯต้องนำทัพนักธุรกิจอเมริกันไปร่วมการประชุม US-ASEAN Business Council ที่เมืองเสียมเรียบ ซึ่งต่อเนื่องจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนครั้งล่าสุดที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐ มนตรีไทย และ เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีของพม่าเป็นแขกรับเชิญด้วย

 

อย่างไรก็ตาม CNOOC นั้น ก็ได้ตั้งความหวังที่จะได้รับส่วนแบ่งในผลประโยชน์จากน้ำมันและแก๊สฯในเขตทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ไม่ใช่น้อยเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมาทีหลังก็ ตาม แต่การที่สื่อของทางการจีนได้โหมข่าวเกี่ยวกับการครองอันดับ 1 ของจีนในฐานะที่มีมูลค่าลงทุนในกัมพูชามากที่สุดหรือทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วนั้น (ในขณะที่การลงทุนสะสมในกัมพูชาของสหรัฐฯมีเพียงไม่ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น) จึงทำให้จีนมั่นใจว่าสถานภาพของ CNOOC ในสายตา ฮุน เซน นั้นย่อมไม่ด้อยไปกว่า Chevron Corp. ของสหรัฐฯอย่างแน่นอน

 

ยิ่งเมื่อประกอบกับการที่กลุ่มบริษัทจากจีน ยังได้เร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สีหนุวิลล์ได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็วในระยะกว่า 2 ปีมานี้ทั้งยังได้ให้ความช่วยเหลือและให้เงินกู้แก่รัฐบาลฮุน เซน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยเกินกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วง 5 ปีมานี้ จึงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของ ฮุน เซน ที่อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีตลอดชีพได้เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งก็ตรงข้ามกับเวียดนามอย่างสิ้นเชิงที่ถูกมองว่าเป็นผู้สูบเอาทรัพยากรธรรมชาติไปจากกัมพูชาในตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรป่าไม้ของกัมพูชานั้นองค์กรอนุรักษ์ Global Witness ถึงกับได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ตลาดรองรับไม้เถื่อนจากกัมพูชาที่ใหญ่ที่สุดก็คือเวียดนามนั่นเอง

 

ฉะนั้น ในเมื่อว่าจีนได้กลับกลายมาเป็น “ผู้ให้” ในขณะที่มหามิตรอย่างเวียดนามมีแต่ “ต้องได้” เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปที่จีนจะก้าวขึ้นมาครองตำแหน่ง “มหามิตร” ของกัมพูชาแทนเวียดนามไปอย่างเต็มภาคภูมิแล้วในเวลานี้ และเพื่อให้สมกับสถานะของการเป็นมหามิตรดังกล่าว รัฐบาลจีนยังได้ตกลงให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลกัมพูชาในโอกาสที่ ฮุน เซน เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในครั้งล่าสุดนี้คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังจะทุ่มลงทุนอีกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่ที่สามารถจ้างแรงงานชาวเขมรได้กว่าหมื่นคนอีกต่างหาก

 

แน่นอนว่าสำหรับ ฮุน เซน แล้วย่อมถือเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างบารมีทางการเมืองของเขาในกัมพูชาให้สูงเด่นมากขึ้นไปอีก และยังสอดคล้องกับความต้องการที่จะครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่อีกด้วย

 

แต่สำหรับกลุ่มอาเซียนแล้วย่อมถือได้ว่าการกระทำเยี่ยงนี้ของ ฮุน เซน นั้นเป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปสู่การเป็น “ประชาคมอาเซียน” ในปี 2015 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการที่ ฮุน เซน ได้ดำเนินการทุกอย่างตามความต้องการของจีนดังกล่าว ไม่เพียงจะแสดงให้เห็นถึงการเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักเท่านั้น หากยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพภายในอาเซียนด้วยในขณะเดียวกัน

 

กล่าวสำหรับในกรณีของความขัดแย้งในทะเลจีนใต้นี้ก็จะเห็นได้ว่าประเทศสมาชิกของอาเซียนได้มองปัญหาไปคนละทิศคนละทางเช่น รัฐบาลของ ฮุน เซน ก็มองว่าเป็นปัญหาทวิภาคีที่ประเทศคู่กรณีต้องเจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาระหว่างกันเอง (ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของจีน) แต่ฝ่ายเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไนนั้นกลับต้องการยกระดับให้เป็นปัญหาระหว่างอาเซียนกับจีน (ซึ่งจะทำ ให้มีอำนาจต่อรองมากกว่าการเจรจาแบบทวิภาคี) ส่วนประเทศสมาชิกของอาเซียนที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีอย่างไทย ลาว อินโดนีเซีย พม่าและสิงคโปร์นั้นต่างก็พยายามวางตัวเป็นกลางในปัญหานี้ (เพราะต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกับจีนอยู่ไม่น้อยเช่นกันและในขณะเดียวกันก็ไม่อยากขัดแย้งกับประเทศสมาชิกในอาเซียนด้วยกันอีกต่างหาก)

 

ครั้นเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้และประกอบกับรัฐบาลของ ฮุน เซน ก็จะยังคงเป็นประธานจัดการประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 21 และการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ด้วยแล้ว จึงมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่การประชุมอันสำคัญทั้งสองดังกล่าวนี้จะมีอันต้องล้มอย่างไม่เป็นท่า ด้วยเหตุที่ ฮุน เซน เห็นแก่ผลประโยชน์ที่จะได้จาก “อาเฮีย” อย่างจีนมากขึ้นนั่นเอง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net