วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลาวทุ่มสุดตัวรับสุดยอดเอเชีย-ยุโรปครั้งที่ 9


                               

อาลุนแก้ว กิดติคุน รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศของลาว แถลงยืนยันว่าการเตรียมความพร้อมในส่วนของคณะอนุกรรมการเลขานุการเพื่อรองรับการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรปครั้งที่ 9 ที่จะมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 5-6 พฤศจิกายนปีนี้ที่นครเวียงจันทน์ ได้คืบหน้ากว่า 90% แล้วและมั่นใจว่าจะสามารถเตรียมความพร้อมได้ทั้ง 100% เพื่อรองรับกองประชุมดังกล่าวได้อย่างแน่นอน

 

ทั้งนี้โดยการดำเนินงานในความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการฯในระยะที่ผ่านมานั้น ก็มีทั้งการจัดทำเข็มติดหน้าอกสำหรับประมุขรัฐ ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศภาคีที่เข้าร่วมการประชุม และพร้อมกันนั้น ก็ได้จัดทำบัตรประจำตัวสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านต่างๆ เช่น เจ้าหน้า ที่รักษาความสงบเรียบร้อย สื่อมวลชน ผู้ประสานงานในการประชุม แพทย์-พยาบาล คนรับใช้ คนขับรถ บัตรติดยานพาหนะสำหรับเข้า-ออกสถานที่สำคัญๆและอื่นๆ ทั้งยังได้จัดทำ Website สำหรับการประชุมสุดยอดในครั้งนี้เป็นการเฉพาะอีกด้วย

 

ส่วนการเตรียมความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆนั้น ทางการลาวก็ได้จัดแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 6 โครงการด้วยกัน โดยโครงการแรกนั้นก็คือการก่อสร้างศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งใหม่บนเนื้อที่ 7 เฮกตาร์ (เกือบ 44 ไร่) ห่างจากใจกลางนครเวียงจันทน์ไปตามถนนไกสอน พมวิหาน เพียง 6 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งการดำเนินงานในส่วนนี้ ก็ปรากฏว่าทางการลาวได้รับการช่วยเหลือจากทางการจีนคิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับโครงการที่ 2 นั้นคือการขยายลานจอดเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติวัดไตในนครเวียงจันทน์เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ให้ได้ถึง 40 ลำ พร้อมอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอย่างครบชุด โดยนอกจากจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นในมูลค่า 1,246 ล้านเยนแล้ว รัฐบาลลาวยังได้กู้ยืมจากรัฐบาลจีนอีกเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย

 

ส่วนอีก 4 โครงการที่เหลือนั้น ก็ประกอบด้วยการพัฒนาปรับปรุงถนน 21 เส้นทางในนครเวียงจันทน์ การก่อสร้างวิลลา 52 หลังบนเกาะดอนจันในแม่น้ำโขงสำหรับใช้เป็นเรือนรับรองผู้นำที่เข้าร่วมในการประชุม การก่อสร้างโรงแรม 8 ชั้นระดับ 5 ดาวบนเกาะดอนจัน และโครงการก่อสร้างบ้านพัก 50 หลังสำหรับรองรับคณะผู้แทนที่เข้าร่วมกองประชุมในครั้งนี้ด้วย

 

ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้ โดยไม่รวมโครงการก่อสร้างโรงแรม 8 ชั้นระดับ 5 ดาวบนเกาะดอนจัน (ที่เป็นการลงทุนและก่อสร้างโดยบริษัทเอกชนจากจีน) ด้วยนั้น ก็ปรากฏว่ารัฐบาลลาวได้ใช้งบประมาณทั้งที่ได้จากการช่วยเหลือและกู้ยืมจากต่างประเทศไปแล้วเกือบถึง 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ทำให้ทางการลาวได้แสดงความมั่นใจถึงความพร้อม 100% ในการที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด ครั้งนี้ ดังที่ ทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ได้แถลงยืนยันต่อคณะทูตานุทูตต่างประเทศในลาวถึงความพร้อมดังกล่าว ว่า

 

สปป.ลาวของพวกเรา มีความพร้อมอย่างเต็มส่วนแล้วในการจัดกองประชุม โดยบ่ว่าจะเป็นด้านเนื้อใน ด้านพื้นฐานโครงร่างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และการเกียมพร้อมเพื่อต้อนรับบรรดาผู้นำของบรรดาประเทศอาซีและยุโรปก็ตาม”

 

ทั้งนี้โดยจากรายงานล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศลาว ก็ได้ให้การยืนยันว่าจะมีคณะผู้แทนจาก 35 ประเทศเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวก็เป็นประมุขรัฐ 10 คน ผู้นำรัฐบาล 21 คนและรัฐมนตรีอีก 4 คนจากสมาชิกทั้งหมด 49 ประเทศ ซึ่งก็หมายความว่ามีอยู่ถึง 14 ประเทศที่ไม่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยเชื่อว่าเป็นเพราะปัญหาวิกฤตการณ์หนี้สินในสหภาพยุโรปนั่นเอง

 

แต่ถึงกระนั้นก็เพียงพอสำหรับการที่รัฐบาลลาวจะใช้โอกาสดังกล่าวนี้เป็นเวทีในการประกาศถึงความพร้อมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในอันที่จะก้าวไปสู่การขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติที่กว้างไกลกว่าอาเซียนที่ลาวได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ทั้งนี้โดยเป้าหมายอย่างแรกของรัฐบาลสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรปครั้งที่ 9 นี้ก็คือการยอมรับให้เข้าไปเป็นประเทศสมาชิกในองค์การการค้าโลก (WTO) ให้ได้ภายในปี 2012 นี้

 

ทางการลาวได้ยื่นคำร้องเพื่อขอเข้าไปเป็นประเทศสมาชิกของ WTO นับจากปี 1997 เป็นต้นมา และจนถึงการเจรจารอบที่ 9 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าคณะผู้แทนของรัฐบาลลาวได้ตอบข้อสงสัยต่างๆ ของบรรดาประเทศสมาชิกใน WTO ทั้ง 155 ประเทศไปแล้วมากกว่า 1,300 กรณี ซึ่งก็ทำ ให้ทางการลาวเชื่อมั่นว่าสามารถทำให้ประเทศสมาชิกเข้าใจสภาพการณ์ต่างๆในลาวได้เป็นอย่างดี

 

โดยล่าสุดคณะผู้แทนของรัฐบาลยูเครนประจำ WTO ก็ได้บรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาการค้าแบบทวิภาคีร่วมกับคณะผู้แทนของรัฐบาลลาวอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวก็หมายความว่าลาวได้รับเสียงสนับสนุนอย่างครบถ้วนแล้วในการที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกของ WTO ในเวลานี้ จึงยังรอเพียงการลงมติรับรองของประเทศสมาชิกใน WTO อย่างเป็นทางการเท่านั้น

 

ก่อนหน้านี้ คณะผู้แทนของรัฐบาลลาว ก็สามารถบรรลุข้อตกลงและก็ได้ลงนามในสัญญาการค้าแบบทวิภาคีร่วมกับคณะผู้แทนของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการแล้ว และคณะผู้แทนของสหรัฐฯ ก็ยังได้ยืนยันที่จะสนับสนุนให้ลาวได้เป็นสมาชิกของ WTO ให้เร็วที่สุดด้วยนั้น จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ลาวจะได้รับการรับรองให้เข้าไปเป็นสมาชิกของ WTO อย่างเป็นทางการในปลายปีนี้

 

เพราะที่ผ่านมา ทางการลาวก็ได้ปฏิบัติเงื่อนไขสำคัญต่างๆ ตามกำหนดของ WTO อย่างครบถ้วนแล้ว ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายต่างๆให้ได้ตามมาตรฐานของ WTO ด้วย โดยล่าสุดสภาแห่งชาติลาวก็ได้ลงมติรับรองกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาฉบับแก้ ไขเปลี่ยนแปลงและได้ประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วด้วย

 

แน่นอนว่าการก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกของ WTO นั้นย่อมจะส่งผลกระทบต่อลาวทั้งในด้านบวกและลบ แต่สำหรับทางการลาวแล้ว ก็ยังมั่นใจว่าผลด้านบวกจะมากกว่าด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตลาดการค้าเพื่อรองรับสินค้าของลาวได้อย่างกว้างขวางนั้นก็ย่อมจะนำมาซึ่งการหลั่งไหลของเงินทุนเข้าไปในลาวมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

 

โดยกระทรวงแผนการและการลงทุนของลาว รายงานว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในลาวนับจากปี 1988 ถึงปี 2011 ที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสะสมเกินกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 4,416 โครง การ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคพลังงาน การขุดค้นแร่ธาตุ กสิกรรม และภาคบริการตามลำดับ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการลาวก็ยังเชื่อมั่นด้วยว่าการลงทุนของต่างชาติในลาวจะมีมูลค่าสะสมเพิ่มขึ้นเป็นเกินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปลายปีนี้อีกด้วย เพราะในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2012 นี้ก็ปรากฏว่ามีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในลาวคิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็เป็นการลงทุนในการขุดค้นแร่ธาตุ การก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า และภาคกสิกรรมตามลำดับ

ทั้งนี้โดยบรรดาวิสาหกิจจากเวียดนามยังคงสามารถครองแชมป์ในฐานะผู้ลงทุนอันดับ 1 ที่มูลค่าการลงทุนในลาวมากที่สุด โดยที่มีการลงทุนจากจีนตามมาติดๆอย่างชนิดที่เรียกว่าหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว ในขณะที่การลงทุนของไทยนั้นกลับถูกเวียดนามและจีนทิ้งห่างมากขึ้นทุกที ทั้งยังเชื่อว่าไทยนั้นจะถูกเวียดนามและจีนทิ้งห่างจนมองไม่เห็นฝุ่นในอีกไม่นานนี้อีกด้วย

 

เพราะในขณะที่ทั้งเวียดนามและจีนนั้นต่างก็กำลังเตรียมรับมือกับการที่ลาวจะก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกของ WTO ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์แบบพิเศษ และในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอย่างรอบด้านร่วมกับลาวตามลำดับนั้น ฝ่ายไทยกลับมีแต่การนับถอยหลังโดยบรรดานักกีฬาสีทั้งหลายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างไม่มีวันสิ้นสุดฤดูกาลเช่นนี้ นึกแล้วก็สงสารลูกหลานไทยรุ่นต่อไปที่จะต้องกลับกลายเป็นประชากรของประเทศที่ล้าหลังที่สุดในประ ชาคมอาเซียน เพราะความเห็นแก่ตัวของบรรพบุรุษในรุ่นนี้!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net