วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นกน้อย


นกน้อย

 โดย

“ศ. กาญจนา”

  

                เรื่องมันเกิดขึ้นที่ร้านอาหารใน ดิโอลด์สยาม  แถวๆสี่กั๊กพระยาศรี  ที่เป็นศูนย์การค้ารูปทรงแสนจะคลาสสิก   ของ สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  มีการชุมนุมครั้งใหญ่ของเหล่าสถาปนิกอาวุโสสามวัย  คือวัยจวนเกษียณ  วัยกำลังเกษียณ  และวัยเกษียณแล้ว  ทั้งหมดเป็น ซุปเปอร์ซีเนียร์กันทั้งนั้น  จะหาพวกหนุ่มน้อยสาวน้อยนั้นไม่มีสักคน  นอกจากลูกสาวเพื่อนคนเดียวเท่านั้นที่มาช่วยถ่ายวีดีโอให้  พวกคนเกือบแก่เฮฮาสนุกกันใหญ่  ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ  พวกเขานัดกันมาเลี้ยงรุ่นตาม กระแสหรือ ฟีเวอร์” ดังที่เห็นๆกันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง

 

               พวกเรามากันเพียบกว่า ๔๐ คน  พลันที่งานเลี้ยงได้เริ่มต้น  ทุกคนแย่งกันเล่าประสบการณ์ชีวิตอย่างน้ำไหลไฟดับ  ต่างมุมต่างกรรมต่างวาระแล้วแต่บุพกรรมจะบันดาล  ฝ่ายบันเทิงก็เตรียมกำกับเวทีกันอย่างเข้มแข็ง  ปรับกลยุทธกันที่หน้าเวทีนั่นแหละ  ปรับกันทุกสิบนาทีเพื่อให้การแสดงจะได้ทันเหตุการณ์  ที่มันแปรกลับไปกลับมาจนวุ่นวาย  ยังดีที่ไม่ถึงกับทะเลาะเบาะแว้งแย่งไมโครโฟน  เรากระจายความบันเทิงได้ทั่วถึง  บันเทิงกันไปทั้งงาน  ทั้งบนเวทีการแสดงและบนโต๊ะสุราอาหาร  หลายคนที่ไม่ได้เจอกันมานานก็ได้เจอกันสมอยาก  หลายคู่ที่โกรธกันหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็เห็นนั่งคุยกันจ้อ  เดาได้เลยว่ามันโกรธกันเรื่องอะไรก็จำไม่ค่อยได้  เพราะมันผ่านมาแล้วนานเหลือเกิน  เลยโมเมว่าไม่เคยโกรธกันก็มี  มันมักจะเป็นอย่างนี้แหละ  ที่เกิดขึ้นเสมอๆกับเหล่าผู้สูงอายุ  สงสัยจะเป็นส่วนหนึ่งที่เขาเรียกว่า “วัฒนธรรมไทย” แต่หลายคนมันแกล้งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “อัลไซม์เมอร์”

                พวกไอ้ๆคุณๆมึงๆกูๆก็ได้กลับมาอยู่ในบทสนทนากัน  ฟังดูแสนจะสนิทหู  มิหนำซ้ำพวกตัวซ่าๆก็มากันครบครัน  เป็นปาร์ตี้ที่พลุกพล่านและดูจะอลหม่านนิดๆ  แต่ไม่มีใครหน้าบูดเลยสักคน  หน้าบานกันเป็นแถว  ทั้งไอ้ตัน,  ไอ้เลี่ยน, ไอ้โน, ไอ้จวบ, ไอ้หรี่  และไอ้ส่ง  ต่างก็ได้เฮกันสุดๆ  ชนแก้วกันอย่างเบียร์ตราช้าง  คือหันหน้าเข้าหากันแล้วเมาด้วยกัน  ปรนเปรอกันด้วยสุรายาเมาและกับแกล้มอย่างวิเศษ  ไอ้ ศ. ขยับจานนกทอดให้ไอ้ส่ง  มันน่ากินจนหลายคนชะเง้อตาม  แต่ไอ้ส่งกลับสะดุ้งร้องลั่นว่า

                “อย่าเอาให้กูกิน  มันมีความหลังว่ะ

 

                ไอ้ส่งหรืออาส่งในเรื่องที่จะเล่านี้  เป็นเรื่องจริงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์  เกิดขึ้นที่หมู่บ้านของพวกญาติๆมัน  ที่ปลูกรวมๆในที่ดินของพ่อตาแถวบางซื่อ  เรื่องมันเกิดขึ้นตอนบ่ายอ่อนๆของหน้าร้อนที่ผ่านมานี่เอง  หลังจากโดนพรรคพวกคะยั้นคะยอให้เล่าให้ฟังหน่อย  มันเลยได้โอกาสเล่าเสียละเอียดยิบ  ส่วนพวกเราก็นั่งล้อมวงฟังมันตามประสาคนอยากรู้

                เสียงสนั่นหวั่นไหวดังไปทั่ว  เด็กน้อยวัยเพียงเก้าขวบกำลังประกอบวีรกรรมครั้งใหญ่  กู้ชีวิตเจ้านกเขาตัวน้อยที่กำลังดิ้นรนให้พ้นจากเขี้ยวเล็บและอุ้งเท้าของเจ้าแมวเกเร  ที่ชอบรุกล้ำเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเราอยู่เสมอ  คุณปู่และอาส่งเผ่นพรวดพร้อมๆกันอย่างกับนัดกันไว้  ลวดลายทหารหาญของคุณปู่ยังอยู่เกือบครบถ้วน  สมกับเคยเป็นทหารใหญ่ในอดีต  ที่ผ่านการผจญภัยในป่าดงดิบและท้องถิ่นทุรกันดาร  เคยประจำการที่เมืองระแหงแขวงเมืองตากมาหลายปี  ส่วนอาส่งนั้นเล่าก็เป็นเกลอต่างวัย  ที่ทุกคนไม่กล้ามองข้ามภูมิหลัง  นับว่าไม่เบากันทั้งคู่

                เอาด้ามไม้กวาดนี่แน่ะ  อย่าไปตีตรงหัวมันนะ  เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ 

                 เสียงคุณปู่แผดขึ้นอย่างผู้มีประสบการณ์ล้นเหลือ  พร้อมกับยื่นอาวุธจำเป็นให้เจ้าหลานตัวน้อย  คนโปรดของทั้งปู่ทั้งอา  เจ้าแมวเกเรตกใจเสียงคุณปู่  เลยทิ้งเหยื่ออันโอชะไว้  เลือดกระเซ็นไปทั่ว  นกเขาคอพับคออ่อนอาการน่าเป็นห่วง  เด็กน้อยประคองอุ้มไว้ในอ้อมอก  เริ่มจะสะอื้นและกวาดตามองหาที่พึ่ง

                นกอีกตัวมันไปไหน  ก็มันมาเป็นคู่ทุกครั้งนี่นา  ปกติมันจะช่วยกระสากลิ่นภัยด้วยกัน  มิน่า  เสียท่าไอ้เหมียวจนได้

                เสียงปู่สอบถามระคนกับปลงชีวิตนกเขาเคราะห์ร้าย  ที่ชอบบินมาบ้านเราจนเป็นกิจวัตร  มันได้รับเศษอาหารจากทุกคนที่อยู่ใกล้  เชื่องจนแทบจะเกาะแข้งเกาะขากันอยู่แล้ว  มาแต่ละทีก็มาเป็นคู่อยู่เสมอ  บางทีก่อนจะบินลงมาหา  ทั้งคู่มันจะเกาะกิ่งมะม่วงข้างครัว  ขันคูให้เราฟังอย่างไม่รู้เบื่อ  เสมือนอยู่ในชนบทก็มิปาน  อาส่งเองก็ใจเสียต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา  อยากจะช่วยหลานตัวน้อยและนกเขาเคราะห์ร้ายก็มิทันการ

                เมื่อยังมีชีวิตเห็นเจ้านกน้อยบินร่อนไปมาก็ไม่ค่อยจะรู้สึก  แต่เมื่อรู้ว่ามันจะจากจรเท่านั้นเอง  เศร้ากันเสียไม่มีดี  ซึมกันไปเลยทั้งปู่อาและหลาน  สามสหายต่างวัยพากันเงียบไปพักใหญ่  ที่ดูแสนจะเนิ่นนานเหลือเกินสำหรับความทุกข์ความผิดหวังนี่  ไม่เหมือนกับความสุขสันต์หรรษาเลย  ผ่านมาแต่ละทีก็แค่พริบตาเดียว  อาส่งต้องออกมาเตือนสติให้ทุกคนรู้จักข่มจิตใจ  เอาทางพระเป็นที่พึ่ง  ทุกข์จักได้ลดน้อยถอยลง  เป็นบุญกรรมของสัตว์ผู้ยาก  แต่ทันทีที่พร่ำรำพัน  มือไม้พลันสัมผัสร่างนกน้อยด้วยความสงสาร  ตายสนิทเสียแล้ว  บรรยากาศรอบบ้านหม่นหมอง  เวลาผ่านมาเริ่มบ่ายคล้อย  ทุกคนที่ตกอยู่ในปริเวทนาการก็เริ่มหิวโหย  หิวมากขึ้นจนท้องร้องอุทธรณ์

                อาส่งเหลือบดูนกเขาอีกครั้งให้เห็นเต็มตา  เมื่อตัดใจได้เด็ดขาดพลันก็หายเศร้าสร้อย  แอบกระซิบกับทหารใหญ่ผู้ชรา  ให้หวนนึกถึงชีวิตในไพรกว้าง  ถ้าได้นกเขาคลุกเกลือกระเทียมพริกไทยให้ทั่วตัว  จะปิ้งหรือทอดก็ใช้ได้ทั้งนั้น  คุณปู่ซึ่งหากจะเรียกให้เต็มยศต้องเรียกคุณหลวงนำหน้า  อายุปู่มากน้อยแค่ไหนก็เดากันได้เลย  เลือดทหารพรานเก่ามันวิ่งพล่าน  ตอบรับเห็นด้วยทันที  ซ้ำยังบอกว่าจะชวนตั้งหลายทีแล้วแต่เขินไอ้หลานตัวน้อยมัน  ความจริงนกมันตายโดยที่เราไม่ได้เป็นฝ่ายฆ่าแกงมัน  ไม่เป็นบาปเป็นกรรมอะไรหรอก  มิหนำซ้ำปู่ก็หิวด้วยซี 

                เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  พ่อครัวจำเป็นสามวัยต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ  ใครเคยเห็นไก่ภูเขาไฟตามสวนอาหารบ้าง  อย่างไรก็อย่างนั้น  กลิ่นโชยหอมหวนชวนกินทำให้หิวเพิ่มขึ้นมาอีก  สำรับคับค้อนตั้งขึ้นอย่างฉุกละหุก  ไม่มีบรรดาแม่บ้านมาช่วยเหมือนอย่างเคย  เพราะยังไม่มีใครกลับจากข้างนอกสักคน  ตักข้าวใส่จานของทั้งปู่และหลานๆจนเต็มปรี่  หายเหนื่อยกันเป็นปลิดทิ้ง  สมอยากกันเสียทีขอโทษนะนกน้อยเอ๋ย

                มือกำลังจะแตะตัวนกต้องหยุดชะงัก  เสียงนกเขาคู่ของมันบินถลามาเกาะขอบหน้าต่าง  ดั่งสัญชาติญาณได้บอกกล่าวแก่มันแล้ว  มันร้องลั่นเสียงแปลกหู  โผบินไปมาในครัวอย่างร้อนลน  เสียงคุณปู่เอ่ยเตือนอย่างหนักแน่นแต่ชักจะแผ่วเบาว่า  อย่าพะวงไปเลยกินข้าวดีกว่า  หิวกันจะแย่อยู่แล้ว  อาส่งกำลังจะเอื้อมมือไปที่นกเขา  ที่น่ากินอย่างกับไก่ภูเขาไฟนั้นต้องกลับชะงักอีกครั้ง  ก็เจ้าคู่ของนกเขาตัวนั้นน่ะซี  มันตัดสินใจบินถลาลงมากลางจานที่แฟนตัวเองกำลังแอ่นอกทอดหอมเกรียมอยู่  มันสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าใช่แน่แต่ยังไม่กล้า  ตอนแรกถึงได้แต่กรีดร้องบินวนไปเวียนมา

 

                หลานชายตัวน้อยของปู่และอา  ขยับตัวเข้ามาใกล้ปู่กระซิบอย่างแผ่วเบายิ่ง  ว่ากินแล้วสงสัยว่าจะบาปแน่ๆ  ดูหน้าตาแต่ละคนรอบๆสิ  ทำเอาหนูหายหิวไปเลย  คุณปู่ผู้องอาจชาติทหาร  ตัดสินใจลุกขึ้นทิ้งจานข้าวดื้อๆ  บอกเสียงดังฟังชัดว่า“กูก็กินไม่ลง  มึงอยากกินก็กินไป” พร้อมๆกับชำเลืองมาที่อาส่ง 

                “อ้าว....เป็นงั้นไป” 

                 อาส่งหรือไอ้ส่งของเพื่อนๆร้องออกมาได้แค่นั้น  แต่คิดต่ออย่างสับสนและยืดยาวไม่รู้จบ.....จนกระทั่งป่านนี้

 


 

โดย sorkanchana

 

กลับไปที่ www.oknation.net