วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พลเมืองดี


พลเมืองดี

โดย

"ศ. กาญจนา"

 

              วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม ที่สอนให้เยาวชนยุคก่อนนั้นได้สำนึกและนำไปประพฤติปฏิบัติเป็นคุณแก่บ้านแก่เมือง รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในภายหลัง ไม่รู้ว่ายกเลิกตำราเรียนที่ได้เคยสร้างพลเมืองดีให้แก่ประเทศชาติเมื่อใดกัน  

 

              ผมกำลังบ่นข้อความข้างบนนี้ในใจเงียบๆ ขณะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไปทำงาน ความจริงผมเกษียณอายุแล้วแต่ไอ้พวกน้องๆมันยังคงขยั้นคะยอให้ผมเป็นที่ปรึกษา ตอนนั้นได้ยืนอยู่ในรถที่กำลังมุ่งหน้าไปทางพระโขนง ที่ๆทำงานของผมอยู่แถวนั้น โชคดีที่ได้ยืนข้างๆประตูที่มีที่เล็กๆพอให้ยืนได้โดยไม่ขวางทางเข้าออก และไม่ต้องคอยขยับตัวหลีกทางให้คนเดินผ่าน ทำให้มีโอกาสได้สังเกตชีวิตคนกรุงเทพฯสมัยใหม่ ที่เดี๋ยวนี้มีรถไฟฟ้าอันแสนสะดวกสบายไปไหนได้รวดเร็วตรงเวลา อากาศในรถก็เย็นฉ่ำ จนทำให้จิตใจผมเริ่มล่องลอย ย้อนรำลึกถึงวันวารอันสดสวย ที่สมัยนั้นทุกคนล้วนได้รับการอบรมสั่งสอนวิชาหน้าที่พลเมือง ให้คุณธรรมมันยึดติดแน่นอยู่ในหัวใจ และจะยกย่องผู้กล้าหาญที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยผู้อื่นที่กำลังตกอยู่ในภาวะคับขันหรืออยู่ในภัยอันตราย  เขาเรียกผู้กล้าเหล่านี้ว่า “พลเมืองดี” ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ปัจจุบันนี้ชักจะหายากเต็มทน

               ก่อนหน้านี้นานมาแล้ว ช่วงนั้นผมยังอายุน้อยอยู่ในวัยรุ่น ความที่บ้านเมืองมันสงบเรียบร้อย ผู้คนไม่ข่มเหงรังแกกัน ไม่มีการคุยโม้ข่มขู่หรือยุคนให้ยกพวกตีกันเหมือนสมัยนี้ ผมกล้าที่จะไปไหนต่อไหนคนเดียวได้อย่างสบายใจไร้กังวล ผมไม่ได้เป็นคนกล้าหาญอะไรมากนักหรอก แต่ก็อุ่นใจว่าจะมีคนใจเป็นธรรมคอยดูแลเราถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ผมได้ตะลอนไปทั่วตามซอกเล็กซอกน้อยในกรุงเทพฯ บางทีก็ไปกับเพื่อนสนิท หรือไม่ก็ไปคนเดียว แต่ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน หรือผ่านกลุ่มคนไม่ว่าที่ใด หากเราไม่มีทีท่ากวนตาหรือมีท่าอยากจะหาเรื่องคนแล้ว จะปลอดภัยเสมอ ยกเว้นแต่คนเกเรด้วยกันเท่านั้น ถึงจะต้องมีการปะทะกันหรือตีต่อยกันบ้าง แต่ก็จะไม่เจ็บตัวมากนักหรอก ไม่มีการกลุ้มรุมหรือทุบตีคนไม่มีทางสู้  หรือเมื่อการต่อสู้ชักจะเลยเถิด ก็จะมีพลเมืองดีเข้ามาห้ามปรามทันที

               มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมนัดกับเพื่อนว่าจะมาค้างที่บ้านเพื่อทำการบ้าน ที่เราดองเอาไว้จนต้องช่วยกันทำ มิฉะนั้นจะสอบตกกันทั้งคู่แน่ๆ บ้านเพื่อนผมอยู่แถวเสาชิงช้า ใกล้กับโบสถ์พราหมณ์ อยู่ในซอยไม่ลึกนัก แต่ก็ต้องเดินผ่านซ่องนางโลมซ่องหนึ่งที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อน  เพราะฉะนั้นถ้าเลยสองสามทุ่มแล้วคนเขาจะไม่มาเดินแถวนี้กัน ยกเว้นแต่นักเที่ยวกลางคืน วันนั้นหรือคืนนั้นกว่าผมจะมาถึงได้ก็ล่วงสามทุ่มเข้าไปแล้ว ผมเดินผ่านกลุ่มคนที่จับกลุ่มยืนขวางทางอยู่ ผมเดินแทรกเข้าไปอย่างไม่มีทีท่าว่าหวาดกลัว หรือทำท่าอวดเก่ง  เมื่อเดินพ้นแมงดากลุ่มนั้นเล็กน้อยและขณะเคาะประตูบ้านเพื่อน แมงดาตัวหนึ่งมองตามผมจนสบตากันโดยบังเอิญ ได้ยินเสียงพูดเบาๆในกลุ่มเขาว่า “อ๋อ ..เพื่อนไอ้ส่ง” ใช่แล้วครับไอ้ส่งของผมบอกว่า แมงดากลุ่มนั้นดุนะเว้ย แต่ก็ไม่เคยรังแกคนว่ะ ตั้งแต่นั้นมาก็ ยิ่งทำให้ผมกล้าเดินเที่ยวกลางคืนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะต้องเดินคนเดียวหรือไม่ มันช่างต่างกันลิบลับที่ทุกวันนี้ผมไม่กล้าที่จะทำเช่นนั้นอีก ใช่แล้วครับ แม้แต่จะคิด

               รถไฟฟ้าที่ผมโดยสารใกล้จะถึงสถานีจุดหมายปลายทางแล้ว ได้ยินเสียงประกาศว่ากรุณาอย่ายืนขวางประตู ให้ขยับเข้าไปในตัวรถ แล้วให้โหนห่วงหรือราวจับให้ดี ไอ้ตอนท้ายที่เขาประกาศเป็นภาษาอังกฤษนี่สิครับ ผมพยายามฟังเท่าไรก็ฟังไม่ออก ยิ่งตั้งใจฟังก็ยิ่งงง เคยถามฝรั่งว่ายูฟังออกและเข้าใจไหม ฝรั่งบอกว่าฟังไม่ออกแต่เข้าใจว่ะ มันยิ้มๆและพูดต่อว่า ยูก็ต้องรู้จักเดาเหมือนไอซีถึงจะรู้เรื่อง พอขบวนรถกำลังเข้าจอดและผมเองกำลังใจลอยเคลิ้มอยู่กับจินตนาการนั้น ก็มีสาวรุ่นท่าทางแข็งแรงแถมหุ่นดีคนหนึ่ง มายืนใกล้ประตูทางออกข้างๆผม แกทำท่าจะลงมาแล้วสองสามสถานีแต่ก็เปลี่ยนใจไม่ลง พอลองสังเกตุดูอีกทีก็เห็นแกท่าทางง่วงนอน แถมตาปรือๆเหมือนคนติดยา ก็พอดีขบวนรถเข้าจอดที่สถานีพร้อมพงศ์ แกขยับตัวตามผู้โดยสารเดินลงรถที่นี่ แต่แล้วแกก็เซเหมือนกับจะล้มลง ส่วนลำตัวของแกออกไปพ้นนอกรถแล้ว แต่มือซ้ายยังเกาะราวจับข้างประตูในรถไว้แน่น คราวนี้เห็นชัดเลยว่าแกไม่สบายมากกำลังจะหมดสติอยู่รอมมะร่อ คนรอบๆตะโกนบอกให้แกปล่อยมือที่เกาะราวเดี๋ยวนี้ ประตูอัตโนมัติกำลังจะเลื่อนปิดแล้วประตูมันจะกระแทกแขนและข้อมือจนหักได้ ตอนนั้นตาทั้งสองข้างของแกหลับสนิท ตัวเอนจะล้มลงกับพื้นชานชะลาหน้าประตู คนข้างๆถลันเข้าประคองไว้ไม่ให้ล้ม และมีเสียงตะโกนซ้ำว่าให้แกะมือแกออกหน่อย ผมยืนอยู่ตรงนั้นพอดี จึงรีบเข้าช่วยแกะมือของแม่สาวน้อย ด้วยผมเองเคยได้รับการฝึกฝนมาบ้างสมัยเล่นกีฬาในโรงเรียน โดยได้แกะทีละนิ้วๆแทนที่จะกระชากทั้งมือ ขณะแกะรู้สึกว่ายังมีแรงต้านอยู่มาก หรืออาจจะเป็นเพราะแกหมดสตินิ้วเลยล็อคทำให้แกะยากขึ้น แต่อาศัยเป็นการแกะอย่างถูกวิธี คนป่วยจึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากเกินไป และผมได้แกะมือหลุดทันเวลา คนข้างๆค่อยๆประคองแกให้นอนราบกับพื้นตรงนั้น มีคนอีกคนรีบลงจากรถตามไปช่วยเหลือ ทั้งๆที่เขายังเดินทางไม่ถึงสถานีจุดหมายเลย นี่ต้องเป็นพลเมืองดีมากๆที่โผล่ออกมาจากฝูงคน  จากนั้นประตูรถอัตโนมัติก็เลื่อนปิดจนสนิท รถก็ค่อยๆแล่นออกจากสถานีไปตามรางลอยฟ้า ผมมองผ่านประตูกระจกดูเหตุการณ์นี้จนลับสายตา มีคนโดยสารสองสามคนในรถมองผมแบบยกย่องชื่นชม จนผมชักจะเขินๆ เขาคงเห็นผมกล้าหาญเข้าช่วยคนเคราะห์ร้ายทั้งๆที่ตนเองอายุมากแล้ว เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป ผมเองถึงกับต้องขอนั่งพักเหนื่อยหายใจยาวๆทันที แต่ก็มีความรู้สึกอิ่มเอิบและอบอุ่นใจมาแทนที่ วันนี้มีพวกพลเมืองดีออกมาช่วยกันกู้ชีวิตสาวน้อยคนนั้นกันอย่างน่าชื่นใจ ใช่แล้วครับ รวมไปถึงอีตาพลเมืองดีอาวุโสผมสีดอกเลาที่เป็นคนแกะมือคนนั้นด้วยอีกคน

               ผมไปถึงที่ทำงานแล้วเล่าให้พวกน้องๆถึงวีรกรรมที่ได้เพิ่งไปทำมา ว่ามันน่าปลื้มใจแค่ไหน เกินกว่าจะสาธยายเป็นคำพูดได้หมด  อีกอย่างหนึ่งผมเพิ่งจะรู้ว่า ทุกวันนี้ยังมีพวกพลเมืองดีอยู่ไม่น้อย ที่โดยปกติแล้วเขาจะซ่อนตัวอยู่ในที่ต่างๆ จะออกมาแสดงตัวก็ต่อเมื่อมีเหตุอันตรายเกิดขึ้น ผมอยากจะถือโอกาสบอกพวกน้องๆในที่ทำงานว่า คนเรานั้นเมื่อไปทำความดีงามมาผลตอบแทนในทันทีนั้นคือความสุขใจ ผมรู้ดีเพราะมันเกิดกับตนเองแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งมันอิ่มเอิบไปหลายวันเลย ส่วนคนรุ่นใหม่ฟังผมแล้วอาจจะเข้าไม่ถึงหรือไม่เข้าใจ วันนั้นผมสบายอกสบายใจทำงานเพลินจนถึงเวลาเลิกงานเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว นี่ก็ต้องกลับไปเล่าต่อให้พวกคนในบ้านฟังอีกสักรอบสองรอบ ชีวิตบนรถไฟฟ้านี้น่ะมันช่างหลากหลาย มีเรื่องราวเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน นี่ถ้าเกษียณจากการทำงานเมื่อไรก็จะเอาประสบการณ์บนรถไฟฟ้านี้แหละ มาเขียนเล่าสู่กันฟัง  เขียนยังไงก็ไม่รู้จักหมด

               ผมไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ซ้ำมากนัก กลัวคนฟังจะเบื่อ โดยเฉพาะไอ้ลูกๆสองตัวน่ะตัวดี มันชอบชวนกันขัดคอพ่อไม่รู้กาละเทศะ มันไม่รู้เลยว่าปีนี้พ่อมันอาจจะได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นเชียวนะเว้ย ในที่สุดผมอดรนทนไม่ได้ ต้องโทรศัพท์ไปเล่าวีรกรรมให้เพื่อนสนิทๆสองคนฟังในค่ำวันนั้นเลย มิฉะนั้นจะอกแตกตาย ส่วนไอ้ลูกคนโตมันยืนฟังไปยิ้มไป ไม่รู้ว่ามันจะยิ้มหาวิมานอะไร คืนนั้นผมนอนไม่ค่อยหลับแต่ก็ฝันดี รุ่งเช้าต้องรีบโทรคุยโม้ซ้ำกับไอ้เพื่อนรักอีกคน เสร็จแล้วก็รีบแต่งตัวไปทำงาน ผมขึ้นบันไดเลื่อนที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยฯเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า พร้อมๆกับหนุ่มๆสาวๆที่ทำงานแถวถนนสุขุมวิทกลุ่มเบ้อเริ่ม บรรยากาศเช้าๆช่างคึกคักมีชีวิตชีวา

               หลังจากได้ที่นั่งใกล้ประตูทางออกในรถไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว ผมกำลังจะส่งใจล่องลอยเช่นวันก่อน พอดีขบวนรถเข้าจอดที่สถานีพร้อมพงศ์ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมา สาวน้อยคนหนึ่งล้มลงหน้าประตูรถ คนกำลังช่วยกันประคองจะจับให้แกนอนราบกับพื้น ส่วนมือข้างซ้ายของแกน่ะ มีตาแก่หน้าโง่อีกคนช่วยแกะออกจากราวจับข้างประตูอย่างขมีขมัน หน้าตาตาแก่ช่างอิ่มเอิบจนน่าหมั่นไส้  เมื่อประตูรถเลื่อนปิดลง ผมจ้องตามออกไปนอกรถ ก็เห็นชัดว่าสาวน้อยคนนั้นเป็นคนๆเดียวกันกับคนเมื่อวานนี้ เท่านั้นเอง เสมือนผ้าบังตาอันหนาทึบได้หลุดลุ่ยลง หน้าผมชาขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ รู้สึกว่าเลือดลมไหลย้อนขึ้นบนจนร้อนผ่าว ภาพเพ้อฝันลวงตาเริ่มโดนภาพความเป็นจริงเข้ามาแทนที่ วันนั้นแม่สาวน้อยคงได้เงินลงขันมาช่วยแกไม่น้อยแน่ๆ ขณะเดียวกัน มันกลับเป็นเรื่องสะเทือนใจต่อพลเมืองดีสูงอายุคนหนึ่ง ความอิ่มเอิบภาคภูมิใจของแกเมื่อวันวานได้มลายหายเกลี้ยงในพริบตา

 

               พลเมืองดีผมสีดอกเลาสะท้อนใจอย่างอ่อนระโหยโรยแรง  มันแสนจะชอกช้ำใจ อายผู้คนรอบข้าง  อายทั้งลูกเต้าของตัวเอง และรวมไปถึงอีหนูตัวแสบคนนั้นด้วย แว่วเสียงครูพละเจ้าเก่า เรียกจากสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าว่า ...เจ้า ศ. ของครูเอ๋ย .....เอ็งเป็นพลเมืองดีของครูคนเดียวก็พอแล้ว .... .....

โดย sorkanchana

 

กลับไปที่ www.oknation.net