วันที่ พุธ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การจำนำข้าว หายนะเงียบ


อ่านบทความของ ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ : นักเศรษฐศาสตร์ทนไม่ไหวแล้ว กับความเลวร้ายเรื่องจำนำข้าว ในมติชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ควรเผยแพร่ให้ทราบในวงกว้างกันต่อไป

ในทรรศนะของผู้เขียนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เป็นนโยบายสาธารณะที่เลวที่สุดที่ประเทศเคยผิดโดยเฉพาะจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก

อาจเป็นอุทาหรณ์ก็ได้ว่าการแข่งขันทางการเมืองสามารถผลิตนโยบายเลวๆ ออกมาได้
เพียงเพื่อต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง
สาเหตุที่นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ใช้ไม่ได้มองจากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ก็คือว่าถ้าเรามีเป้าหมาย
หรือ End ในการช่วยเหลือชาวนาเพราะชาวนาเป็นกลุ่มคนที่ยากจน (สมมุติว่า
สมมติฐานนี้ถูกต้องซึ่งจริงๆ อาจไม่จริง)
และสังคมต้องการกระจายรายได้จากกลุ่มคนอื่นไปสู่พวกเขา
เราอาจจะกล่าวได้ว่าวิธีการที่ใช้ในการบรรลุเป้าหมายนี้สามารถมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าโครงการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ
เกิดความสูญเปล่าไร้ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
เนื่องจากโครงการมีการออกแบบที่ผิดในหลักการ
แม้ให้สามารถมีการจัดการให้เกิดการทุจริตน้อยที่สุดหรือหมดไป
โครงการรับจำนำข้าวก็เป็นนโยบายที่ไม่ดีหรือไม่ถูกต้องอยู่นั่นเอง

โครงการนี้ถ้าผู้ร่างนโยบายของพรรคเพื่อไทยไม่โง่เขลาเบาปัญญา
ก็คงต้องเป็นเพราะความบ้าบิ่น
หรือเป็นเพราะแรงผลักดันของการแข่งขันทางการเมืองเพื่อเอาชนะเลือกตั้งให้ได้ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต
ที่ผู้เขียนคิดว่าโง่เขลาและเบาปัญญานั้นเป็นเพราะว่า
โครงการนี้ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะมีเป้าหมายอยู่ที่เรื่องใด
เพราะผู้ออกแบบโครงการขาดความเข้าใจหรือเข้าใจผิดคิดว่ารัฐบาลจะสามารถเอาชนะกลไกตลาดข้าวซึ่งเกิดจากการทำงานของอุปสงค์อุปทานของข้าวในตลาดโลกทั้งการผลิตและการค้า
ผู้ออกแบบโครงการเชื่ออย่างผิดๆ คิดแบบง่ายๆ
ว่าถ้ารัฐบาลจะผูกขาดการซื้อข้าวทุกเม็ดที่ผลิตโดยชาวนา
และเพื่อช่วยให้ชาวนามีรายได้สูงตั้งราคาให้สูงกว่าราคาตลาดไว้มากๆ
เก็บข้าวไว้สักระยะเวลาหนึ่ง ทยอยขายเมื่อเห็นว่าได้ราคาที่เหมาะสม เช่น
มีกำไรหรือขาดทุนไม่มาก อำนาจผูกขาดนี้ย่อมมีลักษณะเป็น win-win

คือสามารถชนะใจชาวนาโดยรับซื้อข้าวในราคาสูงกว่าตลาดได้อย่างมากๆ
และถ้าขายได้ในราคาที่สูงในอนาคตก็สามารถคุยโม้ได้ว่าเป็นเพราะฝีมือซึ่งจริงๆ
อาจจะเป็นโชคชั่วครู่ชั่วยามไม่ยั่งยืน
ขณะเดียวกันถ้าขาดทุนมากหรือน้อยก็ตามก็สามารถชักแม่น้ำทั้ง 5
อ้างว่าขาดทุนไปบ้างก็ไม่น่าจะเป็นไรเพราะว่าขาดทุนเพื่อชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่เห็นจะเป็นไร
หาเหตุผลมาอธิบายได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

เนื่องจากผู้เขียนอยู่ต่างประเทศไม่ได้มีโอกาสร่วมลงชื่อด้วยคนหนึ่ง
แต่ผู้เขียนรู้สึกดีใจเมื่อทราบว่าคณาจารย์กว่าร้อยคนร่วมกันลงชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
เท่าที่ทราบจากสื่อมวลชน ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า นิด้า
เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในงานนี้

แม้ว่าในที่สุด
กลุ่มคณาจารย์นี้จะไม่สามารถยับยั้งหรือยุติโครงการนี้ได้ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาและมีการไต่สวนสืบหาข้อเท็จจริง

ผู้เขียนก็คิดว่าสังคมจะได้ประโยชน์เพราะจะทำให้เกิดการเรียนรู้กว้างขวางเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาของโครงการนี้อย่างแน่นอน




ผู้เขียนเห็นด้วยกับคณาจารย์ที่ยื่นร้องทุกข์ต่อศาล
ว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ขัดกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 84 วรรค 1
ซึ่งกล่าวได้ว่า


"มาตรา 84 : รัฐต้องดำเนินการแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ดังต่อไปนี้ :

(1) สนับสนุนระบบเศรษฐกิจระบบเสรีและเป็นธรรม
โดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน
เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ
รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม
หรือการจัดให้มีสาธารณูปโภค"

แม้โครงการนี้จะมีปัญหาไม่เหมาะสมมากมายไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใด
แต่ผู้เขียนก็คิดว่าเหตุผลเดียวที่สำคัญที่จะสามารถยุติโครงการนี้ได้หรือต้องปรับปรุงกระบวนการจำนำข้าวที่ทำในขณะนี้ใหม่หมดก็เพราะมันขัดกับรัฐธรรมนูญตามมาตรา
84(1) หรืออาจจะขัดกับมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า
"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม..."
โดยหลักการและเหตุผล มาตรา 84(1) และหรือมาตรา 43
น่าจะเป็นเหตุผลที่ศาลพึงรับไว้พิจารณาได้มาก

ในข้อเท็จจริงตลาดสินค้าเกษตร
เช่น ข้าว แม้จะเป็นตลาดสินค้าที่มีความไม่สมบูรณ์ เช่น ในเรื่องสารสนเทศซึ่งจริงๆ
ในโลกแห่งความเป็นจริงก็มีปัญหาในตลาดสินค้าเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะตลาดการเงิน
แต่ตลาดข้าวก็ไม่ใช่ตลาดที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติ หรือเป็นสินค้าสาธารณะ (Public
goods) เช่น การป้องกันประเทศ หรือเป็นกิจการสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา รถไฟ
ที่วิสาหกิจเอกชนอาจไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ารัฐ
(แม้กระนั้นในความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป) ในกลุ่มสินค้าประเภทข้างต้น
ความจำเป็นที่จะให้กิจการเป็นของรัฐหรือมีการให้บริการโดยรัฐแทนเอกชนจึงอาจมีเหตุผล

แต่ตลาดข้าวเป็นสินค้าเอกชน
แม้ราคาปริมาณการผลิต
อุปสงค์อุปทานในระยะสั้นและระยะยาวจะขึ้นอยู่ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ
ปัจจัยภายในและภายนอกประเทศเหนือการควบคุมของชาวนาหรือรัฐบาลหรือของผู้มีส่วนร่วมในตลาด
แต่ตลาดข้าวในลักษณะนี้ กลไกตลาดอุปสงค์อุปทานก็ทำงานได้
ถ้าราคาข้าวหรือราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ
ในระยะสั้นหรือระยะยาวไม่อยู่ในระดับที่จะทำให้รายได้ของเกษตรกรผู้ผลิตสูงพอๆ
กับการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี รัฐบาลทุกประเทศก็มีการให้เงินอุดหนุน
มีการพยุงราคาในรูปแบบต่างๆ
หรือมีการประกันรายได้ขั้นต่ำที่ชาวนาชาวไร่พึงได้รับ

ตลาดที่ทำงานในลักษณะนี้
ไม่ใช่ตลาดที่ล้มเหลว หรือ Market failure ที่รัฐต้องเข้ามาทำหน้าที่แทนที่เอกชน
โดยการรับซื้อข้าวเปลือกและสีเป็นข้าวสารทุกเม็ดเพื่อขายต่อในฐานะเป็นผู้ซื้อข้าวเปลือกรายเดียวจากชาวนา
หรือขายข้าวสารให้ผู้ส่งออกหรือเป็นผู้ผูกขาดธุรกิจค้าข้าวเหมือนที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้
(ยังไม่พูดถึงพฤติกรรมอดีตที่รัฐบาลเป็นพ่อค้ารายใหญ่ แต่ซื้อแพง ขายถูก และขาดทุน)
เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงคิดว่าช่องทางการต่อสู้โดยวิธีมาตรา 84 (1)
จึงเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องแล้ว



ที่ผู้เขียนเป็นห่วงคือความเข้าใจของศาลและสังคม
นักเศรษฐศาสตร์นั้นตระหนักดีว่าโครงการรับจำนำข้าวนั้นมีมิติที่เกี่ยวข้องทั้งในหลายมิติ
เช่น หนึ่ง มิติการจัดสรรทรัพยากรของสังคมที่มีอยู่อย่างจำกัดต้องมีประสิทธิภาพ
นักเศรษฐศาสตร์ต้องอธิบายให้สังคมและศาลเข้าใจว่าไม่ว่าสังคมไหนในระยะยาวจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงจะต้องเป็นสังคมที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ละเลยมิติเรื่องความเท่าเทียมกันหรือความเป็นธรรมในการกระจายรายได้
สอง
มิติการกระจายรายได้จากผู้เสียภาษีทั่วไปสู่ชาวนาระดับหลายล้านครัวเรือนที่ขายข้าวให้รัฐได้ราคาสูงกว่า
(จริงๆ รัฐเป็นผู้ซื้อขาด ไม่ใช่จำนำตามที่เรียกชื่อ) ราคาตลาดมาก

สาม
มิติการบริหาร การรับซื้อที่ก่อให้เกิดต้นทุนแก่รัฐ แก่สังคม
แต่สร้างรายได้ประเภทส้มหล่นหรือลาภลอยหรือเป็นส่วนเกิน (rent)
แก่ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ มากมาย ตั้งแต่โรงสีจนถึงผู้ส่งออกซึ่งมักจะได้ Jackpot
ซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาที่รัฐขายขาดทุน หรือมีการทุจริตในรูปแบบต่างๆ

สี่
มิติของความเสียหายในด้านความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดข้าวโลก
เพราะรัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้มากมายในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงโดยพิจารณาจากอุปสงค์อุปทานของตลาดการค้าข้าวโลก
ทำลายกลไกการค้าข้าวของเอกชนซึ่งเคยมีประสิทธิภาพและมีการพัฒนาเรื่อยมา
ยังไม่พูดถึงมิติความเสียหายทางการคลังที่จะตามมาอีกมากมายในระยะยาว
รวมทั้งความเจริญเติบโตของประเทศที่จะต้องถูกกระทบ

นักเศรษฐศาสตร์จะเหนื่อยและเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อมีประเด็นที่สังคมต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพความเจริญเติบโตที่นักเศรษฐศาสตร์เน้นมาก
(นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเศรษฐกิจสังคมที่จะยั่งยืนได้ต้องเป็นสังคมที่มีประสิทธิภาพ)
กับการ

กระจายรายได้ความเป็นธรรมที่ต้องให้ชาวนาเกือบ 4
ล้านครัวเรือน
สังคมไม่สนใจว่าชาวนากว่าหนึ่งล้านครัวเรือนไม่ได้รับประโยชน์จากการจำนำข้าว
สังคมอาจไม่สนใจการทุจริตรั่วไหล
และสังคมไม่เข้าใจและไม่ค่อยเข้าใจกลไกตลาดเสรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไม่เข้าใจว่าถ้ากลไกตลาดข้าวในประเทศถูกทำลาย ทำงานไม่ได้หมายถึงอะไร
ประเทศเสียหายอย่างไรในระยะยาว
ตราบใดที่ราคาข้าวไม่แพงในประเทศเขาก็ไม่เดือดร้อน

ถ้าศาลคิดแบบสังคมส่วนใหญ่คิด หรือตามกระแสสังคม
นักเศรษฐศาสตร์คงเหนื่อยแน่

ที่มา  หนังสือพิมพ์มติชน 10 ตุลาคม 2555

 

โดย เสาะหา

 

กลับไปที่ www.oknation.net