วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คุณยายแหม่ม


คุณยายแหม่ม

ดย

"ศ. กาญจนา"

 

               ย้อนเหตุการณ์กลับไปหลังจากเรื่องอาจารย์ฝรั่งผ่านไปได้ไม่ถึงปี นักเรียนไทยที่อาจารย์เคล้าส์เนอร์เคยไปพักด้วยนั้น ก็เจอเรื่องที่ตนเองยากจะลืม 

 

               ช่วงนั้นคนไทยในแอ็ตแลนต้า ล้วนแต่หาทางเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้แก่ตน เหมือนกับที่ “สปช”วิชาภาคบังคับที่เขาสอนเด็กนักเรียนสมัยนี้ ให้เป็นคนขยันขันแข็ง รู้จักทำมาหากิน หาช่องทางเพิ่มพูนรายได้ให้ตนเอง ให้ มีเงินไปจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ต้องกะเบียดกระเสียนเช่นแต่ก่อน ใครจะมาจากครอบครัวเศรษฐีหรือไม่ หรือได้ทุนกพ.หรือทุนพก.ก็แล้วแต่ เกือบจะพูดได้ว่า นักเรียนไทยทุกคนที่นั่นล้วนแต่เคยมีรายได้จากทำงานพิเศษกันทั้งนั้น เป็นงานหลายรูปหลายแบบ มีทั้งงานแคชเชียร์เก็บเงิน งานบาร์เทนเดอร์ผสมเหล้า งานเวทเตรสเสริฟอาหาร งานบัสบอยเก็บโต๊ะ งานล้างจานและอื่นๆ

                นักเรียนไทยคนที่ผมพูดถึงนี้ แกได้งานพิเศษที่ร้านฟาสต์ฟู๊ดเล็กๆชานเมือง โดยทำงานหลังจากเลิกเรียนหนังสือที่ “เอมเมอรี่ ยูนิเวอร์ซิตี้”  มหาวิทยาลัยเดียวกับพลเอกของกองทัพคนหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารชาติ ที่ได้มาเล่าเรียนร่วมสมัยกันในตอนนั้น  งานที่ทางร้านให้ทำก็แสนจะสะดวกสบาย ด้วยไม่มีลูกค้าหนาแน่นเหมือนร้านในเมือง ยิ่งเป็นเวลาช่วงหลังสองทุ่มด้วยแล้ว ก็จะเป็นเวลาพักผ่อนไปในตัว เผลอๆยังแอบเอาตำราเรียนมาทบทวนได้อีกด้วย หากติดขัดเรื่องภาษาก็ยังสามารถถามแหม่มแก่ๆใจดีที่ทำงานอยู่ข้างๆด้วยกันได้เลย

                                                      

                วันหนึ่ง มีการปล้นจี้ที่ร้านเงียบสงบแห่งนี้ ผู้ร้ายเป็นไอ้มืดตัวขนาดยักษ์สองคน นักเรียนไทยโดนมันผลักให้ไปนั่งคู้เข่าก้มหัวในตู้เก็บของ ถูกปืนจี้หัวขู่ตลอดเวลาว่าจะจี้เอาตัวไปเป็นตัวประกัน นักเรียนไทยอยากจะขอร้องให้ไอ้โจรปล่อยตัว เพราะว่าตนเองไม่ใช่เจ้าของร้าน ก็เกรงว่าหากมันฟังกะเหรี่ยงพูดภาษาอังกฤษไม่ออก โดยเฉพาะเป็นตอนฉุกเฉินอย่างนี้ด้วยแล้ว มันอาจจะโมโหยิงเอา พอดีแหม่มแก่คนนั้นหันมาเห็นเข้า และเห็นท่าจะไปกันใหญ่ เลยเจรจาให้ไอ้โจรปล่อยนักเรียนต่างชาติคนนี้เถอะ เขาเป็นเด็กดีมาจากแดนไกลไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย เอาตัวแกเป็นตัวประกันแทนจะดีกว่า ปรากฏว่าไอ้มืดนักปล้นจี้ทั้งสองคนปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด แล้วในที่สุดมันก็ตกลงยินยอม

 

                 วันรุ่งขึ้นนักเรียนไทยคนนั้นมาหาผมที่บ้านแต่เช้า เล่าเรื่องโดนจี้ที่ทำงานในร้านฟาสต์ฟู๊ดกลางดึกให้ฟัง ว่าเกือบไม่ได้มาหาพี่ๆเสียแล้ว ทุกคนในบ้านทราบเรื่องต่างก็ตื่นเต้นตกใจ พูดปลอบใจกันไปตามมีตามเกิด พอตกช่วงบ่ายๆ มีข่าวหนังสือพิมพ์ภาคบ่ายว่า แหม่มแก่คนนั้นโดนฆ่าปิดปาก ณ ที่เปลี่ยวชานเมือง เลยจากร้านฟ้าสต์ฟู๊ดนั้นไปไม่เท่าไร ผู้ร้ายมันกลัวว่าแหม่มแก่จะจำมันได้ นักเรียนไทยเลยยิ่งเสียขวัญมากยิ่งขึ้น เพราะตนเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่จำมันได้เสียด้วย จนกระทั่งตำรวจจับผู้ร้ายได้ในสองสามวันถัดมา แกโล่งอกถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัว พร้อมกับรำลึกถึงพระคุณของคุณยายแหม่มผู้ช่วยชีวิต

                 ก่อนที่ไอ้นักจี้สองคนจะเข้าซังเต ตำรวจเขาเชิญนักเรียนไทยคนนั้นไปให้การ และก็มีการชี้ตัวผู้ร้ายกันตามระเบียบ เมื่อการชี้ตัวของพยานปากเอกเสร็จสิ้น ส่งผลให้ไอ้โจรสองคนติดคุกหัวโต ขณะเดียวกัน ทางการเขามีรางวัลให้กับพยานเพราะมันเป็นคดีเขย่าขวัญ ไอ้น้องคนนั้นเลยยิ้มออกรับเงินค่าทำขวัญจากทางการจนกระเป๋าตุง

 

                                                        

                                                                     

                  แกชวนผมคนเดียวเดินทางไปวัดไทยที่รัฐใกล้ๆ เพราะตอนนั้นแอ็ตแลนต้ายังไม่มีวัดเลย แกแบ่งเงินรางวัลมากว่าครึ่งเอามาทำบุญกรวดน้ำ ได้ถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลไปให้คุณยายแหม่มอย่างตั้งอกตั้งใจ แถมบอกกับผมด้วยตาแดงๆ พี่พี่ คอยดูนะ ผมจะทำสังฆทานให้คุณยายทุกปีๆเลย


 

โดย sorkanchana

 

กลับไปที่ www.oknation.net