วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สิทธิรักษาพยาบาล ของข้าราชการ


นับตั้งแต่  1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กำหนดให้การรักษาพยาบาลของข้าราชการ จะต้องเริ่มต้นการรักษาด้วยยาในบัญชียาหลักแห่งชาติก่อนเสมอ (ยา ED) หลังจากนั้นถ้ามีอุปสรรคปัญหาใดๆ ค่อยเปลี่ยนมาใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติต่อไป (ยา NED) แต่จะยอมให้เบิกจ่ายได้เฉพาะเหตุผลเพียง 5 ข้อเท่านั้น

เป็นความวุ่นวายในกระบวนการรักษาของแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ เป็นอย่างมาก คนไข้เก่าที่เคยได้รับยานอกบัญชียาหลักฯ มานานแล้ว ควบคุมอาการได้ดีแล้ว โดยแพทย์ที่รักษากลับไปทบทวนแล้วก็ไม่ได้ประวัติเหตุผลการใช้ยาต่างๆ ที่ได้รับ ... จะต้องเปลี่ยนกลับไปเริ่มต้นใหม่ ด้วยยาในบัญชียาหลักฯ ก่อนเพื่อให้ได้เหตุผลว่า ทำไมถึงเปลี่ยนไปใช้ยานอกบัญชีฯ ผลเสียตกอยู่กับคนไข้ที่เป็นข้าราชการเต็มๆ ถ้าไม่เปลี่ยนยา แพทย์ผู้จ่ายยาตามๆ กันมาก็เสี่ยงที่จะต้องรับผิดชอบการสั่งยาของตัวเอง โดยได้ข่าวมาว่า โดน DSI เรียกเงินคืนจากแพทย์ (จริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่แพทย์ต่างก็เล่าๆ กันมาแบบนั้น) ทำให้แพทย์ที่รักษาคนไข้ ไม่อยากทำงานกันหลายคนแล้ว เพราะตั้งใจรักษาข้าราชการ แต่สุดท้ายก็ต้องมาควักเงินจ่ายเอง

ผมรักษาคนไข้บัตรทอง ผมสามารถตัดสินใจได้เองว่า จะใช้ยาตัวไหนเหมาะสม คนไข้วิงเวียนศีรษะ ผมจ่ายยา stugeron ซึ่งเป็นยานอกบัญชีได้ คนไข้มีเสมหะ ผมจ่ายยาละลายเสมหะได้ ด้วยประสบการณ์ ความรู้ ที่มีอยู่

แต่ถ้าเป็นคนไข้ที่ใช้สิทธิ์ข้าราชการ ผมไม่อาจจะรู้ได้ว่า สิ่งที่ผมตัดสินใจให้การรักษาไปนั้น คนของกรมบัญชีกลาง จะเห็นด้วยกับการตัดสินใจให้ยาของผมหรือไม่ (ซึ่งจะมาตรวจสอบภายหลัง) ถ้าไม่เห็นด้วย ผมก็จะซวยไปทันที อาจจะโดนเรียกเงินค่ายาคืน ด้วยว่า ยาแก้เวียนศีรษะ ยาละลายเสมหะนั้น เป็นยานอกบัญชียาหลักฯ ตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังแล้ว ไม่ให้จ่าย ต้องไปจ่ายยาในบัญชียาหลักก่อน ถ้าเวียนหัว ก็คงให้กิน dramamine ถ้ามีเสมหะ ก็ให้ไปจิบน้ำแทน

โดยสรุปตามความคิดผม ตอนนี้ สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ แย่กว่า สิทธิการรักษาด้วยบัตรทองครับ

ตอนนี้ ก็พยายามบอกคนไข้ที่เป็นข้าราชการว่าถ้าจ่ายได้ให้จ่ายเงินเองเถอะ อย่าเอาตัวไปเสี่ยงให้เกิดผลข้างเคียงจากยาในบัญชียาหลักฯ ตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางเลย

ข้อเสียที่จะเกิดขึ้น คิดว่าคุ้มค่าหรือไม่
- เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง
- เสียเวลา ต้องลองยาในบัญชีให้ครบก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนได้ จะผ่านไปกี่เดือน โรคจะลุกลามไปถึงไหน
- เสียเงิน+เสียเวลา ต้องเดินทางมาติดตามผลข้างเคียง มาเปลี่ยนยา

ผมคิดว่าเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า และไม่เห็นด้วย กลับจะทำให้วงการแพทย์ การรักษาพยาบาลของบ้านเรา ถอยหลังกลับไปอีกหลายปี ในขณะที่อยากให้เมืองไทยเป็น medical hub ซึ่งตรงกันข้ามกันจริงๆ

รัฐจะแก้ปัญหาเรื่องไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ให้ข้าราชการ แต่เอาเหตุผลอื่นมาอ้างด้วยคิดว่ามันจะคุมเงินได้ แต่มาตรฐานที่เคยดีอยู่แล้ว จะตกต่ำลงไปกว่าสิทธิบัตรทอง กลายเป็นสิทธิ์ที่ต่ำที่สุดในบรรดาสิทธิ์รักษาพยาบาลทั้งหลาย

ถ้าแก้ไม่ไหว ทำไมไม่เอาเงินที่คิดว่าจ่ายได้ มาหารเฉลี่ยรายหัว แล้วโอนไปให้หน่วยรักษาบริหารจัดการกันเองแบบสิทธิบัตรทองเลยล่ะครับ คนทำงานเขาจะได้ตัดสินใจให้การรักษาที่เหมาะสมได้เอง ไม่ต้องรอกรมบัญชีกลาง มาตรวจสอบการทำงานของหมอ หรือให้ ดีเอสไอ มาตรวจสอบ ซึ่งคุยกันไป ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

ส่วนถ้าใครต้องใช้งบเกินเฉลี่ยรายหัว จะร่วมจ่าย หรือจ่ายเองทั้งหมด ก็แล้วแต่จะว่ากันไป

อย่างนี้ ตรงเป้าหมายที่สุดที่จะควบคุมเงิน

อย่าไปยุ่งกับการรักษาของแพทย์เลย รังแต่จะทำให้แพทย์หงุดหงิด ท้อ ไม่อยากทำงาน .. ขอเพียงให้บอกมาว่ามีงบให้เท่าไหร่ เดี๋ยวเราบริหารจัดการเอง

โดย เดินต่อไป

 

กลับไปที่ www.oknation.net