วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใบปริญญาบัตร...ในมือเธอ


ใบปริญญาบัตร...ในมือเธอ

4 ตุลาคม 2555

                ผมได้มีโอกาสไปถ่ายรูปให้น้องคนหนึ่ง ซึ่งจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบรี (KMUTT) หรือ บางมด ที่ใคร ๆ เรียกกันติดปาก

                พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2553 ซึ่งเลื่อนมาจากปีที่แล้ว เพราะน้ำท่วม ปีนี้มีหมายกำหนดการ 3 วัน ด้วยกัน สำหรับ 3 สถาบัน คือ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล)  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตเหล่านี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

                เปรียว คือ บัณฑิต หนุ่ม ที่มาเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ โดยเขาอุตส่าห์ทำงานเก็บเงินจากที่ยังเรียนด้านภาษาญี่ปุ่น อยู่ที่เมืองมัตสึโดะ จังหวัดชิบะ บินตรงจากแดนปลาดิบ เพื่อเข้าร่วมพิธี

                ผมรู้จัก เปรียว ในฐานะแฟนบอลของ “บางกอกกล๊าส” และได้ไปเชียร์ด้วยกันบ้าง กับเพื่อน ๆ อีกหลายคน ในครั้งนี้ เปรียว ได้ขอให้ผมไปถ่ายรูปในงาน เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่คงไม่ใฃ่ต้องถ่ายแบบมืออาชีพเหมือนคนอื่นเขา ด้วยเหตุที่ผมไม่ค่อยถนัด การถ่ายรูปแบบนี้

                ในวันนั้น ผู้คนต่างหลั่งไหลไปยังไบเทคบางนา ส่วนผมนั่งรถตู้จากรังสิตไป 50 บาท ถึงที่เลย สะดวกดีเหมือนกัน แต่ไม่สะดวกตรงที่ ระหว่างทางเกิดปวดปัสสาวะอย่างแรง เกือบจะทนไม่ได้ ยังดีที่รถมันไม่ค่อยติด และรถตู้เหมือนรู้ใจ พาไปถึงจุดหมายได้ทันท่วงที

                ในงานเห็นบัณฑิตต่างก็หน้าตาชื่นบาน เพรียบพร้อมไปด้วย ญาติ ๆ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ ที่มาชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของลูก ๆ บ้างก็ต้องเดินทางมาจากแดนไกล บ้างก็เตรียมตัวมาดีมาก เอาหม้อหุงข้าวมาด้วย จัดแจงทำอาหารมาพร้อมสรรพ อย่างกับว่า มาปิคนิคก็ไม่ปาน นับว่าเป็นครอบครัวที่วางแผนมาดี

                ธุรกิจที่เห็นในวันนั้น คือการขายเสื่อปูนั่งครับ เพราะที่นั่งไม่พอ ก็ต้องใช้เสื้อปูนั่งกันตามพื้น แต่ไม่ได้เข้าไปถามว่า ราค่าเท่าไหร่ เห็นว่าขายดีกันถ้วนหน้า มีพ่อค้าแม่ค้าหอบมาขายกันหลายเจ้า  นอกจากนี้ที่เห็นกันเป็นประจำคือ ช่อดอกไม้ ตุ๊กตา ของชำร่วยที่จะเอาไปมอบให้กับบัณฑิตใหม่ เพื่อแสดงความยินดี ถือว่าเงินสะพัดไม่น้อยเลย

                เดี๋ยวนี้ไบเทคบางนา เขาทันสมัย ทำทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบางนา สะดวกสบาย ไม่ได้มานาน เชยไปเลย อีกที่หนึ่งที่ผมอยากให้มีรถไฟฟ้าไปถึง นั่นคือ เมืองทองธานี เพราะเคยเอารถไปจอดแล้วออกไม่ได้กว่า 2 ชั่วโมง

                ใบปริญญาบัตร ถือว่าเป็นเกียรติสำหรับผู้ที่เรียนจบ ก็จริงอยู่ที่บ้านเราเมืองเรา อาจจะใช้ประโยชน์กับมัน แต่ทว่าในแต่ละปีก็มีบัณฑิตจบใหม่ปีละหลายหมื่นหลายแสนคน ปริญญาบัตรก็ไม่ใช่สิ่งที่จะประกันได้ว่าจะได้งาน หรือจะได้งานที่ดี หรือจะได้งานที่ตนชอบ หรือตรงกับสาขาที่เรียนมา

                บัณฑิตจบใหม่ ส่วนใหญ่จะด้อยประสบการณ์เรื่องการสัมภาษณ์ เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน บทสนทนาจึงสั้นกว่าคนที่เคยทำงานมาแล้ว ถามอะไรก็ไม่รู้ ตอบอะไรก็ไม่ค่อยได้ กว่าจะได้งานก็ต้องไปสัมภาษณ์หลายที่ ว่าแล้วก็อยากจะเปิดสถาบัน สอนบัณฑิตใหม่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์จังเลย ครับ

                สิ่งที่บัณฑิตต้องมีเหนือกว่าคือ ความสามารถพิเศษ ซึ่งปัจจุบันนี้ ความสามารถพิเศษที่เป็นประโยชน์ในการทำงานได้ดี คือ ภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษากลางของโลก คือ ภาษาอังกฤษ หรือภาษาของกลุ่มประเทศในเอเชีย อันได้แก่ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ส่วนภาษาของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ควรศึกษาก็คือ ภาษาพม่า

                ถ้าอยากมีสิทธิพิเศษเหนือใครในยุกหางานยาก ให้มีภาษาอื่น อย่างน้อย 1 หรือ 2 ภาษา ภาษาที่ควรมีทักษะดีอยู่แล้วคือภาษาอังกฤษ ต่อมาน่าจะเลือกที่จะเรียนรู้ภาษาอื่นอีก 1 ภาษาในเอเชีย โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่น

                นิสิต นักศึกษาในเมืองไทย ใช้เวลาในการศึกษาที่ไม่ค่อยคุ้มค่า และได้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพน้อยมาก และใช้ต้นทุนในการศึกษาสูงเกินไป ในแต่ละปีนักศึกษานิสิตมหาวิทยาลัย ใช้เงินพ่อแม่ไปปีละหลายหมื่นบาท หรืออาจจะเป็นแสน นับรวมค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ค่าหอพัก แม้ว่าจะมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ต่างประเทศเขาจะส่งเสริมให้นักศึกษาหารายได้กันเอง จากการทำงานนอกเวลา ซึ่งจะสร้างนิสัยให้นักศึกษาหรือนิสิต ได้ตระหนักถึงคุณค่าของเงิน และการจัดการด้านเวลา การเตรียมตัวที่จะเข้าทำงาน

                ที่ประเทศญี่ปุ่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา กว่าร้อยละ 60 ทำงานระหว่างเรียน ซึ่งงานที่ทำก็เป็นงานทั่ว ๆ ไป เช่น พนักงานร้านสะดวกซื้อ ร้านเช่าดีวีดี พนักงานขายของ พนักงานปั๊มน้ำมัน พนักงานร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ ซึ่งจะได้ค่าจ้างที่ไม่ต่างกันมากนัก และพวกเขา เคารพในอาชีพต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม

                ต้นทุนการศึกษาของคนไทย แพงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้านับตั้งแต่เรียนอนุบาล ไปจนถึงจบปริญญาตรี อาจจะรวมแล้วเป็นเลข 6 หลัก ก็คงจะพูดไม่ผิด แล้วเมื่อจบมา รับเงินเดือนหมื่นกว่าบาท อีกกีปีจะคืนทุน

                นี่คือเหตุผลว่า ทำไมต้องเรียนภาษาอื่น หรือมีความสามารถอื่น นั่นก็เพื่อจะได้มี “ค่าตัว” ที่แพงขึ้น กับงานที่ยากขึ้น หรือมีทักษะที่สูงกว่า การไปเรียนประเทศญี่ปุ่น เฉพาะภาษาญี่ปุน ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี ใช้เงินทุนประมาณ 3 – 5 แสนบาท เมื่อเรียนจบกลับมาแล้วมีทักษะภาษาญี่ปุ่นดี ๆ เงินเดือนเริ่มต้นที่ 30,000 – 40,000 บาท ปีเดียวก็คืนทุนได้แล้ว  บัณฑิต จบใหม่จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับตนเอง ว่าควรจะมีอะไรเป็นทักษะพิเศษเพิ่มขึ้นบ้าง ไม่ได้หมายถึงต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่อาจจะต้องมีความพยายามให้มากที่สุด เช่นเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยก็จงตั้งใจให้ได้มากที่สุด ดีที่สุด ภาษาอังกฤษไม่ได้ยากเท่ากับภาษาอื่น ๆ ในเอเชีย ภาษาอังกฤษเรียนเอง ท่องเอง แล้วไปปรับเรื่องสำเนียงกับเจ้าของภาษาก็น่าจะพอไปได้ 

                ใบปริญญาบัตร อาจสร้างความภาคภูมิใจ แต่ไม่ได้หมายถึงว่า จะสร้างรายได้ให้กับบัณฑิตทุกคนได้ หากเพียงแต่ บัณฑิตแต่ละคน จะต้องทำคุณค่าของตัวเองให้เหนือกว่าคนอื่นอย่างไร เพื่อความอยู่รอดของตนเองในสังคม มิเช่นนั้นแล้ว กระดาษ 4 เหลี่ยมที่ถืออยู่ในมือ คงไม่มีค่าอะไรเลย

                 ในวันนั้น เมื่อพิธีจะเริ่มขึ้น บัณฑิตต่างก็ทยอยกันเข้าไปในห้อง ผมก็เดินทางกลับ 

                เปรียว ก็บินกลับไปญี่ปุ่น เพื่อไปศึกษาภาษาญี่ปุ่น ในหลักสูตร 2 ปี และทำงานพิเศษด้วยการส่งหนังสือพิมพ์ เพื่อแลกกับค่าเรียนทั้งหมด ที่พัก และเงินเดือนส่วนหนึ่ง

                ทุกคนเลือกทางเดินของตนเองได้ เพียงแต่ว่า จะเลือกหรือเปล่าก็เท่านั้น และในทางที่เลือก ย่อมไม่หอมหวานอย่างที่คิดไว้แน่นอน ถ้าไม่ใช่ความมานะอดทน ความวิริยะอุตสาหะ มันก็ไม่อาจได้มาซึ่งความสำเร็จในอนาคต

               

 

 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net